RSS

Tag Archives: พระสมเด็จ

พระสมเด็จวัดระฆังฯ พ.ศ.๒๕๑๕ รุ่นอนุสรณ์ฯ ๑๐๐ปี ‘สมเด็จฯ โต’

image

ตำนานการสร้างพระเครื่องของ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ธนบุรี นับตั้งแต่สมัย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เรื่อยมาจนถึงสมัย หลวงปู่นาค หลวงปู่หิน ฯลฯ ยังไม่มีครั้งใดที่มีการจัดสร้างอย่างเป็นทางการ ดั่งเช่น รุ่น "อนุสรณ์ฯ ๑๐๐ ปี" ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวัดระฆัง ที่มีการบันทึกประวัติทุกขั้นตอนของการจัดสร้างไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ปฐมเหตุแห่งการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ สืบเนื่องมาจากวัดระฆัง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ระดับวรมหาวิหาร ที่มีประวัติการสร้างมาตั้งแต่สมัยก่อตั้ง กรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้ถาวรวัตถุต่างๆ ที่สร้างในสมัยนั้น   และได้ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก โดยเฉพาะ หอพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นที่เก็บรักษา พระธรรมคำสอน และเอกสารสำคัญต่างๆ ของทางวัด จึงมีความจำเป็นต้องบูรณปฏิสังขรณ์อย่างเร่งด่วน โดยต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก ขณะที่กำลังของทางวัดเองยังมีไม่เพียงพอ

ขณะ เดียวกัน ม.ล.เนื่องพร สุทัศน์ (ผู้ริเริ่มโครงการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้) ได้อ่านพบวันมรณภาพ (บางแห่งใช้คำว่า "สิ้นชีพิตักษัย") ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เมื่อวันเสาร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ (ต้น) ปีวอก จุลศักราช ๑๒๓๔ ตรงกับวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕ ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริรวมอายุได้ ๘๕ ปี พรรษา ๖๕ ซึ่งจะ ครบ ๑๐๐ ปี ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๕ เห็นว่าเป็นนิมิตหมายกำหนดการที่ดี ในการจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อระดมเงินทุนบูรณะหอพระไตรปิฎกดังกล่าว จึงได้ทำเป็นโครงการขึ้น โดยขอรับความเห็นชอบจาก พระราชธรรมภาณี รักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการสร้างปูชนียวัตถุเพื่อเป็นอนุสรณ์ครบ ๑๐๐ ปีแห่งมรณภาพของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหมรํงสี) ณวัดระฆังโฆสิตาราม จ.ธนบุรี"

โครงการนี้ได้รับการสนับ สนุนจาก กองทัพเรือ โดยมี พล.ร.อ.จรูญ เฉลิมเตียรณ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น รับผิดชอบเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงาน พระราชธรรมภาณี รักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ พล.ร.ท.อุดม สุทัศน์ ณ อยุธยา เจ้ากรมอู่ทหารเรือ เป็นประธานกรรมการดำเนินการฝ่ายฆราวาส

วัตถุ มงคลที่ได้จัดสร้างขึ้นในครั้งนี้ ได้แก่

  1. พระพุทธรูปจำลอง (องค์พระประธานในพระอุโบสถ วัดระฆัง) ขนาดบูชา เนื้อนวโลหะ
  2. พระกริ่งจำลององค์พระประธาน เนื้อทองคำ และเนื้อนวโลหะ
  3. รูปเหมือนหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ขนาดบูชา เนื้อนวโลหะ
  4. รูปเหมือนหล่อลอยองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เนื้อทองคำ เงิน และนวโลหะ
  5. เหรียญรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เนื้อทองคำ เงิน และทองแดง
  6. พระเครื่องเนื้อผง พิมพ์สมเด็จ และพิมพ์รูปเหมือน

สำหรับพระเครื่องเนื้อผง ได้จัดทำออกเป็น ๓ แบบหลักๆ คือ

  1. พิมพ์พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ทรงนิยม
  2. พิมพ์รูปเหมือนสมเด็จฯ โต และ
  3. พิมพ์สมเด็จคะแนน

แต่ ละแบบได้จัดสร้างจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ ตามจำนวนพระธรรมขันธ์ (ยกเว้นพิมพ์พระคะแนน) การจัดสร้างพระเนื้อผงทั้งหมดนี้ ทางวัดได้กำหนดขอบเขตในการจัดทำทุกขั้นตอน ให้อยู่ภายในเขตวัดเท่านั้น โดยมี พระครูใบฎีกาโชคชัย เป็นผู้ดูแลควบคุมงานทั้งหมด

ผง ต่างๆ ที่นำมาผสมเป็นมวลสาร ซึ่งเนื้อแท้มีส่วนสำคัญๆ และถือเป็นมงคลอย่างยิ่ง ได้แก่ ผงปถมัง ซึ่งพระเกจิอาจารย์ต่างๆ ได้ประสิทธิประสาทไว้ ผงพระที่แตกหักชำรุดไม่เป็นองค์แล้ว เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จกรุบางขุนพรหม พระสมเด็จปิลันท์ จำนวนมาก ว่านนานาชนิด เศษปูนซึ่งหลุดกระเทาะจากพระอุโบสถ เป็นต้น รวมทั้งเกสรดอกไม้ โดยเฉพาะเกสรดอกบัวที่บูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เกสรดอกไม้ที่บูชาพระตามที่ต่างๆ เศษทองคำเปลวที่ปิดบูชาพระ เป็นต้น

ปัจจุบัน พระสมเด็จรุ่น ๑๐๐ ปี สมเด็จฯ (โต) ปี ๒๕๑๕ ได้รับความนิยมแสวงหากันอย่างกว้างขวาง องค์ละหลายพันบาทขึ้นไปถึงหลักหมื่น ซึ่งผู้เขียนจะได้นำมาเขียนถึงแต่ละพิมพ์ในโอกาสต่อไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จฯวัดระฆัง

การ จัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ คณะกรรมการได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาทรงเททองเป็นปฐมฤกษ์ ตามกำหนดฤกษ์ โอกาสนี้ได้เสด็จฯ ขึ้นทอดพระเนตรหอพระไตรปิฎก และทรงร่วมกันปลูกต้นจันทน์ที่หน้าหอพระไตรปิฎกอีกด้วย

ในครั้งนั้น ได้มีการบันทึกเหตุการณ์ถึงความอันน่าอัศจรรย์ใจในวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไว้ว่า ระยะนั้นเป็นช่วงหน้าฝน กรมอุตุฯได้พยากรณ์จากสถิติในรอบ ๓๐ ปี ว่าจะมีเมฆมาก และจะมีฝนตกชุกตลอดในช่วงบ่ายจนถึงค่ำ เกือบทั้งเดือนกันยายนของปีนั้น ซึ่งในคืนก่อนวันเสด็จฯ (๑๗ ก.ย.๒๕๑๔) ช่างได้ก่อสุมเตาหล่อหลอมโลหะ ปรากฏว่าฝนได้ตกตลอดเวลา ต่อเนื่องมาจนถึงตอนบ่ายของวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๑๔ จนได้หยุดตกก่อนหน้าเวลาเสด็จฯ เพียง ๒-๓ ชั่วโมงเท่านั้น แต่ท้องฟ้าก็คงฉ่ำไปด้วยฝน

แต่ด้วยอำนาจแห่งความ ศักดิ์สิทธิ์ และด้วยพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ปรากฏว่า เมื่อได้ฤกษ์ที่จะทรงเททอง ท้องฟ้าซึ่งฉ่ำไปด้วยฝน ได้กลับกระจ่างสว่างขึ้นทันที มีแสงจากดวงอาทิตย์อ่อนๆ สาดไปทั่วพิธีมณฑล ยังความปีติอย่างแรงกล้าแก่ผู้ที่ได้ประสบพบเห็นโดยทั่วหน้ากัน นับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ขณะเดียวกัน รูปเหมือนสมเด็จฯ (โต) ขนาดเท่าองค์จริง ที่ทรงประกอบพิธีเททองในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่สุมพิมพ์กลางฝนมาตลอด และเป็นของใหญ่ ซึ่งยากในการหล่อ แต่เมื่อทรงเททองแล้ว ปรากฏว่า เมื่อเอาดินพิมพ์ออกหมดแล้วพบว่า รูปเหมือนสมเด็จฯ โต เททองได้เหมือนและดีบริสุทธิ์ ไม่มีชำรุดหรือเสียหายแม้แต่น้อย

โดย อิศรา เตชะสา (ป.สตูดิโอ) จากหนังสือพิมพ์ คม ชัดลึก เสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2554

 
Leave a comment

Posted by on August 13, 2011 in พระสมเด็จ

 

Tags: , , ,

สมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส กรุใหม่

พิมพ์ปรกโพธิ์ เปิดกรุประมาณปี ๒๕๐๐ มีจำนวนประมาณ ๓๐๐๐ องค์ที่ทางวัดได้คัดเลือกเฉพาะที่สภาพดี ประทับตรงยางวัดด้านหลัง เช่น องค์ทางซ้ายมือ

 

Tags: , , , , , ,

พระสมเด็จจิตรลดา “พระกำลังแผ่นดิน”

คลิ๊กไปดูที่ลิงค์พลังจิต

ใน ราวปีพุทธศักราช 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้ นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์เข้ามาเป็นผู้แกะ แม่พิมพ์พระสมเด็จจิตรลดานี้ใน พระราชฐาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในการแกะแม่พระสมเด็จจิตรลดานั้น ท่านอาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ได้กรุณาให้เกียรติเล่า และถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้อง ยุคลบาทถวายงานในการแกะแม่พิมพ์ไว้ในหนังสือ “พระพิมพ์จิตรลดา” ซึ่งเรียบเรียงและสัมภาษณ์โดย คุณประมุข ไชยวรรณ อาจารย์ไพฑูรย์ได้ทำการแกะแม่พิมพ์ ตามพระกระแสรับสั่งขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มลงมือแกะพิมพ์พระสมเด็จจิตรลดา ลงบนหินลับมีดโกน

การแกะพิมพ์ (พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน) เป็นพุทธศิลป์แบบแม่พิมพ์ลึก แล้วใช้ดินน้ำมันกดลงบนแม่พิมพ์ลึกเพื่อถอดแบบองค์พระสมเด็จจิตรลดา จากนั้นก็ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงทอดพระเนตร และทรงวินิจฉัยแบบพิมพ์ พระองค์ท่านทรงมีพระกระแสรับสั่งให้แก้ไข ตกแต่ง แบบพิมพ์พระสมเด็จจิตรลดาหลายครั้ง จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย เมื่อได้แม่พิมพ์ที่สมบูรณ์ด้วยพุทธศิลป์ตามพระราชประสงค์ ของพระองค์ท่าน แล้ว จากนั้นพระองค์ทรงนำแม่พิมพ์ที่แกะไว้ ทำการถอดต้นแบบพระสมเด็จจิตรลดาจากแม่ พิมพ์หิน โดยพระองค์ท่านทรงใช้วัสดุเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีคุณภาพดี จนได้ตามจำนวนพระราชประสงค์แล้ว ก็ทรงนำต้นแบบพระสมเด็จจิตรลดาจำนวนหนึ่ง เรียงบนภาชนะที่เตรียมไว้เพื่อทำการหล่อแม่พิมพ์อีกครั้ง โดยการหล่อเป็นแม่พิมพ์ยาง

การแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์เล็กท่านอาจารย์ ได้แกะแม่พิมพ์ถวายหลังจากที่ได้แกะแม่พิมพ์ใหญ่ถวายได้ไม่นานนัก โดยมีพุทธศิลป์เหมือนกับแม่พิมพ์ใหญ่ทุกประการ ยกเว้นแต่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น พระพุทธศิลป์ขององค์พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพุทธศิลป์แบบพระพุทธรูป พิมพ์ปางนั่งสมาธิ แบบขัดสมาธิราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบานบน 5 กลีบ ล่าง 4 กลีบ รวมเป็น 9 กลีบ ตรงกับรัชกาลที่ 9 รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว แบ่งเป็นสองแม่พิมพ์ตามขนาดขององค์พระ คือ พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก พระพิมพ์ใหญ่มีขนาดกว้าง 2 ซม. สูง 3 ซม. ส่วนพระพิมพ์เล็กมีขนาดกว้าง 1.2 ซม. สูง 1.9 ซม.พระราชประสงค์ในการสร้างพระสมเด็จจิตรลดา สืบเนื่องมาจากที่พระองค์ ได้รับทูลเกล้าฯ ถวายพวงมาลัยดอกไม้สดจากประชาชน ในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระ พุทธปฏิมากรแก้วมรกต และได้ทรงแขวนไว้ ณ ที่บูชาองค์พระพุทธปฏิมากร ตลอดเทศกาลจนถึงคราวที่เสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ทรงเห็นเป็นของสำคัญที่ควรเก็บดอกไม้แห้ง เหล่านี้ไว้ให้เป็นประโยชน์เพื่อ เป็นสิริมงคล และทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ว่าสมควรใช้เป็นส่วนผสมสำคัญสำหรับสร้างเป็นพระสมเด็จจิตรลดา และเพื่อให้ได้พุทธคุณสูงยิ่งขึ้น เพียงเฉพาะดอกไม้แห้งจากพวงมาลัยที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว คงไม่เพียงพอสำหรับที่จะทำเป็นองค์พระ จะต้องมีส่วนผสมอื่นที่สามารถจะผสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน รวมทั้งวัตถุมงคลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วราชอาณาจักรด้วย จึงจะได้อำนาจแห่งพุทธคุณโดยสมบูรณ์ ทรงให้เจ้าพนักงานรวบรวมเส้นพระเจ้า (เส้นพระเกศา) หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ (ตัดผม) ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตร และด้ามพระขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล สีซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพโดยฝีพระหัตถ์ ชัน และสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่ง

ส่วนผสมที่เป็นมงคลนี้ คือ ส่วนผสมที่เรียกว่า “ส่วนในพระองค์” สำหรับส่วนผสมที่มาจากทุกจังหวัด ของทุกภาค ทั่วราชอาณาจักร ทรงมอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดหาวัตถุมงคลนี้ ซึ่งนำมาจากปูชนียสถาน หรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายเคารพ ปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานานในแต่ละจังหวัด ได้แก่ ดิน หรือ ตะไคร่แห้งจากปูชนียสถาน ทองคำเปลวปิดพระพุทธรูป ผงธูปหน้าที่บูชา และน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้นำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้น แม้แต่ภาชนะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ใช้บรรจุ ห่อ วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายถวายนั้น ก็มิได้ทรงทิ้งหรือทำลาย มีทั้งกระดาษ พลาสติก แก้ว และวัสดุอื่นๆ อีกหลายอย่าง เมื่อทรงใช้วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์เสร็จแล้ว ภาชนะวัสดุเหล่านั้นทรงให้ยุบรวมกันเป็นชิ้นเดียว และทรงเก็บรวบรวมในพระราช ตำหนักในการสร้างพระสมเด็จจิตรลดานี้ทรงมีพระราชประสงค์ในเบื้องต้น เพื่อบรรจุที่ฐานบัวขององค์พระพุทธวราชบพิตร และพระราชทานแก่ข้าราชบริพารที่ ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท รวมทั้งราชองครักษ์ประจำพระองค์ และพระราชทานให้กับพสกนิกรผู้ประกอบแต่กรรมดีแก่ประเทศชาติ โดยทรงมิได้เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือชั้นผู้น้อย จนมาถึงคนขับรถ คนสวน แม่ครัว และบรรดาข้าราชการทหารที่ไปร่วมรบในสมรภูมิต่างๆ เช่น เวียดนามและลาว ผู้บังคับบัญชาในระดับสูงจะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานให้แก่ นายทหาร เหล่านั้นในจำนวนที่ไม่มากนัก ซึ่งจะทรงมีพระราชวินิจฉัยด้วยพระองค์เองว่าจะมีพระราชทานหรือไม่ จำนวนเท่าใด แต่ในการขอพระราชทานจะต้องขอพระราชทานต่อพระองค์เท่านั้น จะไม่พระราชทานให้แก่ผู้ที่ไม่ได้ขอพระราชทาน ส่วนสมเด็จพระจิตรลดาพิมพ์เล็กทรงพระราชทานให้กับ บุตรหลานข้าราชบริพารที่ รับใช้ใกล้ชิดพระองค์มีทั้ง เด็กชาย เด็กหญิง และสตรีที่สนองงานพระองค์ ทรงสร้างไว้ทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็กประมาณ ไม่เกิน 3,000 องค์ และพระราชทานตั้งแต่ในปี 2508 จนสิ้นสุดในปี 2513

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานพระบุญญาบารมี ของพระองค์ท่าน ความมีศรัทธาปสาทะอย่างสุดซึ้ง ในพระบวรพุทธศาสนา และผลบุญกุศลที่พระองค์ทรงยึดมั่นอยู่ในการประกอบแต่กรรมดี ทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ช่วยดลบันดาลให้พระสมเด็จจิตรลาดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้น สูงสุดด้วยพระพุทธานุภาพ และกฤตยานุภาพ คุ้มครองให้คลาดแคล้วผองภัยพิบัติ และอำนวยความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ที่ได้นำไปบูชา ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา และประกอบแต่กรรมดี ซึ่งอัญเชิญพระพุทธคุณด้วยพระราชหฤทัยอันมั่นคง ในทศพิธราชธรรมให้อยู่อย่าง มั่นคงกับพระสมเด็จจิตรลดาองค์นี้ ทุกครั้งที่ทรงเทพิมพ์ จะทรงเทพิมพ์ด้วยพระหัตถ์ ในยามดึกสงัดเพียงลำพังพระองค์เดียว มีเพียงเจ้าพนักงาน 1 คน ที่คอยถวายสุธารส และคอยหยิบสิ่งของต่างๆ ถวายตามพระราชประสงค์ การผสมผงวัตถุมงคลจะทรงผสมให้พอดีที่จะพิมพ์ให้หมด ในแต่ละครั้งเท่านั้น ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดาทุกองค์ จะได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยให้เป็นรายบุคคลๆ ไป พร้อมพระกระแสรับสั่งทุกครั้ง ให้ผู้ที่ได้รับพระราชทาน จงประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีอยู่ในศีลธรรม และยึดมั่นอำนาจแห่งพระพุทธคุณ ทรงกำชับให้นำทองคำเปลวปิดที่หลังขององค์พระกอ่นนำไปบูชาเสมอ ขณะปิดทองให้ตั้งจิตเป็นสมาธิ อธิษฐาน ขอให้ความดีที่มีอยู่ในตัว จงดำรงอยู่ต่อไปและขอให้ยังความเป็นสิริมงคล จงบังเกิดแก่ตัวยิ่งขึ้น อีกประสบแต่ความสุขความเจริญในทางดีงาม เมื่อได้รับพระราชทานแล้ว จะมีใบพระราชทาน (ใบกำกับพระพิมพ์) ซึ่งจะระบุ ลำดับ วัน เดือน ปี ที่ได้รับ ขนาดกว้างประมาณ 12.7 ซม. ยาว 15.8 ซม. เป็นเอกสารส่วนพระองค์ เอกสารสำคัญฉบับนี้ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะแจ้งให้มารับภายหลัง จากวันที่ได้รับพระราชทาน องค์พระ โดยไม่มีหมายกำหนดที่แน่นอน การบูชาพระสมเด็จจิตรลดามีสองวิธี คือ หนึ่ง “อามิสบูชา” อันได้แก่การบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน หรือสิ่งของต่างๆ อีกวิธีหนึ่งคือ “ปฏิบัติบูชา” ได้แก่บูชาด้วยการปฏิบัติ หมายถึงการทำดีละชั่ว หมั่นทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ให้มีความโลภ ความโกรธ ความหลงมาครอบงำ การบูชาด้วยการปฏิบัตินี้ คือการประกอบกรรมดี

ส่วนความแตกต่างของพุทธลักษณะขององค์พระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์ใหญ่ในแต่ละปี มีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถพอจะแยกจุดเด่นๆ ขององค์พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์ใหญ่ ตั้งแต่ทรงสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2508 ถึง ปี พ.ศ.2513 ตามหลักเกณฑ์จากประสบการณ์ของผู้เขียนดังนี้

  1. ดูตามลักษณะพิมพ์ทรง ความคม ลึก ชัด ขององค์พระในแต่ละปีไม่เท่ากัน ซึ่งเข้าใจว่าเกิดจากการที่ทรงถอดจากแม่พิมพ์หิน เป็นแม่พิมพ์ยางและตกแต่ง แม่พิมพ์
  2. ดูจากเนื้อสีวัสดุที่เป็นส่วนผสม ทำให้มวลสาร วัตถุมงคต่างๆ แข็งตัวรวมกันเป็นองค์พระ ซึ่งพระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์ใหญ่ จะมีสีสันขององค์พระในแต่ละปีค่อนข้างจะดูแตก ต่างกัน
  3. ดูจากลักษณะด้านหลัง ด้านข้างสันขอบขององค์พระ และความหนา-บางขององค์พระ ซึ่งพระในแต่ละปีจะมีความแตกต่างกัน สังเกตได้ชัดเจนพอสมควร และลักษณะการเก็บงานความเรียบร้อยหลังจากทรงเทพิมพ์เป็นองค์พระแล้ว ดังรายละเอียดที่จะมีบรรยายไว้ ใต้รูปขององค์พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์ใหญ่ในแต่ ละปี

สำหรับพุทธลักษณะขององค์พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์เล็ก นั้น ตามประวัติที่ทรงสร้างประมาณว่ามีไม่มากนัก และทรงมีการพระราชทานให้เพียง 2 ปี เท่านั้น(คือ ปี พ.ศ.2508 และ ปี พ.ศ.2509) ดูเหมือนจะหาความแตกต่างไม่ได้เลยสำหรับพระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์เล็กในแต่ละปีสำหรับประสบการณ์ที่เกิดจาก การอาราธนาอัญเชิญพระพุทธคุณ ขององค์พระสมเด็จจิตรลดาไปบูชานั้น บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล พบแต่ความสำเร็จ เป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไปที่ได้พบเห็นและให้ความเกื้อหนุนเสมอ มีพระพุทธานุภาพ คุ้มครอง ให้แคล้วคลาดจากผองภัยพิบัติต่างๆ หรือทุกสิ่งอย่างที่เป็นอุปสรรคก็ดูเหมือนจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเสมอ “ดุจพระบารมีปกเกล้าซึ่งเหมือนเป็นมงคลแห่งชีวิต”

(วัฒน์ บางแค)

 

Tags: , ,

พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่ พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร

คราบกรุมีทั้งด้านหน้า และหลัง เนื้อ และพิมพ์สวยงาม

 
Leave a comment

Posted by on November 25, 2010 in พระสมเด็จ

 

Tags: , , , ,

พระสมเด็จเกศไชโย ๗ ชั้นพิมพ์นิยม พร้อมกรอบเงิน

วรรณะออกสีเหลืองกล้วย สวยมากครับ

 
Leave a comment

Posted by on November 25, 2010 in พระสมเด็จ

 

