บทความ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์

บทความ ต่อไปนี้ ผู้เริ่มศึกษาพระสมเด็จ โปรดใช้วิจารญาณในการชม (สำหรับผู้ที่มีความชำนาญ ช่ำชอง ( เซียนพระทั้งหลาย) ขอให้ผ่านเลยไป หรือกรุณาท้วงติง หากมีสิ่งใดผิดพลาด ต้องขออภัย) เพื่อเป็นบันไดขั้นแรกสำหรับผู้เริ่มศึกษา ในการพิจารณาแยกแยะพิมพ์ทรงพระสมเด็จที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ผู้สร้าง ซึ่งหลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงในราชสำนัก ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แกะแม่พิมพ์ถวาย (พิมพ์ทรงนิยม) ทั้งยังเป็นผู้แนะนำให้ผสมน้ำมันตังอิ๊ว ในเนื้อพระสมเด็จเพื่อป้องกันการแตกร้าว ซึ่งสมเด็จโต ก็ได้ใช้เป็นแม่พิมพ์ในการพิมพ์พระสมเด็จต่อมา ( แทนแม่พิมพ์เดิมที่แกะโดยช่างชาวบ้านและยังไม่ได้ผสมน้ำมันตังอิ๊วในเนื้อ พระ พระส่วนใหญ่จึงแตกหักเสียหายไปตั้งแต่สมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จท่านทำออกมา แล้ว ) พิมพ์ทรงนิยมเป็นแบบพิมพ์ที่สวยงามเนื่องด้วยฝีมือการแกะแม่พิมพ์ของช่างทองหลวง (ขอ ย้ำช่างทองในราชสำนักของพระเจ้าแผ่นดิน ฝีมือช่างจะปราณีตบรรจงขนาดไหน) เปรียบเทียบกับพระแบบพิมพ์สมเด็จที่มือผีทั้งหลายทุกยุคทุกสมัยตั้งใจ และเจตนากระทำการปลอมแปลงและเลียนแบบ (เฉพาะพระเก๊ , พระมือผี) ไม่นับรวมถึงพระแบบพิมพ์สมเด็จที่เกจิอาจารย์ทั้งหลายสร้างและปลุกเสกเพื่อ แจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ศรัทธา (พระล้อพิมพ์)คำ อธิบาย รายละเอียดของพิมพ์ทรงนี้ไม่ใช่คำบรรยายใต้ภาพแต่เป็นคำอธิบายที่ คัดลอกมาบางส่วน ( เฉพาะพิมพ์ทรงเจดีย์ ) จากหนังสือ ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่มที่ 1 พระสมเด็จฯ (ตำรา พิจารณาพระสมเด็จฯ เล่มแรกของประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2495 ) โดย พ.อ.ประจน กิติประวัติ (ตรียัมปวาย) ผู้บัญญัติคำว่า “ เบญจภาคีแห่งพระเครื่อง ” สุดยอดปรารถนาของนักสะสม ที่ติดตามค้นหาเพื่อครอบครองและต้องการเป็นเจ้าของ

ฉบับพิมพ์ ครั้งที่ 7 พ.ศ.2546 สำนักพิมพ์ไทภูมิ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับข้อมูลที่ให้ความรู้เป็นแนวทางในศึกษาอย่างถูกแนวทางและเป็นวิทยาทานสำหรับผู้เริ่มศึกษาและสะสมมา ณ ที่นี้

แนวทาง วิเคราะห์ เพื่อพิจารณาว่าพระเครื่ององค์ที่แสดงอยู่นี้ มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเป็นพระสมเด็จ พิมพ์ทรงนิยม (หลวงวิจารณ์เจียรนัย) ตามหนังสือที่อ้างถึง ( เน้นพิจารณาเฉพาะพิมพ์ทรง เนื่องจากการพิจารณาเนื้อหามวลสารจากภาพที่ปรากฏ ผ่านจอ monitor ค่อยข้างลำบากเพราะ monitor หรือ จอ LCD แต่ละเครื่องแต่ละยี่ห้อ รวมทั้งการปรับตั้งการแสดงผลไม่เหมือนกันจึงให้ภาพต่างกัน) ดังนี้.-