Tags: , , , , , ,

บทความ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์

บทความ ต่อไปนี้ ผู้เริ่มศึกษาพระสมเด็จ โปรดใช้วิจารญาณในการชม (สำหรับผู้ที่มีความชำนาญ ช่ำชอง ( เซียนพระทั้งหลาย) ขอให้ผ่านเลยไป หรือกรุณาท้วงติง หากมีสิ่งใดผิดพลาด ต้องขออภัย) เพื่อเป็นบันไดขั้นแรกสำหรับผู้เริ่มศึกษา ในการพิจารณาแยกแยะพิมพ์ทรงพระสมเด็จที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ผู้สร้าง ซึ่งหลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงในราชสำนัก ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แกะแม่พิมพ์ถวาย (พิมพ์ทรงนิยม) ทั้งยังเป็นผู้แนะนำให้ผสมน้ำมันตังอิ๊ว ในเนื้อพระสมเด็จเพื่อป้องกันการแตกร้าว ซึ่งสมเด็จโต ก็ได้ใช้เป็นแม่พิมพ์ในการพิมพ์พระสมเด็จต่อมา ( แทนแม่พิมพ์เดิมที่แกะโดยช่างชาวบ้านและยังไม่ได้ผสมน้ำมันตังอิ๊วในเนื้อ พระ พระส่วนใหญ่จึงแตกหักเสียหายไปตั้งแต่สมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จท่านทำออกมา แล้ว ) พิมพ์ทรงนิยมเป็นแบบพิมพ์ที่สวยงามเนื่องด้วยฝีมือการแกะแม่พิมพ์ของช่างทองหลวง (ขอ ย้ำช่างทองในราชสำนักของพระเจ้าแผ่นดิน ฝีมือช่างจะปราณีตบรรจงขนาดไหน) เปรียบเทียบกับพระแบบพิมพ์สมเด็จที่มือผีทั้งหลายทุกยุคทุกสมัยตั้งใจ และเจตนากระทำการปลอมแปลงและเลียนแบบ (เฉพาะพระเก๊ , พระมือผี) ไม่นับรวมถึงพระแบบพิมพ์สมเด็จที่เกจิอาจารย์ทั้งหลายสร้างและปลุกเสกเพื่อ แจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ศรัทธา (พระล้อพิมพ์)คำ อธิบาย รายละเอียดของพิมพ์ทรงนี้ไม่ใช่คำบรรยายใต้ภาพแต่เป็นคำอธิบายที่ คัดลอกมาบางส่วน ( เฉพาะพิมพ์ทรงเจดีย์ ) จากหนังสือ ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่มที่ 1 พระสมเด็จฯ (ตำรา พิจารณาพระสมเด็จฯ เล่มแรกของประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2495 ) โดย พ.อ.ประจน กิติประวัติ (ตรียัมปวาย) ผู้บัญญัติคำว่า “ เบญจภาคีแห่งพระเครื่อง ” สุดยอดปรารถนาของนักสะสม ที่ติดตามค้นหาเพื่อครอบครองและต้องการเป็นเจ้าของ

ฉบับพิมพ์ ครั้งที่ 7 พ.ศ.2546 สำนักพิมพ์ไทภูมิ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับข้อมูลที่ให้ความรู้เป็นแนวทางในศึกษาอย่างถูกแนวทางและเป็นวิทยาทานสำหรับผู้เริ่มศึกษาและสะสมมา ณ ที่นี้

แนวทาง วิเคราะห์ เพื่อพิจารณาว่าพระเครื่ององค์ที่แสดงอยู่นี้ มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเป็นพระสมเด็จ พิมพ์ทรงนิยม (หลวงวิจารณ์เจียรนัย) ตามหนังสือที่อ้างถึง ( เน้นพิจารณาเฉพาะพิมพ์ทรง เนื่องจากการพิจารณาเนื้อหามวลสารจากภาพที่ปรากฏ ผ่านจอ monitor ค่อยข้างลำบากเพราะ monitor หรือ จอ LCD แต่ละเครื่องแต่ละยี่ห้อ รวมทั้งการปรับตั้งการแสดงผลไม่เหมือนกันจึงให้ภาพต่างกัน) ดังนี้.-

  1. ท่าน ตรียัมปวาย เขียนอธิบายตามแบบพิมพ์ที่เคยพบเห็น และเล่นหาสะสมในยุคสมัยของท่านโดยจัดเข้าชุด เป็นพระเครื่องยอดนิยมสุดยอดปา รถนาที่ทุกคนใฝ่หา หรือ
  2. เป็นพระพิมพ์ที่ตั้งใจหรือเจตนาแกะแม่พิมพ์ ( พระเก๊ ) ตามรายละเอียดที่ท่านตรียัมปวาย เขียนบรรยายไว้ในหนังสือที่กล่าวข้างต้น เพื่อหลอกลวงผู้มีความศรัทธาในท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ให้แสวงหาเพื่อบูชาและสะสมด้วยมูลค่า เป็นตัวเงินที่สูงมากในปัจจุบัน

พิมพ์ทรงเจดีย์·

มูลสูตรสัญลักษณ์ทางพิมพ์ทรง เป็นพิมพ์ทรงที่มีความงดงามยิ่งในลักษณะสัมพันธ์ของเส้นวงนอก (Outlines) และการเน้นส่วนโค้งนูน (Curvatures) และความลึก อย่างจัดที่สุดในด้านความสัมพันธ์ของเส้นวงนอกนั้น คือ จากยอดพระเกตุลงมาจดมุมฐานชั้นล่างทั้งสองด้าน จะได้ลักษณะทรงเจดีย์หรือทรงกรวย และแนวสมมติที่เรียกว่า “เส้นวงนอก” นี้ สมมติว่าถ้ากำหนดเอาจุดยอดพระเกตุเป็นดุม และขึงเส้นด้ายลงมายังมุมหัวฐานชั้นล่างทั้งสองดังกล่าว แล้วหย่อนเส้นด้ายเสียเล็กน้อย จะเห็นว่าเกือบจะไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดขององค์พระปฏิมาและพระอาสนะที่จะยื่น ล้ำแนวเส้นด้ายหย่อนสมมตินี้ออกมาเลย ด้วยเหตุนี้จึงได้นามว่า “พิมพ์ทรงเจดีย์” ส่วนในด้านความโค้งนูนและลึกนั้น คือ เค้าอิทธิพลที่ได้รับจากพุทธศิลป์สกุลช่างเชียงแสนอย่างชัดเจน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในด้านความอวบสมบูรณ์ของพระองคาพยพเป็นยอดเยี่ยม อีกประการหนึ่งของลักษณะอันเด่น คือ การเน้นสัดส่วนต่าง ๆ อย่างคมชัดยิ่งนัก

๑. มูลสูตรพุทธลักษณะ พิมพ์ทรงเจดีย์ เป็นปางสมาธิขัดราบ กอปรด้วยรายการต่าง ๆ ของพุทธสรีระ ตามมูลสูตรลักษณะโดยเฉพาะดังต่อไปนี้.-

ก. พระเกตุ ปรากฏเพียง ๒ แบบ คือ

  1. แบบปลี มีปรากฏโดยทั่วไปสัณฐานเขื่องและได้ลักษณะเป็นจอมกระหย่อมพระเมาฬีชัดเจน ยิ่ง จัดเป็นพระเกตุที่งดงามที่สุดของพระสมเด็จฯ ส่วนฐานกระหย่อมรับกับจอมพระศิระ ซึ่งเป็นจอมกระหม่อมสูง ตอนกลางค่อย ๆ เรียวขึ้น ส่วนมากจะอยู่ในแนวดิ่ง และมักจะคมชัดลักษณะสันอกไก่
  2. แบบเรียว ลักษณะ เรียวแหลม ขาดลักษณะก่อลาดขึ้นไปอย่างแบบปลี มักเอียงไปทางด้านในด้านหนึ่ง ความคมชัดเจนมาก แต่ลักษณะแบบทะลุซุ้มไม่ปรากฏโดยแน่ชัด มีแต่เพียงบางองค์ที่มีลักษณะคล้าย ๆ จะเป็นเช่นนั้น พระเกตุลักษณะดังกล่าวนี้มักจะเป็นคมกริช และบางองค์คดกริชรางเลือนไป ทำให้ผู้ไม่สันทัดสำคัญผิดว่าเป็นพิมพ์ทรงเกตุบัวตูม จะเห็นได้ว่าการพิจารณาจำแนกพิมพ์ทรง มิใช่อยู่ที่พระเกตุ แต่อยู่ที่พระอาสนะและทรงกรอบเป็นสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่สังเกตได้ชัดเจน

ข. พระศิระและวงพระพักตร์ จำแนกออกเป็น ๔ แบบ ได้แก่

  1. แบบผลมะตูม ทำนองเดียวกับของพิมพ์ทรงพระประธาน แต่มีความนูนเด่นกว่าและสัณฐานป้อมกว่าเล็กน้อย
  2. แบบรูปไข่ เป็นแบบที่งดงามที่สุด ส่วนบนค่อนข้างป้าน ต้นพระหนุ (ขากรรไกร) และพระหนุ (คาง) เรียวมน
  3. แบบเสี้ยม เป็นทรงข้ามหลามตัดลบมุมป้อม ๆ
  4. แบบป้อม สัณฐานป้อมมน ๆ แต่นูนเด่นชัดมาก

ค. พระกรรณ พิมพ์ ทรงเจดีย์จะปรากฏพระกรรณชัดเจน และงดงามที่สุด แม้จะไม่คมชัดเท่าของพิมพ์ทรงฐานแซม แต่มีฐานพระกรรณหนาและลีลาห้อยระย้าอ่อนช้อยกว่ามาก แต่ส่วนมากจะปรากฏเพียงใบพระกรรณส่วนบนหรือส่วนกลางเท่านั้น ชายพระกรรณเบื้องล่างมักไม่ค่อยติดพิมพ์เพราะเป็นส่วนที่บอบบางที่สุด นอกจากองค์ที่ชัดเจนจริง ๆ จะมีลักษณะดังนี้

เบื้องซ้าย สัณฐานหนาและคมชัดกว่าเบื้องขวาใบพระกรรณส่วนบนต่ำกว่าเบื้องขวา ปลาย งอนออกด้านนอกลักษณะหูบายศรีเล็กน้อย ต่อจากนั้นจะวาดงอนเข้าแนบพระปราง (แก้ม) ส่วนหนึ่ง แล้ววาดออกห่างจากต้นพระหนุ (ขากรรไกร) ออกมา ส่วนปลายล่างค่อย ๆ เรียวและบางลงทุกที ลีลาอ่อนช้อยห้อยระย้าจดพระอังสาตรงบริเวณ ขอบสุดของพระสังฆาฏิซึ่งพาดอยู่บนพระอังสาพอดี งดงามอย่างที่สุดที่เรียกว่า “ห้อยระย้า”

เบื้องขวา คม ตั้งเป็นทิวอกไก่ชัดกว่าเบื้องซ้าย แต่สัณฐานหนาน้อยกว่า ยอดใบพระกรรณอยู่ในระดับสูงกว่าเบื้องซ้าย ตอนช่วงกลาง ๆ เกาะแนบขอบพระปราง (แก้ม) ลงมาโดยตลอด ส่วนปลายล่างรางเลือน เบนวาดจรดพระอังสาเป็นแนวเฉียง

ง. พระศอ จำแนกเป็น ๓ แบบ เช่นเดียวกับพิมพ์พระประธานคือ แบบลำ แบบชะลูด และแบบกลืนหาย

จ. พระอังสา มี สัญลักษณ์โดยเฉพาะ คือ ปราศจากลักษณะปีกกา แต่เป็นแบบโค้งหลังเต่าน้อย ๆ แสดงส่วนหนาและตั้งเป็นขอบสันนูนสูงขึ้นมาจากผนังคูหาเป็นปึกแผ่น ส่วนมากพระอังสกุฎ (หัวไหล่) ซ้ายยกสูงกว่าเบื้องขวา

ฉ. ลำพระองค์ ปรากฏ ๓ แบบ เช่นเดียวกัน คือ

(คัดลอกภาพ และข้อมูลจากเวป)