  1. ท่าน ตรียัมปวาย เขียนอธิบายตามแบบพิมพ์ที่เคยพบเห็น และเล่นหาสะสมในยุคสมัยของท่านโดยจัดเข้าชุด เป็นพระเครื่องยอดนิยมสุดยอดปา รถนาที่ทุกคนใฝ่หา หรือ
  2. เป็นพระพิมพ์ที่ตั้งใจหรือเจตนาแกะแม่พิมพ์ ( พระเก๊ ) ตามรายละเอียดที่ท่านตรียัมปวาย เขียนบรรยายไว้ในหนังสือที่กล่าวข้างต้น เพื่อหลอกลวงผู้มีความศรัทธาในท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ให้แสวงหาเพื่อบูชาและสะสมด้วยมูลค่า เป็นตัวเงินที่สูงมากในปัจจุบัน

พิมพ์ทรงเจดีย์·

มูลสูตรสัญลักษณ์ทางพิมพ์ทรง เป็นพิมพ์ทรงที่มีความงดงามยิ่งในลักษณะสัมพันธ์ของเส้นวงนอก (Outlines) และการเน้นส่วนโค้งนูน (Curvatures) และความลึก อย่างจัดที่สุดในด้านความสัมพันธ์ของเส้นวงนอกนั้น คือ จากยอดพระเกตุลงมาจดมุมฐานชั้นล่างทั้งสองด้าน จะได้ลักษณะทรงเจดีย์หรือทรงกรวย และแนวสมมติที่เรียกว่า “เส้นวงนอก” นี้ สมมติว่าถ้ากำหนดเอาจุดยอดพระเกตุเป็นดุม และขึงเส้นด้ายลงมายังมุมหัวฐานชั้นล่างทั้งสองดังกล่าว แล้วหย่อนเส้นด้ายเสียเล็กน้อย จะเห็นว่าเกือบจะไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดขององค์พระปฏิมาและพระอาสนะที่จะยื่น ล้ำแนวเส้นด้ายหย่อนสมมตินี้ออกมาเลย ด้วยเหตุนี้จึงได้นามว่า “พิมพ์ทรงเจดีย์” ส่วนในด้านความโค้งนูนและลึกนั้น คือ เค้าอิทธิพลที่ได้รับจากพุทธศิลป์สกุลช่างเชียงแสนอย่างชัดเจน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในด้านความอวบสมบูรณ์ของพระองคาพยพเป็นยอดเยี่ยม อีกประการหนึ่งของลักษณะอันเด่น คือ การเน้นสัดส่วนต่าง ๆ อย่างคมชัดยิ่งนัก

๑. มูลสูตรพุทธลักษณะ พิมพ์ทรงเจดีย์ เป็นปางสมาธิขัดราบ กอปรด้วยรายการต่าง ๆ ของพุทธสรีระ ตามมูลสูตรลักษณะโดยเฉพาะดังต่อไปนี้.-

ก. พระเกตุ ปรากฏเพียง ๒ แบบ คือ

  1. แบบปลี มีปรากฏโดยทั่วไปสัณฐานเขื่องและได้ลักษณะเป็นจอมกระหย่อมพระเมาฬีชัดเจน ยิ่ง จัดเป็นพระเกตุที่งดงามที่สุดของพระสมเด็จฯ ส่วนฐานกระหย่อมรับกับจอมพระศิระ ซึ่งเป็นจอมกระหม่อมสูง ตอนกลางค่อย ๆ เรียวขึ้น ส่วนมากจะอยู่ในแนวดิ่ง และมักจะคมชัดลักษณะสันอกไก่
  2. แบบเรียว ลักษณะ เรียวแหลม ขาดลักษณะก่อลาดขึ้นไปอย่างแบบปลี มักเอียงไปทางด้านในด้านหนึ่ง ความคมชัดเจนมาก แต่ลักษณะแบบทะลุซุ้มไม่ปรากฏโดยแน่ชัด มีแต่เพียงบางองค์ที่มีลักษณะคล้าย ๆ จะเป็นเช่นนั้น พระเกตุลักษณะดังกล่าวนี้มักจะเป็นคมกริช และบางองค์คดกริชรางเลือนไป ทำให้ผู้ไม่สันทัดสำคัญผิดว่าเป็นพิมพ์ทรงเกตุบัวตูม จะเห็นได้ว่าการพิจารณาจำแนกพิมพ์ทรง มิใช่อยู่ที่พระเกตุ แต่อยู่ที่พระอาสนะและทรงกรอบเป็นสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่สังเกตได้ชัดเจน

ข. พระศิระและวงพระพักตร์ จำแนกออกเป็น ๔ แบบ ได้แก่

  1. แบบผลมะตูม ทำนองเดียวกับของพิมพ์ทรงพระประธาน แต่มีความนูนเด่นกว่าและสัณฐานป้อมกว่าเล็กน้อย
  2. แบบรูปไข่ เป็นแบบที่งดงามที่สุด ส่วนบนค่อนข้างป้าน ต้นพระหนุ (ขากรรไกร) และพระหนุ (คาง) เรียวมน
  3. แบบเสี้ยม เป็นทรงข้ามหลามตัดลบมุมป้อม ๆ
  4. แบบป้อม สัณฐานป้อมมน ๆ แต่นูนเด่นชัดมาก

ค. พระกรรณ พิมพ์ ทรงเจดีย์จะปรากฏพระกรรณชัดเจน และงดงามที่สุด แม้จะไม่คมชัดเท่าของพิมพ์ทรงฐานแซม แต่มีฐานพระกรรณหนาและลีลาห้อยระย้าอ่อนช้อยกว่ามาก แต่ส่วนมากจะปรากฏเพียงใบพระกรรณส่วนบนหรือส่วนกลางเท่านั้น ชายพระกรรณเบื้องล่างมักไม่ค่อยติดพิมพ์เพราะเป็นส่วนที่บอบบางที่สุด นอกจากองค์ที่ชัดเจนจริง ๆ จะมีลักษณะดังนี้

เบื้องซ้าย สัณฐานหนาและคมชัดกว่าเบื้องขวาใบพระกรรณส่วนบนต่ำกว่าเบื้องขวา ปลาย งอนออกด้านนอกลักษณะหูบายศรีเล็กน้อย ต่อจากนั้นจะวาดงอนเข้าแนบพระปราง (แก้ม) ส่วนหนึ่ง แล้ววาดออกห่างจากต้นพระหนุ (ขากรรไกร) ออกมา ส่วนปลายล่างค่อย ๆ เรียวและบางลงทุกที ลีลาอ่อนช้อยห้อยระย้าจดพระอังสาตรงบริเวณ ขอบสุดของพระสังฆาฏิซึ่งพาดอยู่บนพระอังสาพอดี งดงามอย่างที่สุดที่เรียกว่า “ห้อยระย้า”

เบื้องขวา คม ตั้งเป็นทิวอกไก่ชัดกว่าเบื้องซ้าย แต่สัณฐานหนาน้อยกว่า ยอดใบพระกรรณอยู่ในระดับสูงกว่าเบื้องซ้าย ตอนช่วงกลาง ๆ เกาะแนบขอบพระปราง (แก้ม) ลงมาโดยตลอด ส่วนปลายล่างรางเลือน เบนวาดจรดพระอังสาเป็นแนวเฉียง

ง. พระศอ จำแนกเป็น ๓ แบบ เช่นเดียวกับพิมพ์พระประธานคือ แบบลำ แบบชะลูด และแบบกลืนหาย

จ. พระอังสา มี สัญลักษณ์โดยเฉพาะ คือ ปราศจากลักษณะปีกกา แต่เป็นแบบโค้งหลังเต่าน้อย ๆ แสดงส่วนหนาและตั้งเป็นขอบสันนูนสูงขึ้นมาจากผนังคูหาเป็นปึกแผ่น ส่วนมากพระอังสกุฎ (หัวไหล่) ซ้ายยกสูงกว่าเบื้องขวา