  1. แบบผาย สัณฐานเขื่องผายผึ่ง ช่วงพระอุระผายกว้าง ลำพระองค์ด้านพระปรัศว์ (สีข้าง) คอดเล็กน้อย และพระอุทรผายออกน้อย ๆ
  2. แบบกึ่งผาย ลักษณะทำนองเดียวกัน แต่แสดงกายวิภาคทางข้างน้อยกว่าและความอวบนูนทางด้านหน้าก็น้อยกว่าอีกด้วย
  3. แบบตัววี คล้ายแบบผายแต่ลำพระองค์ผายพระอุระเรียวสอบลงมาพระอุทรไม่ผายออก

รายละเอียดบนลำพระองค์ พิมพ์ทรงเจดีย์แสดงรายละเอียดบนลำพระองค์มากกว่าพิมพ์ทรงพระประธาน องค์ที่ชัดเจนจะปรากฏ ขอบจีวร เป็นเส้นขีดทิวค่อนข้างหนาชัด ส่วนปลายบนสุดเรียวกว่าตอนกลาง ลากลงมาจากพระอังสาตรงจุดที่ปลายพระกรรณล่างจดพระอังสานั้น เยื้องเข้ามาทางขวานิดหนึ่งแล้วพาดกับส่วนหนาของขอบพระอังสาเบื้องบนในแนว เฉียงเข้ามาด้านในเบื้องขวาเล็กน้อย สาันนูนสูงึ้นมาจากนลีลา ของเส้นทิวจะเริ่มเข้ามาทางขวามาก ตอนที่ผ่านส่วนยอดของพระอุระ ต่อจากนั้นก็ย้อยลงลักษณะตกท้องช้างเฉียงไปทางขวา แล้ววาดเว้าขึ้นข้างบน ฉวัดเข้าในซอกพระกัจฉะ (รักแร้) ขวา ส่วนนี้เป็นส่วนที่หนาที่สุดของเส้นทิวขอบจีวร และพระสังฆาฏิเป็นทิวราง ๆ แต่ค่อนข้างหนา ส่วนที่พาดบนพระอังสารางเลือนและชัดมากตรงบริเวณที่ทาบอยู่บนยอดพระอุระ ตอนที่แนบชิดกับเส้นขอบจีวร แล้วจึงทอดลงดิ่งซึ่งสังเกตได้ชัดในตอนนี้ เพราะกอปรด้วยเส้นขีดทิว ๒ เส้น เป็นขอบผืนพระสังฆาฏิกว้างและยาวเกือบจดพระหัตถ์ จัดว่าเป็นพระสังฆาฏิที่งดงามที่สุด

ช. พระพาหา ลีลา การทอดพระพาหาควบเกร็งเข้าหาลำพระองค์ตรงข้ามกับลักษณะผ่อนคลายของพิมพ์ทรง พระประธาน ลำพระพาหา ล่ำเขื่อง ค่อนข้างชิดลำพระองค์ ทำให้หว่างพระพาหาแคบ แต่ซอกพระกัจฉะ (รักแร้) มนกว้างไม่แคบตีบ พระอังสกุฎ (หัวไหล่) ผายไม่ดุ้งหรือคอดกิ่ว พระพาหา มักโย้ขวาเล็กน้อย หรือแป้วเบื้องซ้ายน้อย ๆ ลีลาการหักพระกัปประ (ศอก) รวบเกร็ง พระกรหักสอบลงมาก ลำพระกรย่อมกว่าลำพระพาหุ (แขนท่อนบน) เล็กน้อยไม่เรียวเล็ก

ซ. พระหัตถ์ แสดงรอยซ้อนกันชัดเจนและนูนหนามาก แนวซ้อนพระหัตถ์จะโย้น้อย ๆ ไปทางขวาตามการโย้ของวงพระพาหาด้วยเป็นส่วนมาก

ก. ฐานชั้นบน แสดง สัดส่วนของหน้ากระดาน บัวหงาย และท้องไม้ ในลักษณะเป็นท่อนมน ๆ หัวฐานทั้งสองโค้งมน บางแบบพิมพ์อาจมีรอยหยักข้างล่างทำนองกาบเท้าสิงห์ อย่างย่อราง ๆ และขาสั้น ผิวพื้นของฐานค่อนข้างโค้งมนโดยตลอด ความนูนหนาจัด ลอยเด่นออกมาจากผนังคูหา

ข. ฐานชั้นกลาง เป็นฐานสิงห์ที่เด่นชัดมากที่สุด แสดง ส่วนหัวฐานหักแง่มุมเหลี่ยมสันคมและนูนหนาที่สุดเป็นกาบเท้าสิงห์ ยกมุมแหลมขึ้นข้างบนเล็กน้อย ลักษณะยกมุมแทนตัวกระจัง เน้นแนวคมขวานหรือแนวสันอกไก่ คมและหนามาก จนมีลักษณะเป็นแนวสันปาดงอนขึ้นมา ส่วนล่างวาดให้เป็นส่วนเว้าโค้งกลืนหายลงไปเบื้องล่างจดแนวฐานชั้นล่าง งดงามยิ่งนัก ช่วงกว้างของฐานชั้นกลางจะต้องมากกว่าของฐานบนเสมอ เพื่อรักษาแนวขอบทรงกรวย

ค. ฐานชั้นล่าง เป็น ตัวหน้ากระดาน กอปรด้วยเส้นลวดกันลายค่อนข้างคม ทำนองเดียวกับแบบคู่ของพิมพ์พระประธาน การตัดมุมหัวฐานทั้งสองด้านส่วนมากสอบเฉียงเข้าหาทรงกรวยมากเพราะเป็นพิมพ์ ทรงเจดีย์ หัวฐานขวามักสอบกว่าเบื้องซ้าย หรือตัดมุมบนอีกที่หนึ่ง ฐานชั้นล่างนี้จะต้องมีช่วงกว้างกว่าชั้นกลางเสมออย่างเห็นได้ชัด มิฉะนั้นจะมิใช่พิมพ์ทรงเจดีย์

การจำแนกแบบพระอาสนะ อาจจำแนกออกได้เป็น ๓ แบบ ดังนี้

  1. แบบโค้ง แสดง ลีลาการวาดโค้งท้องกระทะ ประสานกับแนวโค้งของส่วนล่างของพระเพลา (คู่กับพระเพลาแบบโค้ง) ชั้นบนโค้งมาก และชั้นกลางโค้งน้อยลงตามลำดับ พระอาสนะแบบนี้มีทั้งแบบช่วงกว้าง และช่วงแคบ
  2. แบบกว้าง คล้ายแบบโค้ง แต่ลีลาไม่วาดโค้ง มีช่วงกว้างมาก (คู่กับพระเพลาแบบกว้าง)
  3. แบบแคบ มีช่วงแคบ ๆ (คู่กับพระเพลาแบบแคบ) อาจมีลีลาโค้งน้อย ๆ บ้างแต่ไม่ชัดเจน

๓. สัญลักษณ์ซุ้มประภามณฑล โดย ทั่วไปทรวดทรงของซุ้มฯ มักจะสอบเข้าหากันมากกว่าพิมพ์ทรงพระประธาน เพื่อประสานสัมพันธ์ลักษณะทรงกรวยที่สอบเข้าน้อยก็มีปรากฏ สัณฐานขนาดเส้นซุ้มมักย่อมกว่าพิมพ์ทรงพระประธานเล็กน้อย แต่ที่เท่า ๆ กันหรือเขื่องกว่าก็มี ลักษณะแฟบแป้วเบื้องบนซ้าย และการย้วยด้านข้างซ้ายก็ปรากฏเช่นกัน แต่ที่ได้สัดส่วนสมภาคงดงามก็มีมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบพิมพ์

๔. ภาคพื้นผนังคูหา ส่วน มากพื้นผนังคูหาค่อนข้างราบเรียบไม่เอียงสอบเข้าหาองค์พระปฏิมา ปรากฏแอ่งลาดตื้น ๆ บ้างบริเวณข้าง ๆ พระพาหาซ้ายและหัวฐานเบื้องซ้าย หรือแนวพระศิระขวา

๕. สัณฐานทรงกรอบ โดย ทั่วไปจะเป็นทรวดทรงกะทัดรัดมีทั้งทรงโปร่ง เขื่องและป้อม แต่ไม่ปรากฏทรงป้านเลย การตัดกรอบมีลักษณะเอียงสอบ เข้าหาแนวซุ้มยิ่งกว่าพิมพ์ทรงใด ๆ เพื่อรักษาทรงกรวยสัมพันธ์ ดังนั้น ปฏิภาคระหว่างความกว้าง กรอบบนกับกรอบล่าง จึงมีค่ามากกว่าของพิมพ์ทรงประธาน คือประมาณ ๒๐ : ๒๕ การ ตัดกรอบประณีตกว่าพิมพ์ทรงอื่น ๆ การโย้เอียงมีน้อยที่สุด กรอบด้านข้างที่เอียงสอบน้อยก็มีปรากฏ แต่การบานออกเบื้องบนจะไม่ปรากฏเป็นอันขาด มูลลักษณะประการนี้ สามารถนำไปใช้ในการแยกพิมพ์ทรงนี้กับพิมพ์ทรงเกตุบัวตูมออกจากกันอย่าง สังเกตได้ชัด และยังใช้ชี้ขาดได้อีกว่า หากรายการต่าง ๆ เป็นพิมพ์เจดีย์ แต่กรอบบานเบื้องบน จะเป็นของปลอมทันที

๖. พื้นที่ชายกรอบ เนื่อง จากการตัดกรอบค่อนข้างสอบเข้าใน ฉะนั้น แนวกรอบด้านข้างจึงเบียดชิดเส้นซุ้ม และเหลือพื้นที่บริเวณมุมบนทั้งสองน้อย แบบกรอบกระจกมีปรากฏบ้างเป็นส่วนน้อย แต่เส้นขีดทิวมักรางเลือนไม่สู้ชัดเจน และพื้นผิวชายกรอบทั้งสองเบื้องบนมักนูนสูงกว่าระดับพื้นผนังคูหาเล็กน้อย และมีลักษณะอูมน้อย ๆ ด้วย

๗. สัณฐานมิติ โดยเกณฑ์เช่นเดียวกัน ดังนี้

  1. ความกว้าง (กรอบล่าง)ประมาณ ๒.๐๐ – ๒.๒๐ ซม.
  2. ความสูง (แนวดิ่ง) ประมาณ ๓.๐๐ – ๓.๓๐ ซม.
  3. ความหนา (ขอบ) ประมาณ .๔๐ – .๖๕ ซม.
 
Leave a comment

Posted by on November 14, 2010 in พระสมเด็จ

 

Tags: , , , ,

พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ วัดระฆังฯของดีที่ยังพอหาได้ไม่ยากด้วยตัวเอง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — อาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2553 09:29:10 น.

กลับมาอีก ครั้งตามคำเรียกร้องของแฟนานุแฟนกับเรื่องของพระสมเด็จ ซึ่งในตำราของพระยาทิพโกษาได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า หลวงวิจารณ์เจียรนัยมีส่วนในการออกแบบพิมพ์พระ โดยออกแบบมาตั้งแต่สมัยแรก แล้วมีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงพระพิมพ์สมเด็จที่นิยมกันในปัจจุบันอย่างกว้างขวาง

ช่างสิบหมู่เป็นศูนย์รวมช่างแขนงต่างๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะช่างปั้น ช่างทอง ช่างรัก ช่างแกะฯลฯ เป็นต้น แต่สำหรับหลวงวิจารณ์เจียรนัย ท่านเป็นช่างทองคำ คือทำงานเกี่ยวกับการแกะทองคำ ขึ้นรูปให้เป็นรูปพรรณ อาทิ สร้อย กำไร เข็มขัด

ช่างสิบหมู่มีทั้งในวังหลวง คือ วังที่พระเจ้าแผ่นดินประทับ และวังหน้าที่องค์พระมหาอุปราชประทับ ถามว่าทำไมหลวงวิจารณ์เจียรนัยต้องออกแบบพระให้หลวงปู่โตด้วย ซึ่งพออธิบายถึงเหตุผลได้ดังนี้

ก. หลวงปู่โตเป็นพระราชาคณะ และเป็นพระสงฆ์ในพระราชศรัทธาของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน อีกทั้งด้วยระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น พระสงฆ์ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระราชาคณะนั้นประดุจเป็นองค์แทนของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ในการดูแลคณะสงฆ์ต่างพระเนตรพระกรรณ ดังที่มักจะเขียนกันในใบหิรัญบัฏของพระราชาคณะว่า

“..ให้ดูแลศาสนกิจ ระงับเหตุอธิกรณ์…”

ด้วยเหตุนี้ คนทั่วไปหรือคนที่ทำงานเป็นข้าราชบริพารจึงได้ให้ความเคารพเกรงใจยิ่งนัก อีกทั้งมีความเชื่อกันว่าหลวงปู่โตเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ด้วย

ข. หลวงปู่โตเป็นพระที่มีชื่อเสียงและมีปฏิปทาที่งดงาม ใครต่อใครก็อยากรับใช้ถือว่าได้บุญ เรียกว่าไปช่วยด้วยความศรัทธาส่วนตัว     ช่างทองระดับหัวหน้าอย่างหลวงวิจารณ์เจียรนัยย่อมมีลูกน้องมากมาย ช่างทองคำสมัยก่อนออกแบบงานทองคำแล้ว จึงแกะลวดลายต่างๆ ลงไปในทองคำ อาทิ เครื่องราชูปโภค เข็มขัดทองคำบ้าง สร้อยทองคำบ้าง และแกะลวดลายวิจิตรพิสดารมากมายเหมือนงานทองสุโขทัยก็มี ดังนั้น การรับอาสามาออกแบบพระสมเด็จไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ออกแบบแล้วจากที่ต้องไปแกะสลักลงที่ทองคำก็มาแกะที่หินลับมีดแทน แบบขององค์พระสมเด็จนั้นได้เค้าโครงจากเอาพระประธานยิ้มรับฟ้าในพระอุโบสถ วัดระฆังเป็นแบบ แล้วออกรูปแบบต่างๆ เพิ่มเติมตามจินตนาการ

พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ และพิมพ์ฐานแซม เป็นพระพิมพ์ที่ได้รับการยอมรับมาก ต่อมาได้มีการยอมรับกันถึงพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูมและพิมพ์ปรกโพธิ์มากขึ้น (เมื่อคราวเปิดกรุพระสมเด็จบางขุนพรหม ปี พ.ศ. 2500) พบพระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ในกรุด้วย

สมัยเดินอยู่ในท่าพระจันทร์ พี่แสวง ปร่ำนาค เคยเอาพระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ องค์ล่ำสันให้ชม งดงามมาก จากนั้นก็เคยเห็นพระของท่านกำนันชูชาติ มากสัมพันธ์ อีกองค์หนึ่งซึ่งงดงามไม่แพ้กัน สมัยนั้นท่านกำนันชูชาติยังมาเยี่ยมเยือนที่ท่าพระจันทร์บ่อยๆ จึงพอได้ความรู้จากท่านพร้อมกับของพี่แสวงด้วย เคยแอบคิดเสมอว่า หากวงการพระยอมรับว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ มีพิมพ์ฐานแซมแล้ว แน่ละพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูมและพิมพ์ปรกโพธิ์ก็ต้องมีแน่นอน…ถ้าหากใคร ว่าไม่มีนั่นแสดงว่ายังได้แค่กระพี้ ยังเดินไปไม่ถึงแก่น ด้วยหลักวินิจฉัยด้วยเหตุผลดังนี้

พระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูม น่าจะมีเค้าโครงการพัฒนามาจากพระสมเด็จพิมพ์ทรงเจดีย์และพระสมเด็จพิมพ์ทรง ฐานแซม เพราะว่าองค์ของพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูมมีลักษณะเหมือนกับพิมพ์เจดีย์ในบาง แม่พิมพ์ทุกประการ แม้แต่พระเกศหรือลำพระองค์ จากนั้น ศิลปะของฐานพระดูแล้วเหมือนเป็นการวิวัฒนาการมาจากพิมพ์ฐานแซม เพียงแต่พระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูมจะมีฐานที่ล่ำสันกว่า

จากนั้นพระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ ย่อมต้องมีความต่อเนื่องดุจการต่อยอดมาจากพระพิมพ์สมเด็จเกศบัวตูมอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ในด้านศิลปะและพิมพ์ทรง ที่เหมือนกับพระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูมทุกประการ แต่ทว่าด้านหลังมีใบโพธิ์ปรก และแบบพิมพ์ขององค์ปรกโพธิ์นั้นก็มีหลายแบบด้วยเช่นกัน      จากการที่ได้พิจารณาดูแบบพิมพ์ของพระแล้วก็ทำให้เชื่อได้ว่า พระสมเด็จทั้ง 5 พิมพ์มิใช่มาจากการออกแบบของหลวงวิจารณ์เพียงคนเดียว หรือลูกน้องของหลวงวิจารณ์เพียงคนเดียว เนื่องจากว่าเส้นสายลายพิมพ์มีความอ่อนช้อยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงเชื่อว่าน่าจะมีช่างหลายคน

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่พึงตั้งข้อสังเกตได้อีกคือ พระสมเด็จไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหนๆ ก็ตามที่หลุดผ่านกาลเวลามาปรากฏในปัจจุบัน โดยเฉพาะองค์พระที่ลงรักปิดทองคำเปลวนั้น ได้ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีไม่มากแต่มีอยู่จริงแน่นอน และเชื่อต่อไปว่า พระสมเด็จที่ลงรักปิดทองนั้น ต้องไม่ใช่พระของตาสีตาสาชาวบ้านธรรมดาแน่ ต้องเป็นพระของคนมีบรรดาศักดิ์ อาทิ ท่านขุน, คุณหลวง ที่รู้จักกับหลวงวิจารณ์เจียรนัยแล้วฝากๆ เอามาทำการลงรักปิดทอง หรือไม่ก็เป็นพระของคนที่เป็นข้าราชบริพารในวังหลวง และก็อาจจะเป็นไปได้อีกว่าเป็นพระของช่างที่ออกแบบพิมพ์เองด้วยซ้ำไป      ด้วยเชื่อว่าองค์พระปฏิมาที่เป็นทองคำย่อมมีองค์เทพารักษ์คุ้มครอง แล้วการลงรักปิดทองก็คงจะไม่ใช่ช่างทองเป็นคนลงมือทำเองอย่างแน่นอน เพราะพระที่ลงรักปิดทองที่เคยๆ เห็นมานั้น งานลงรักปิดทองละเอียดมาก อีกทั้งงานช่างของหลวงวิจารณ์เจียรนัยนั้นเป็นช่างทองคำ เพื่อทำเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์หรือทองรูปพรรณตามที่กล่าวข้างต้น คงจะไม่ชำนาญในเรื่องของการลงรักเหมือนกับช่างรัก ซึ่งเป็นช่างงานมัณฑนศิลป์โดยตรง เป็นช่างลงรักปิดทอง ลงรักกระจกปิดทองต่างๆ ซึ่งงานลงรักปิดทองต้องอาศัยความชำนาญมาก มิเช่นนั้นทองคำเปลวที่นำเอาไปติดนั้นจะยับย่นไม่ตึงขาดความงดงาม แต่ที่เรามาเห็นพระสมเด็จที่ลงรักปิดทองยับย่นนั้นอาจจะเป็นเพราะผ่านกาล เวลามาช้านาน อีกทั้งมวลสารมีการยุบยับย่นด้วย

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดได้ยึดหลักแห่งการตั้งข้อสังเกตจากองค์พระที่ปรากฏ พบ และความน่าจะเป็นต่างๆ ของบริบทสังคมในยุคสมัยนั้น เคยมีคนตั้งคำถามว่าพระสมเด็จมีการสร้างมานานแล้วกว่า  140 ปีเศษ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าคนที่เกิดทันนั้นไม่เหลือใครแล้วสักคน แล้วพระสมเด็จที่เล่นหากันแพงๆ และได้รับการเชื่อถือว่าเป็นของหลวงปู่โตนั้น ทราบกันได้อย่างไรว่าพระแบบไหนแท้หรือไม่แท้?

นับเป็นคำถามที่น่าสนใจ…เมื่อวันที่เข้ามาศึกษาพระเครื่องใหม่ๆ ก็เคยคิดเช่นนี้เหมือนกัน โดยเริ่มจากตัวของเราก่อน ที่เราเชื่อว่าพระสมเด็จที่เขาเล่นหากันแพงๆ มีลักษณะแบบนี้ อย่างนี้เป็นพระแท้และมีการแสวงหากันจริงด้วยราคาแพง เราก็จดจำตามคำบอกเล่านั้นเอาไว้แล้วก็ออกแสวงหาพระตามรูปแบบลักษณะนั้นๆ จากคำบอกเล่าจากคำสอนจากเซียนรุ่นเก่าๆ คนหนึ่งและก็สืบทอดเป็นลักษณะอย่างนี้อีกเรื่อยไป      หากไล่เรียงถามต่อว่า แล้วเซียนคนนั้นรู้มาได้อย่างไรว่าลักษณะอย่างนี้เป็นพระแท้ ก็คงจะได้คำตอบเดียวกันว่า ฟังจากคนรุ่นเก่ามาเหมือนกัน หลังจากที่ตัวผมเองพอมีความรู้ในเรื่องของพิมพ์ทรงพระสมเด็จแบบพิมพ์หนึ่ง แล้วเป็นที่พอชำนาญในการจดจำพิมพ์และเนื้อรวมถึงอื่นๆ ด้วย วันหนึ่งได้มีโอกาสเฝ้าฯ เจ้านายพระองค์หนึ่ง ท่านก็ประทานเมตตาหยิบเอาพระสมเด็จมาให้ชมองค์หนึ่ง เป็นพระสภาพเดิมๆ ไม่มีการปิดทอง รูปแบบพิมพ์ทรงเหมือนกับพระสมเด็จที่เรามีความรู้อยู่ทุกประการ

เจ้านายพระองค์นั้นตรัสว่า เป็นพระสมเด็จของหลวงปู่โต วัดระฆังฯ ที่สมเด็จปู่ได้มาแล้วก็ตกทอดมาเรื่อยๆ อยู่ที่วังนี้ ที่ทราบก็เพราะว่าสมเด็จปู่บอกกับเสด็จพ่อและมอบให้ แล้วสมเด็จปู่ก็มอบพระให้กับเสด็จพ่อมาถึงพระองค์ท่าน      สิ่งที่เราได้ความรู้จากการเห็นพระสมเด็จของเจ้านายพระองค์นี้คือ พระสมเด็จองค์ที่เล่นหาแพงๆ ข้างนอกกับองค์ที่เป็นสมบัติตกทอดมานั้นเหมือนกันทุกประการในแบบพิมพ์และ เนื้อหา รวมถึงอื่นๆ ด้วย จึงเชื่อได้ว่าความรู้ที่เซียนมีนั้นก็ได้รับการถ่ายทอดต่อๆ กันมานั้นไม่ผิดแน่ และเป็นการถ่ายทอดโดยเล่าสู่กันฟัง ซึ่งไม่ต่างจากพระสมเด็จของเจ้านายพระองค์นี้ที่มีการเล่าสู่กันฟังเช่นกัน มิเช่นนั้นคงจะไม่มีใครทราบแน่ว่านี่คือพระอะไร      เมื่อแบบพิมพ์พระสมเด็จที่เล่นหาแพงๆ กับพระสมเด็จที่ได้ตกทอดมาโดยไม่ได้เช่าหาเหมือนกันอย่างนี้แล้ว จึงเชื่อได้ว่าความรู้เกี่ยวกับเรื่องพระสมเด็จโดยมากจะถูกถ่ายทอดจากปากสู่ ปากในลักษณะนี้ทั้งสิ้น อีกทั้งอีกหนทางหนึ่ง สมมุติบิดาของผมเป็นหนึ่งในช่างสิบหมู่อาจจะอยู่กับหลวงวิจารณ์เจียรนัย ครั้นบิดาเกษียณอายุราชการแล้ว