ฉ. ลำพระองค์ ปรากฏ ๓ แบบ เช่นเดียวกัน คือ

(คัดลอกภาพ และข้อมูลจากเวป)

  1. แบบผาย สัณฐานเขื่องผายผึ่ง ช่วงพระอุระผายกว้าง ลำพระองค์ด้านพระปรัศว์ (สีข้าง) คอดเล็กน้อย และพระอุทรผายออกน้อย ๆ
  2. แบบกึ่งผาย ลักษณะทำนองเดียวกัน แต่แสดงกายวิภาคทางข้างน้อยกว่าและความอวบนูนทางด้านหน้าก็น้อยกว่าอีกด้วย
  3. แบบตัววี คล้ายแบบผายแต่ลำพระองค์ผายพระอุระเรียวสอบลงมาพระอุทรไม่ผายออก

รายละเอียดบนลำพระองค์ พิมพ์ทรงเจดีย์แสดงรายละเอียดบนลำพระองค์มากกว่าพิมพ์ทรงพระประธาน องค์ที่ชัดเจนจะปรากฏ ขอบจีวร เป็นเส้นขีดทิวค่อนข้างหนาชัด ส่วนปลายบนสุดเรียวกว่าตอนกลาง ลากลงมาจากพระอังสาตรงจุดที่ปลายพระกรรณล่างจดพระอังสานั้น เยื้องเข้ามาทางขวานิดหนึ่งแล้วพาดกับส่วนหนาของขอบพระอังสาเบื้องบนในแนว เฉียงเข้ามาด้านในเบื้องขวาเล็กน้อย สาันนูนสูงึ้นมาจากนลีลา ของเส้นทิวจะเริ่มเข้ามาทางขวามาก ตอนที่ผ่านส่วนยอดของพระอุระ ต่อจากนั้นก็ย้อยลงลักษณะตกท้องช้างเฉียงไปทางขวา แล้ววาดเว้าขึ้นข้างบน ฉวัดเข้าในซอกพระกัจฉะ (รักแร้) ขวา ส่วนนี้เป็นส่วนที่หนาที่สุดของเส้นทิวขอบจีวร และพระสังฆาฏิเป็นทิวราง ๆ แต่ค่อนข้างหนา ส่วนที่พาดบนพระอังสารางเลือนและชัดมากตรงบริเวณที่ทาบอยู่บนยอดพระอุระ ตอนที่แนบชิดกับเส้นขอบจีวร แล้วจึงทอดลงดิ่งซึ่งสังเกตได้ชัดในตอนนี้ เพราะกอปรด้วยเส้นขีดทิว ๒ เส้น เป็นขอบผืนพระสังฆาฏิกว้างและยาวเกือบจดพระหัตถ์ จัดว่าเป็นพระสังฆาฏิที่งดงามที่สุด

ช. พระพาหา ลีลา การทอดพระพาหาควบเกร็งเข้าหาลำพระองค์ตรงข้ามกับลักษณะผ่อนคลายของพิมพ์ทรง พระประธาน ลำพระพาหา ล่ำเขื่อง ค่อนข้างชิดลำพระองค์ ทำให้หว่างพระพาหาแคบ แต่ซอกพระกัจฉะ (รักแร้) มนกว้างไม่แคบตีบ พระอังสกุฎ (หัวไหล่) ผายไม่ดุ้งหรือคอดกิ่ว พระพาหา มักโย้ขวาเล็กน้อย หรือแป้วเบื้องซ้ายน้อย ๆ ลีลาการหักพระกัปประ (ศอก) รวบเกร็ง พระกรหักสอบลงมาก ลำพระกรย่อมกว่าลำพระพาหุ (แขนท่อนบน) เล็กน้อยไม่เรียวเล็ก

ซ. พระหัตถ์ แสดงรอยซ้อนกันชัดเจนและนูนหนามาก แนวซ้อนพระหัตถ์จะโย้น้อย ๆ ไปทางขวาตามการโย้ของวงพระพาหาด้วยเป็นส่วนมาก

ก. ฐานชั้นบน แสดง สัดส่วนของหน้ากระดาน บัวหงาย และท้องไม้ ในลักษณะเป็นท่อนมน ๆ หัวฐานทั้งสองโค้งมน บางแบบพิมพ์อาจมีรอยหยักข้างล่างทำนองกาบเท้าสิงห์ อย่างย่อราง ๆ และขาสั้น ผิวพื้นของฐานค่อนข้างโค้งมนโดยตลอด ความนูนหนาจัด ลอยเด่นออกมาจากผนังคูหา

ข. ฐานชั้นกลาง เป็นฐานสิงห์ที่เด่นชัดมากที่สุด แสดง ส่วนหัวฐานหักแง่มุมเหลี่ยมสันคมและนูนหนาที่สุดเป็นกาบเท้าสิงห์ ยกมุมแหลมขึ้นข้างบนเล็กน้อย ลักษณะยกมุมแทนตัวกระจัง เน้นแนวคมขวานหรือแนวสันอกไก่ คมและหนามาก จนมีลักษณะเป็นแนวสันปาดงอนขึ้นมา ส่วนล่างวาดให้เป็นส่วนเว้าโค้งกลืนหายลงไปเบื้องล่างจดแนวฐานชั้นล่าง งดงามยิ่งนัก ช่วงกว้างของฐานชั้นกลางจะต้องมากกว่าของฐานบนเสมอ เพื่อรักษาแนวขอบทรงกรวย

ค. ฐานชั้นล่าง เป็น ตัวหน้ากระดาน กอปรด้วยเส้นลวดกันลายค่อนข้างคม ทำนองเดียวกับแบบคู่ของพิมพ์พระประธาน การตัดมุมหัวฐานทั้งสองด้านส่วนมากสอบเฉียงเข้าหาทรงกรวยมากเพราะเป็นพิมพ์ ทรงเจดีย์ หัวฐานขวามักสอบกว่าเบื้องซ้าย หรือตัดมุมบนอีกที่หนึ่ง ฐานชั้นล่างนี้จะต้องมีช่วงกว้างกว่าชั้นกลางเสมออย่างเห็นได้ชัด มิฉะนั้นจะมิใช่พิมพ์ทรงเจดีย์

การจำแนกแบบพระอาสนะ อาจจำแนกออกได้เป็น ๓ แบบ ดังนี้

  1. แบบโค้ง แสดง ลีลาการวาดโค้งท้องกระทะ ประสานกับแนวโค้งของส่วนล่างของพระเพลา (คู่กับพระเพลาแบบโค้ง) ชั้นบนโค้งมาก และชั้นกลางโค้งน้อยลงตามลำดับ พระอาสนะแบบนี้มีทั้งแบบช่วงกว้าง และช่วงแคบ
  2. แบบกว้าง คล้ายแบบโค้ง แต่ลีลาไม่วาดโค้ง มีช่วงกว้างมาก (คู่กับพระเพลาแบบกว้าง)
  3. แบบแคบ มีช่วงแคบ ๆ (คู่กับพระเพลาแบบแคบ) อาจมีลีลาโค้งน้อย ๆ บ้างแต่ไม่ชัดเจน

๓. สัญลักษณ์ซุ้มประภามณฑล โดย ทั่วไปทรวดทรงของซุ้มฯ มักจะสอบเข้าหากันมากกว่าพิมพ์ทรงพระประธาน เพื่อประสานสัมพันธ์ลักษณะทรงกรวยที่สอบเข้าน้อยก็มีปรากฏ สัณฐานขนาดเส้นซุ้มมักย่อมกว่าพิมพ์ทรงพระประธานเล็กน้อย แต่ที่เท่า ๆ กันหรือเขื่องกว่าก็มี ลักษณะแฟบแป้วเบื้องบนซ้าย และการย้วยด้านข้างซ้ายก็ปรากฏเช่นกัน แต่ที่ได้สัดส่วนสมภาคงดงามก็มีมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบพิมพ์