แน่ละต้องมีผู้สืบสานงานฝีมือช่าง ซึ่งอาจเป็นผมและด้วยธรรมเนียมปฏิบัติการทำงานในวังหลวงโดยมากจะเน้นสืบสาย กันจากคนในตระกูลนั้นๆ ทั้งสิ้น น้อยนักที่จะรับคนนอกเข้ามาถวายตัวเพื่อรับใช้

เมื่อคนรุ่นลูกเข้าไปทำงานเหมือนที่คนรุ่นพ่อเคยทำ ซึ่งในขณะที่ไปทำงานอยู่นั้นคนรุ่นน้องๆ ของบิดาเราที่ยังไม่เกษียณก็ยังมีอยู่มากปะปนกัน บางทีอาจจะเห็นพระที่ลงปิดทองวางอยู่ที่โต๊ะบูชาของคนเหล่านั้นอาจจะถามว่า เป็นพระอะไร เพราะว่าดูลักษณะแบบแล้วเหมือนกับพระที่มีอยู่ในบ้านเลย แล้วก็ได้ความรู้ว่าพระที่ปิดทองนี่เป็นของหลวงปู่โต แล้วก็ได้รับคำตอบต่อไปอีกว่า..พ่อของเราก็ได้กับเขาเหมือนกัน แล้วยังเอามานั่งปิดทองที่นี่เลย

เมื่อคนรุ่นลูกได้รับคำตอบในลักษณะอย่างนี้ ก็จะมีการเล่าขานกันไปต่อเนื่องเรื่อยๆ สืบสายมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องที่กล่าวมาทั้งสองลักษณะนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นลายแทงพระสมเด็จเช่น กันในประเด็นที่ว่า เราทราบกันได้อย่างไรว่าพระสมเด็จองค์ไหนใช่พระแท้องค์ไหนไม่ใช่พระ แท้..คำตอบก็ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้น ลายแทงอีกหนึ่งลักษณะแบบจำเพาะที่น่าสนใจ คือ พระสมเด็จ ไม่ว่าจะแบบพิมพ์ไหนๆ ที่มีการลงรักปิดทองนั้น ฟันธงได้ชัดเจนเลยว่า เป็นพระที่มาจากสายช่างสิบหมู่แน่นอน แต่หากเป็นพระที่ตกอยู่กับชาวบ้านที่ได้รับมาจากหลวงปู่โตโดยตรงจะไม่ลงรัก ปิดทองแต่ประการใด เพราะว่าชาวบ้านเขาไม่สนใจเรื่องการลงรักอะไรทั้งสิ้น เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของการทำมาหากินชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน ของเขาเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างหนึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยฝีมือมากพอควร เกี่ยวกับเรื่องการลงรักปิดทองไม่ใช่ใครก็ทำได้ และร้านค้าที่รับจ้างลงรักปิดทองข้างนอกก็ไม่มีด้วย

หากมีโอกาสได้สังเกตเพื่อการศึกษาพระสมเด็จวัดระฆังฯ แล้ว สำหรับพระที่เป็นองค์ตำนาน ไม่ว่าจะองค์ไหนๆ พิมพ์อะไรก็ตามล้วนแต่เป็นพระที่ผ่านการลงรักปิดทองมาแล้วเกือบทั้งสิ้น หากเป็นที่ไม่ลงรักปิดทอง สันนิษฐานได้ว่าเป็นพระของชาวบ้านๆ เสียเป็นส่วนใหญ่

ด้วยเหตุนี้ จำนวนของพระลงรักปิดทองจึงมีน้อยกว่าพระที่ไม่ลงรักปิดทอง พระสมเด็จนั้นยังคงมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ลงรักปิดทอง ซึ่งเป็นพระของชาวบ้านแล้วอาจจะตกทอดมาอยู่ตามบ้านเรือนโดยไม่ได้มีผู้ใดให้ ความสนใจใดๆ ดังนั้น พระสมเด็จที่อาจจะพบเห็นกันได้ในปัจจุบันที่หลงอยู่ตามบ้านเรือนนั้น จึงเป็นพระที่ไม่ได้ลงรักปิดทองแต่ประการใดและมีโอกาสสูงที่จะได้พบแบบพิมพ์ พระแบบเกศบัวตูมและพิมพ์ปรกโพธิ์มากที่สุด      ด้วยเหตุผลคือ เป็นพระพิมพ์ที่ไม่ค่อยได้พบว่าจะถูกลงรักปิดทองมากเหมือนพระพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์และพิมพ์ฐานแซม อีกทั้งพระพิมพ์เกศบัวตูมและพิมพ์ปรกโพธิ์ไม่ค่อยพบเจอในวงการพระมากเสีย เท่าไหร่ ดังนั้น คุณๆ เองอาจจะยังหาได้จากหิ้งพระที่บ้านของคุณ.

ราช รามัญ

n.siam@hotmail.com

 
Leave a comment

Posted by on October 21, 2010 in พระสมเด็จ

 

Tags: , , , ,

พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ปรกโพธิ์

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ปรกโพธิ์ เป็นพิมพ์ที่มีน้อยมาก จึงไม่ค่อยพบมากนัก ผมได้ไว้ ๑ องค์ แบบในรูป ซึ่งเป็นการแกะพิมพ์ทรงแบบช่างหลวง ดูงานสมดุลย์ และเรียบร้อยมาก

(ภาพจากเวปครับ) พระผมอยู่รูปด้านล่างครับ

 
Leave a comment

Posted by on October 16, 2010 in พระสมเด็จ

 

Tags: , , , ,

พระปิลันทร์ วัดระฆัง

รูปพระปิลันทร์ที่ผมมีอยู่

ผู้สร้างพระเครื่องนี้คือ “พระพุทธบาทปิลันทน์” ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “สมเด็จพระพุฒาจารย์” มีพระนามเดิมว่า “หม่อมเจ้าทัด เสนีย์วงศ์” เป็นพระโอรสใน กรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ ( พระองค์เจ้าแดง ) ใน กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ( วังหลัง ) ประสูติเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ จำพรรษา ณ วัดระฆังฯ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๑๓ ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ แทน สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) ซึ่งชราภาพแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) มรณภาพปี พ.ศ.๒๔๔๓ การสร้างพระเครื่องสมเด็จพระปิลันทน์ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ.๒๔๐๗ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระพุทธบาทปิลันทน์” ในช่วงปีดังกล่าว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ยังมีชีวิตอยู่ จึงสันนิษฐานว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ โต จะแผ่เมตตาประกอบพิธีปลุกเสกให้ด้วย

นับเป็นพระยอดนิยมของวงการพระเครื่อง ถูกบรรจุอยู่ในรายการประกวดพระเครื่องประเภทเนื้อผงยอดนิยมชุดที่1 ทุกงาน ปัจจุบัน พระสมเด็จ วัดระฆัง ที่สร้างโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) เป็นของที่หาได้ยากยิ่ง และมีสนนราคาแพงมาก องค์ละหลายแสนหลายล้านบาท ผู้ที่ไม่สามารถหา พระสมเด็จฯ ( โต ) ได้ก็มักจะหันมาใช้ พระสมเด็จปิลันทน์ แทน เพราะเป็นพระเครื่องที่ สมเด็จฯ โต ปลุกเสกเหมือนกัน พุทธคุณจึงไม่น่าแตกต่างกันมากนัก แต่สนนราคาก็ถูกกว่ากันมาก

(ข้อมูลคัดลอกจากเวป)

“พระสมเด็จพระพุทธุปบาทปิลันทน์”สร้างโดยหม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ ทัด เสนีวงศ์ พระสมเด็จปิลันทน์ วัดระฆังถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเต็มความก็คือ พระสมเด็จพระพุทธุปบาทปิลันทน์ สร้างโดยหม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ ทัด เสนีวงศ์ ในสมัยที่ท่านดำรงสมณศักดิ์ที่ หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ ณ วัดระฆังฯ ท่านทรงเป็นศิษย์เอกของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี นับตั้งแต่ทรงช่วยเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างพระสมเด็จฯ เป็นต้นมา และได้ทรงสร้างพระเครื่องฯ ของท่านขึ้นมาบ้างในปีพ.ศ. 2411 ภายหลังจากที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้สร้างพระสมเด็จฯ มาแล้ว 2 ปี แต่มิได้ทรงสร้างโดยลำพังพระองค์เดียว หากอาราธนาให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ ร่วมสร้างด้วย และขอผงวิเศษห้าประการของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาเป็นอิทธิวัตถุผสมเป็นหลักของมวลสาร ดังนั้น พระเครื่องฯ ชนิดนี้คนรุ่นเก่าๆ ที่ทราบประวัติการสร้างจึงนิยมเรียกว่า “พระสองสมเด็จฯ” แต่นักนิยมพระเครื่องทั่วๆไปนิยมเรียกว่า “พระสมเด็จปิลันทน์” เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ สิ้นแล้วท่านจึงได้บรรจุพระเครื่องฯ เหล่านี้ไว้ในพระเจดีย์องค์หนึ่ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระอุโบสถ โดยอุทิศส่วนกุศลถวายเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ผู้เป็นพระอาจารย์ พระสมเด็จปิลันทน์ วัดระฆังเป็นพระเครื่องเนื้อผงใบลานเผา เนื้อออกสีเทาๆ เป็นส่วนใหญ่ ที่ออกเป็นสีดำก็มีบ้าง และมีเนื้อออกสีขาวอมเหลืองก็มีแต่เป็นส่วนน้อย พระสมเด็จปิลันทน์นั้นบางส่วนก็แจกออกไปก่อนที่จะได้บรรจุกรุ พระในส่วนนี้จะไม่ปรากฏคราบกรุและคราบไขจะมีบ้างก็น้อย พระส่วนใหญ่เป็นพระที่ถูกบรรจุไว้ในกรุ ผิวของพระจึงปรากฏคราบกรุและไขขึ้น คราบไขนี้จะแข็งมาก

ส่วนพิมพ์ของ พระสมเด็จปิลันทน์ วัดระฆัง นั้นมีมากมายหลายพิมพ์เช่น พระสมเด็จปิลันทน์ พิมพ์ซุ้มประตู พิมพ์ครอบแก้วใหญ่ พิมพ์ครอบแก้วเล็ก พิมพ์เปลวเพลิง พิมพ์โมคคัลลาน์ พิมพ์ปิดตา พิมพ์หยดแป้ง พิมพ์สมเด็จพิมพ์เล็ก พิมพ์สมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ ซึ่งมีทั้งพิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่ กลาง เล็กเป็นต้น

(ข้อมูลคัดลอกจากเวป)

ผมได้มาหลายองค์มากดังนี้ครับ

  1. พิมพ์ปกโพธิ์ใหญ่
  2. พิมพ์ปกโพธิ์เล็ก ซุ้มครอบแก้ว
  3. พิมพ์ปกโพธิ์เล็ก กรอบกระจก
  4. พิมพ์ซุ้มประตู
  5. พิมพ์พระยืนในครอบแก้ว
  6. พิมพ์โมคคัลลาน์ สารีบุตร
  7. พิมพ์สมเด็จพิมพ์เล็ก กรอบกระจก
  8. พิมพ์สมเด็จพิมพ์ กรอบกระจก
 
Leave a comment

Posted by on October 16, 2010 in พระสมเด็จ

 

Tags: , , , , ,

พระสมเด็จ อรหัง วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร

ก่อนกำเนิดพระเครื่อง พิมพ์สมเด็จวัดระฆังฯ นั้น พระสมเด็จอรหัง นับว่าเป็นยอดพระเครื่อง ต้นสกุลพระ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือ แบบชิ้นฟัก มาก่อนนานแล้วผู้ริเริ่มพระเครื่องที่เราเรียกกัน จนติดปากมาจนทุกวัน นี้ว่า พระสมเด็จฯ และเป็นผู้สร้างพระสมเด็จ อรหัง ด้วยนั้นก็คือ สมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน

พระสมเด็จพระสังฆราช หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า พระสังฆราชไก่เถื่อน นี้นับเป็นพระอาจารย์ผู้ยิ่งยงในวิทยาคมด้าน เมตตามหานิยมผู้เป็นพระอาจารย์ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี และยังเป็นพระบรมราชาจารย์ของล้นเกล้าฯ ในรัชกาลที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 อีกด้วย

พระสังฆราชญาณสังวร สุก ไก่เถื่อน ผู้ให้กำเนิดต้นสกุล พระพิมพ์สมเด็จ องค์นี้ ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือน 2 ขึ้น 10 ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช 1095 หรือ พ.ศ. 2276 ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยา ในรัชกาลของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ท่านเป็นชาวกรุงเก่าชื่อ สุก และเข้าใจว่าก่อนถึงอายุ 34 ปี คือ พ.ศ. 2310 ซึ่งเป็นระยะที่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้ายนั้น ท่านได้บวชมาก่อนแล้วหลายพรรษา จนปรากฏชัดจากพงศาวดารว่า ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่ วัดท่าหอย เมื่อสมัยกรุงธนบุรี นี่เอง

พระอาจารย์สุก หรือ พระญาณสังวรเถระ หรือ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 4 ของราชวงศ์จักรีนี้ นับว่าเป็นผู้หนึ่งที่ยืนดูการกระทำอันโหดร้ายของพม่า เมื่อคราวกรุงแตกมา แล้ว เหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้อาราธนาลงมาอยู่ที่วัดราชสิทธารามนั้น ก็เห็นจะเป็นด้วย พระองค์ประสูติ เมื่อ พ.ศ. 2279 ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์เช่นกัน

นับแต่พระองค์ได้รับราชการเมื่อปลายสมัยอยุธยาจนกรุงแตกแล้วนั้น ก็ได้ทราบถึงเกียรติคุณของ พระอาจารย์สุก มาบ้างแล้ว จึงได้อาราธนาท่านลงมาอยู่ที่วัดพลับเมื่อประมาณ พ.ศ. 2325

สมเด็จพระสังฆราช ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2363 ตรงกับวันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น 2 ค่ำปีมะโรง และได้ย้ายจากวัดพลับมาอยู่ที่วัดมหาธาตุได้เพียงปีเศษ ก็สิ้นพระชนม์ ณ วัดมหาธาตุ พระนคร เมื่อวันศุกร์เดือน 10 แรม 4 ค่ำ ปีมะเมีย ในรัชกาลของพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงนับว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์เดียว ที่ได้เห็นเหตุการณ์พม่าเผากรุงศรีอยุธยา และผนวชอยู่ในพระบวรพุทธศาสนา ตั้งแต่สมัยอยุธยา, สมัยกรุงธนบุรี, จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์, รวมพระชนมายุได้ถึง 90 ปี

พระญาณสังวร สุก ไก่เถื่อน ระหว่างอยู่ที่วัดราชสิทธารามนั้น ปรากฏว่าได้เป็นที่นับถือของชาวบ้านตลอดขึ้นไปจนถึง เจ้านายเชื้อพระวงศ์ ต่างก็พากันไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่านเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ก็เห็นจะเป็นเพราะบรรดาสานุศิษย์เหล่านั้น ต่างก็ได้เห็นกฤตยาคมอัน ขลังด้านเมตตาพรหมวิหารของท่าน ซึ่งสามารถเรียก ไก่เถื่อน จากป่าเป็นฝูง ๆ มากรับการโปรยทานจากท่านเต็มลานวัดทุก ๆ วันนั้นเอง

เหตุนี้ชาวบ้านสมัยนั้นจึงพากันเรียกท่านว่า พระสังฆราชไก่เถื่อน เพราะท่านสามารถเรียกไก่เถื่อนออกมาจากป่าด้วยแรงอาคม และยิ่งได้ลิ้มรสอาหารเสกจากท่านด้วยแล้ว ไก่เถื่อนที่ว่าถึงกับไม่ยอมกลับเข้าป่า และเชื่องเป็นไก่บ้านไปเลย

การกำเนิดพระสมเด็จ อรหัง

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงโปรดให้พระอาจารย์สุกหรือพระญาณสังวรเถระ มาอยู่ที่วัดราชสิทธารามหรือวัดพลับ ที่ อ. บางกอกใหญ่ นครหลวงฝั่งธนบุรี แล้ว ต่อมาวัดนี้ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ การทรงผนวชของพระราชวงศ์แต่ละพระองค์นั้น ภายหลังมักจะเสด็จไปศึกษาวิปัสสนา ที่สำนักพระญาณสังวร ณ วัดราชสิทธารามอยู่เสมอ เช่นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย, พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น พระญาณสังวร สุก ไก่เถื่อน ก็ได้เป็นพระบรมราชาจารย์ของพระมหากษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์นี้ด้วย

จากการที่สมเด็จฯ ท่านยิ่งใหญ่ด้านอาคมขลังจนเป็นที่เลื่องลือกันไปทั่วนั้น จะเป็นด้วยทนการ วิงวอนจากบรรดาสานุศิษย์หรือผู้คนที่นับถือท่านมากราย อยากจะได้พระเครื่องของท่านไว้คุ้มครองบ้างก็ได้ ด้วยเหตุนี้เอง, พระเครื่องพิมพ์สี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบชิ้นฟัก ซึ่งสร้างด้วยผงวิเศษสีขาวนั้น สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้ จึงได้ให้กำเนิดพระสมเด็จดังกล่าวนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2360

เล่ากันว่า พระสมเด็จอรหัง ที่สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนได้เริ่มสร้างเป็นครั้งแรกนั้น ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นพระราชาคณะอยู่ที่วัดพลับ พระเครื่องพิมพ์สมเด็จฯส่วนหนึ่งเมื่อได้รับการปลุกเสกแล้ว ท่านก็แจกจ่ายให้ไปบูชากันโดยถ้วนทั่วและเป็นที่เข้าใจกันว่า พระสมเด็จอรหัง พิมพ์ปฐมฤกษ์นั้นก็คือ พิมพ์ เกศเปลวเพลิง ซึ่งด้านหลังจะไม่ปรากฏมีอักขระคำว่า อรหัง จารึกลงไว้เลย

สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน ท่านได้ใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์โดยการสร้างพระพิมพ์สมเด็จอรหังต่อมาอีก มีหลายพิมพ์ที่เสร็จแล้วท่านก็แจกสานุศิษย์ต่อไปโดยมิได้ลงกรุ แต่พระอีกจำนวนหนึ่งนั้น เมื่อท่านได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และได้ย้ายมาอยู่ที่วัดมหาธาตุแล้ว ก็เข้าใจว่าพระสมเด็จอรหังส่วนหลังนั้น ท่านคงได้นำมาบรรจุไว้ในเจดีย์ที่วัดมหาธาตุแห่งนี้ไว้ เป็นจำนวนมากทีเดียว

พุทธลักษณะ, เนื้อ,และพิมพ์

พระสมเด็จอรหัง ของสมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนนี้ เท่านี้ปรากฏอยู่ในวงการพระเมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว จะแยกแบบออกได้ถึง 5 พิมพ์ ด้วยกันดังนี้

1. สมเด็จอรหัง พิมพ์สังฆาฏิ เป็นพระเนื้อผงสีขาวที่นิยมกันมากมีขนาดกว้าง 2 ซ.ม. สูง 3 ซ.ม. ครึ่ง พุทธลักษณะเป็นพระปางสมาธิประทับนั่งบนฐาน 3 ชั้น เห็นชายสังฆาฏิห้อยชัดเจนทุกองค์ ด้านขอบข้างองค์พระจะถูกอัดออกมาตามแบบแม่พิมพ์ โดยไม่มีการตัดด้วยเส้นตอก เลย และโปรดสังเกตการประทับนั่ง เข่าจะแคบและตรง ส่วนด้านหลังจะปรากฏอักขระคำว่า อรหัง จารึกไว้ด้วย พระสมเด็จพิมพ์นี้แยกออกเป็น 2 แบบ คือ 1. แบบเศียรโต และ 2. แบบเศียรเล็ก

2. พระสมเด็จอรหัง พิมพ์ฐานคู่ เป็นพระเนื้อผงสีขาว เข่ากว้างและโค้งกว่าพระพิมพ์สังฆาฏิ โดยเฉพาะฐานสร้างเป็นเส้นเล็กคู่ นอกจากนั้นทั้งขนาด, ขอบด้านข้าง, และหลัง คงเหมือนกับ พิมพ์สังฆาฏิ ทุกอย่าง

3. พระสมเด็จอรหัง พิมพ์เกศเปลวเพลิง นี่เป็นอีกพิมพ์หนึ่งซึ่งนอกจากจะมีน้อยแล้ว แม้จะหาชมก็ยากนัก พระพิมพ์นี้ทั้งความงามและขนาดจะเหมือนกับ พิมพ์สังฆาฏิ มีเพี้ยนอยู่บ้างก็ตรงที่มีเกศขมวดม้วนเป็นตัว อุ และรูปทรงค่อนข้างชะลูด ส่วนฐานประทับถึงแม้จะเป็นแบบ 3 ชั้น แต่ก็หนาวกว่ากันมาก พระพิมพ์นี้เป็นพระเนื้อผงสีขาว ด้านหลังเป็นแบบราบโดยไม่มีอักขระขอมปรากฏให้เห็นเลย ส่วนขนาดจะเท่ากับพิมพ์แรก ๆ

4. พระสมเด็จอรหัง พิมพ์โต๊ะกัง ขนาดพระพิมพ์นี้จะเท่ากับ 3 พิมพ์แรกสัญลักษณ์ที่ควรจดจำกับพระสมเด็จพิมพ์โต๊ะกัง นี้ได้ง่าย ๆ ก็คือ เป็นพระผงผสมว่านเนื้อออกสีแดงคล้าย ปูนแห้ง แม้ค่อนข้างหย่อนงามไปบ้าง แต่ก็เป็นอีกพิมพ์หนึ่งที่หาชมได้ยาก ด้านหลังของพระพิมพ์นี้จะถูกปั๊มลึก ปรากฏเป็นอักขระคำว่า อรหัง นูนขึ้นมา ผิดกับ 3 พิมพ์แรกซึ่งถูกจารึกบุ๋มลงไปด้วยการจารึกเส้นเล็ก ๆ ด้วยมือตอนเนื้อพระยังไม่แห้ง

5. พระสมเด็จอรหัง พิมพ์เล็ก พระพิมพ์นี้จะมีขนาดสูงเพียง 2.3 ซ.ม. เท่านั้น เป็นพระเนื้อผงสีขาว ซึ่งมีพุทธลักษณะเหมือนเช่นกับทุก ๆ พิมพ์ที่กล่าวไปแล้ว หากแต่ได้เพิ่มประภามณฑลล้อมรอบเศียรขึ้นมาอีกแบบเท่านั้นเอง นับว่าเป็นพระอีกพิมพ์หนึ่งที่หาชมได้ยากพอ ๆ กับพิมพ์เกศเปลวเพลิงทีเดียวสำหรับด้านหลังจะลงจารึกคำว่า อะระหัง ไว้ด้วยเช่นกัน