๔. ภาคพื้นผนังคูหา ส่วน มากพื้นผนังคูหาค่อนข้างราบเรียบไม่เอียงสอบเข้าหาองค์พระปฏิมา ปรากฏแอ่งลาดตื้น ๆ บ้างบริเวณข้าง ๆ พระพาหาซ้ายและหัวฐานเบื้องซ้าย หรือแนวพระศิระขวา

๕. สัณฐานทรงกรอบ โดย ทั่วไปจะเป็นทรวดทรงกะทัดรัดมีทั้งทรงโปร่ง เขื่องและป้อม แต่ไม่ปรากฏทรงป้านเลย การตัดกรอบมีลักษณะเอียงสอบ เข้าหาแนวซุ้มยิ่งกว่าพิมพ์ทรงใด ๆ เพื่อรักษาทรงกรวยสัมพันธ์ ดังนั้น ปฏิภาคระหว่างความกว้าง กรอบบนกับกรอบล่าง จึงมีค่ามากกว่าของพิมพ์ทรงประธาน คือประมาณ ๒๐ : ๒๕ การ ตัดกรอบประณีตกว่าพิมพ์ทรงอื่น ๆ การโย้เอียงมีน้อยที่สุด กรอบด้านข้างที่เอียงสอบน้อยก็มีปรากฏ แต่การบานออกเบื้องบนจะไม่ปรากฏเป็นอันขาด มูลลักษณะประการนี้ สามารถนำไปใช้ในการแยกพิมพ์ทรงนี้กับพิมพ์ทรงเกตุบัวตูมออกจากกันอย่าง สังเกตได้ชัด และยังใช้ชี้ขาดได้อีกว่า หากรายการต่าง ๆ เป็นพิมพ์เจดีย์ แต่กรอบบานเบื้องบน จะเป็นของปลอมทันที

๖. พื้นที่ชายกรอบ เนื่อง จากการตัดกรอบค่อนข้างสอบเข้าใน ฉะนั้น แนวกรอบด้านข้างจึงเบียดชิดเส้นซุ้ม และเหลือพื้นที่บริเวณมุมบนทั้งสองน้อย แบบกรอบกระจกมีปรากฏบ้างเป็นส่วนน้อย แต่เส้นขีดทิวมักรางเลือนไม่สู้ชัดเจน และพื้นผิวชายกรอบทั้งสองเบื้องบนมักนูนสูงกว่าระดับพื้นผนังคูหาเล็กน้อย และมีลักษณะอูมน้อย ๆ ด้วย

๗. สัณฐานมิติ โดยเกณฑ์เช่นเดียวกัน ดังนี้

  1. ความกว้าง (กรอบล่าง)ประมาณ ๒.๐๐ – ๒.๒๐ ซม.
  2. ความสูง (แนวดิ่ง) ประมาณ ๓.๐๐ – ๓.๓๐ ซม.
  3. ความหนา (ขอบ) ประมาณ .๔๐ – .๖๕ ซม.

จุดสังเกตุ เพื่อดูลักษณะเด่นของพระพิมพ์ของหลวงวิจารณ์เจียรนัย ซึ่งท่านได้เข้ามาแกะพิมพ์พระสมเด็จในยุคหลัง (รุ่นสุดท้าย)