พระสมเด็จอรหัง มีสองกรุ

พระสมเด็จอรหังทั้ง 5 พิมพ์ ดังได้กล่าวไปแล้วนั้น บางพิมพ์ตรงกัน แต่เนื้อกลับไม่เหมือนกัน หรือบางพิมพ์จารึกที่ลงไว้ด้านหลังกลับเป็นอักขระเล็กบ้าง, ใหญ่บ้าง, โดยไม่เท่ากันนั้น ก็เพราะพระสมเด็จอรหังนี้ มีแยกออกเป็น 2 กรุดังจะกล่าวไว้พอเป็นสังเขปดังนี้

1. พระสมเด็จอรหัง กรุวัดมหาธาตุ กล่าวกันว่ามีผู้พบพระเพียง 3 พิมพ์เท่านั้น คือ 1. พิมพ์สังฆาฏิ 2. พิมพ์ฐานคู่ 3. พิมพ์เล็ก โดยจะเป็นพระเนื้อผงสีขาวทั้งหมดส่วนพิมพ์เกศเปลวเพลิงนั้น ต่างก็พูดกันว่า เป็นพระเครื่องพิมพ์แรกที่สมเด็จท่านอาจทำเป็นการทดลอง และได้แจกจ่ายไปก่อนแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่ที่วัดพลับก็ว่าได้ พระสมเด็จกรุวัดมหาธาตุนี้ โดยทางเนื้อจะละเอียดขาวและมีความแน่นตัวมาก พระทุก ๆ องค์หากมิได้ใช้ หรือเมื่ออกจากกรุใหม่ ๆ จะมีฝ้าคราบขาวนวลหุ้มติดอยู่ทุกองค์บางองค์ก็ปิดทองล่องชาด และบางองค์ถึงกับเนื้องอกแบบพระวัดพลับก็มี ส่วนด้านหลังอักขระที่จารึกไว้นั้น ตัวอักษรจะเท่ากัน และค่อนข้างใหญ่กว่าของกรุวัดสร้อยทองอีกเล็กน้อย

2. พระสมเด็จอรหัง กรุวัดสร้อยทอง พระสมเด็จกรุนี้ได้มีผู้พบภายหลังจากกรุวัดมหาธาตุ ได้เผยโฉมออกมาแล้ว พระที่พบคือสมเด็จอรหังพิมพ์สังฆาฏิ, พิมพ์โต๊ะกัง, และพิมพ์ฐานคู่ ซึ่งเป็นพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด พิมพ์แรกจะเห็นชายสังฆาฏิชัดเจน เช่นเดียวกับกรุวัดมหาธาตุแต่เนื้อจะหยาบกว่า แก่ผงเกสรดอกไม้และมีทรายปนอยู่ด้วย ส่วน พิมพ์โต๊ะกัง เป็นพระเนื้อสีแดง มีคราบกรุจับนวลขาวทั่วไป ตราปั๊มด้านหลังจะปรากฏแบบลึกนูนขึ้นมาชัดเจนอ่านง่าย ส่วนพิมพ์เล็กไม่ปรากฏพบอยู่ในกรุนี้เลย

เรื่องสมเด็จอรหังกรุวัดสร้อยทองนี้ บางท่านก็ว่าสมเด็จพระสังฆราชสุก ท่านได้สร้างให้กับวัดนี้ไว้ แต่พระภิกษุผู้ชราชื่อ แพร ซึ่งอยู่ที่วัดสร้อยทอง ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า… พระสมเด็จกรุนี้ ความจริงแล้ว ผู้สร้างคือพระอาจารย์ กุย ซึ่งเป็นศิษย์ของสมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนอีกองค์หนึ่ง ท่านได้สร้างไว้โดยใช้แม่พิมพ์เดิม แต่เนื้อและการลงจารึกด้านหลังจะเล็กผิดกว่ากันมาก

ส่วนเรื่องพระสมเด็จอรหัง พิมพ์โต๊ะกัง นั้นเข้าใจว่าได้มีชาวจีนสร้างเป็นกุศลร่วมลงกรุไว้ที่วัดสร้อยทอง พระพิมพ์นี้จึงมีสีแดง สีแห่งความรุ่งโรจน์ ซึ่งชาวจีนนิยมกันมาก และที่เรียกว่า พิมพ์โต๊ะกัง ก็เห็นจะเป็นเพราะตราด้านหลังคำว่า อรหัง ซึ่งโดยปกติแล้ว จะใช้เหล็กแหลมเขียน แต่พระสมเด็จอรหังสีแดงพิมพ์นี้กลับใช้ตราปั๊มลึกนูน โดยตัวอักขระหนังสือจะนูนขึ้นมาเหมือนกับตราปั๊มของร้านทอง ตั้งโต๊ะกัง ที่ปั๊มติดกับสร้อย เลยเป็นเหตุให้นักเลงพระยุคนั้น เห็นดีเห็นชอบเรียกชื่อพระพิมพ์นี้ว่า พระสมเด็จอรหัง พิมพ์โต๊ะกัง ตั้งแต่นั้นมา

เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าคุณจะมีพระสมเด็จอรหังพิมพ์โต๊ะกังหรือไม่โต๊ะกังก็ตามที ขอให้มีพระองค์พอสวยก็แล้วกัน ถ้าไม่พูดถึงพระพุทธคุณท่านเด็ดในทางมหานิยมอยู่แล้ว ผมขอรับรองว่าคุณ ๆ ที่มีพระพิมพ์นี้ไว้จะยืน ยิ้มแบบโต๊ะกัง ได้อย่างสบายมาก เพราะขณะนี้เขาเสนอราคาเช่ากันองค์ละใกล้แสน หรืออาจจะเลยแสนไปแล้วก็ว่าได้

พุทธคุณของพระสมเด็จอรหัง

สำหรับเรื่องพุทธคุณการใช้จากผู้ได้ประสบการณ์ กับพระสมเด็จพิมพ์นี้มาแล้ว นั้นถึงแม้ว่าจะไม่ดังกระฉ่อนเช่นพระสมเด็จวัดระฆังฯ หรือสมเด็จบางขุนพรหมก็ตาม ได้มีนักเผชิญโชคผู้ได้มีประสบการณ์อันมหัศจรรย์จาก พระสมเด็จอรหังมาแล้ว ถึงกับตื่นตะลึงและหวงแหนกันยิ่งนัก เพราะพระสมเด็จพิมพ์นี้ดีทางเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดเหมือนเช่นพระสมเด็จวัดระฆังฯทุกอย่าง ยกเว้นพระสมเด็จอรหังสีแดงเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะมีมหานิยมแล้วยังเพิ่มด้าน กระพันชาตรีไว้อีกทางหนึ่งด้วย

เพื่อให้เรื่องพระสมเด็จอรหัง ยอดพระ ต้นสกุลพระสมเด็จ ของ สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน ได้จบลงอย่างสมบูรณ์ ต่อไปนี้ผมจึงขอเสนอเรื่องราวตอนหนึ่งที่คุณ เฉลิม แก้วสีรุ้ง ซึ่งเป็นชาวนนทบุรี ได้เผชิญกับอิทธิปาฏิหาริย์จากพระสมเด็จอรหัง จนถึงกับตะลึงงันอยู่กับที่มา แล้ว เป็นเรื่องทิ้งท้ายไว้ดังต่อไปนี้…

เรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อ พ.ศ. 2508 คุณเฉลิมมีอาชีพรับซื้อขายผลไม้เป็นประจำอยู่ที่เมืองนนท์ วันหนึ่งมีชาวสวนข้างบ้านมาบอกจะขายทุเรียนส่วนหนึ่งให้ และขอร้องให้ไปดูด่วนด้วย คุณเฉลิมรักทุเรียนมากจนลืมลั่นกุญแจบ้าน และลืมจนกระทั่ง พระสมเด็จอรหัง พร้อมด้วยสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท กับกระเป๋าเงินซึ่งมีเงินอยู่ในนั้นถึงแปดพันบาทด้วย

คุณเฉลิมมานึกขึ้นได้ก็เหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้วถึง 3 ชั่วโมง เขาจึงรีบกลับบ้านทันทีแต่ก็ต้องถึงกับตะลึงงัน อยู่กับที่เมื่อมาถึงบ้าน เพราะขณะนั้นประตูบ้านได้เปิดอ้า ข้าวของในบ้านถูกรื้อกระจัดกระจายเกลื่อน เสื้อผ้าส่วนหนึ่งและเข็มขัดนาคของภรรยาเขาได้ถูกคนร้ายลักไป แต่…คุณพระช่วย ครับ, คุณพระได้ช่วยคุณเฉลิมไว้อย่างปาฏิหาริย์จริง ๆ ด้วย ที่ว่าปาฏิหาริย์ก็เพราะทั้งสร้อยคอรวมทั้งพระและเงินอีกแปดพันบาท ที่กองอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง อย่างชนิดที่ใครโผล่เข้าไปในบ้านก็ต้องมอง เห็นได้อย่างถนัดตาทีเดียวนั้น ของดังกล่าวยังคงอยู่ ณ ที่นั้นโดยไม่มีใครมาขยับไปไหนเลย

เรื่องนี้คุณเฉลิมบอกกับผู้เขียนว่า นั่นคือผลแห่งการแคล้วคลาด อันเกิดจากอิทธิปฏิหาริย์ของพระสมเด็จอรหังได้พรางตาคนร้ายไว้แน่ ๆ หรือถ้าใครว่าไม่แน่ละก้อคนร้ายกลุ่มนั้นก็คงจะตาบอดเท่านั้นเอง

คุณเฉลิมบอกว่า ขณะนี้ผมได้ย้ายบ้านและเป็นเจ้าของสวนลำไยอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว สาเหตุที่ได้เปลี่ยนอาชีพ จนพอจะมีกินกับเขาบ้างแล้วนี้ ก็เรื่อง พระสมเด็จอรหัง ท่านช่วยผมอีกเหมือนกัน ผมได้อาราธนาบูชาขอโชคลาภท่าน เพื่อขอทุนไปซื้อลำไย ด้วยการไปซื้อลอตเตอรี่ที่จังหวัด 2 ใบ คุณเฉลิมยืนยันว่า ไม่ชอบและไม่เคยซื้อกับเขาเลย นอกจากครั้งนี้เท่านั้น พอถึงเวลาหวยออก ทั้งเขาและภรรยาดีใจจนแทบเป็นลมเป็นแล้งเอาทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะสลากลอตเตอรี่ทั้ง 2 ใบนั้น ใบแรกถูกรางวัลที่ 3 และอีกใบหนึ่งก็ถูกเลขท้าย 3 ตัวด้วย

นี่คือเรื่องราวที่คุณเฉลม แก้วสีรุ้ง ได้เล่าให้กับผู้เขียนฟังเมื่อ พ.ศ. 2512 ซึ่งขณะนั้นเขา และครอบครัวได้ครองเรือนกันอย่างผาสุกด้วยฐานะที่มั่นคง พอสมควรแล้ว และสิ่งเดียวที่ไม่มีใครมาพรากจากคอเขาได้เลยคือ พระสมเด็จอรหัง เนื้อผงสีขาวองค์เดียวที่เขารักหวงแหน ราวกับชีวิตติดตัวเขาอยู่ตลอดเวลาที เดียว

เดี๋ยวนี้เราก็รู้แล้วว่า พระสมเด็จอรหัง นอกจากผู้สร้างจะ เป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระบรมราชาจารย์ของในหลวงทั้ง 3 พระองค์แล้ว ยังเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ อีกด้วย และสำหรับด้านพระเครื่องฯ พระสมเด็จอรหัง ก็คือพระต้นสกุลพระสมเด็จทั้งหมด อันเปรียบได้ดั่ง จักรพรรดิพระสมเด็จ ซึ่งเปี่ยมด้วยพุทธาคมมนต์ขลังด้านมหานิยมและแคล้วคลาด จากสมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน ผู้เลี้ยงไก่ป่าให้เชื่องได้ดังไก่บ้านไว้เต็มลานนั่นเอง

ที่มา: http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/monk-raja-04-hist.htm

 
Leave a comment

Posted by on September 26, 2010 in พระสมเด็จ

 

Tags: , , , ,

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.