  1. เนื้อพระ จะเป็นหินเปลือกหอยดิบ หรือที่เรียกว่าปูนเปลือกหอยดิบเนื้อพระจะ แน่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่มีรอยแตกให้เห็น ผิวเนื้อพระจะมีสีขาวอมเหลือง หรือสีน้ำตาลอ่อน มีคราบตังอิ๊วเป็นสีน้ำตาลติดอยู่ตามผิวพระ หรือตามรอยแยกหดตัวของพระจะมีตังอิ๊วอุดอยู่ที่เราเรียกว่า รอยหนอนด้นบางคน เรียกว่ารอยปูไต่ ด้านข้างองค์ที่มีมวลสารมากๆจะหดตัวมองเป็นร่องช่องโหว่เข้าไป เนื้อพระจะมีทั้งเนื้อแน่นละเอียด และแบบหลวมหยาบเพราะมีมวลสารมาก
  2. พื้นผิวพระ สีจะออกขาวอมเหลืองหรืออมน้ำตาล ผิวจะย่นด้านหน้า เพราะเนื้อจะยุบหดตัวตรงที่มีมวลสารพระหัก มีเศษพระหัก มีพระธาตุ มีอัญมณี จะเป็นรอยยุบโบ๋ลงไปมองเห็นก้อนมวลสารนั้นได้ ถ้ามวลสารนั้นเป็นอินทรีย์สารพวกว่านไม้มงคลที่ผุพังได้ ก็จะเห็นรอยเป็นหลุมไม่มีมวลสารที่เรียกว่า หลุมโลกพระจันทร์รอยรูเข็ม ผิวพระองค์ที่สมบูรณ์จะมีรอยคราบสีขาวฝังอยู่ตามผิวพระที่เรียกว่า คราบแป้งรองพิมพ์ติดฝังอยู่ในพื้นผิวจะ ไม่หลุดถ้าไม่ไปขัดล้างพื้นผิวจะเป็น 3 มิติลดหลั่นกันจากนอกซุ้ม ในซุ้ม ซอกแขนและรักแร้จะเป็นสามมิติ ด้านหลังพระพื้นผิวจะเรียบก็มี เป็นรอยขรุขระก็มี เป็นรอยเส้นนูนก็มี หรือที่เรียกว่ารอยกาบหมากหรือรอยกระดาน รอยกาบหมาก หรือรอยกระดานจะมีเพียงบางองค์เท่านั้น คือเกิดจากตอนที่อัดเนื้อพระลงแม่พิมพ์ เขาใช้กาบหมากหรือแผ่นกระดานปิดทับ หลังพระบนแม่พิมพ์แล้วเอาค้อนยางตอก ถ้าองค์ไหนตอกเสมอพอดีก็จะ มีรอยเส้นกาบหมากเส้นเสี้ยนไม้กระดานติดอยู่ ถ้าองค์ไหนตัดไม่ลงเนื้อเกินก็จะปาดออก จะมีรอยปาดเป็นเส้นเป็นขยักที่เรียกว่ารอยขั้นบันได ด้านหลังริมขอบพระจะ มีรอยแยกปริมีตังอิ๊วมาอุดอยู่ที่เรียกว่ารอยหนอนด้น บางคนเรียกรอยปูไต่ ความจริงแล้วรอยปูไต่จะเป็นหลุมเล็กๆ เป็นแนวเส้นโค้งตามด้านหลังพระ เกิดจากการปาดหลังพระก่อนถอดพิมพ์ เหมือนรอยตีนปูเวลามันเดิน รอยตีนจะเรียงเป็นเส้นโค้ง บางองค์จะ มีรอยพรุนเท่ารูเข็มเรียกว่ารอยตีนปูอยู่ถ้าพระองค์นั้นใส่ อินทรีย์สารไปด้วยขอบข้างพระ องค์ที่เนื้อแน่นจะมีรอยร่องยุบตัวเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้ ส่วนองค์เนื้อหยาบมีมวลสารด้านข้างจะมีรอยยุบตัวเป็นร่อง เป็นหลุมลึก เห็นเม็ดมวลสารชัดเจน บางองค์ที่ลงลักปิดทองหรือลงเทือกชาด พอรักร่อนจะเห็นลักอุดอยู่ในร่องที่แยกออกลักษณะเหมือนหนอนด้น พระสมัยหลวงวิจารณ์ที่ลงลักไว้ผิวจะไม่แตกลายงา ลายสังคโลก
  3. ซุ้มและองค์พระ เส้นซุ้มจะหนาใหญ่ส่วนบนแคบกว่าส่วนล่าง เป็นรูประฆังคว่ำ ขอบเส้นซุ้มด้านนอกจะเอียงลาด ด้านในจะตั้งมากกว่า องค์พระพิมพ์ใหญ่จะเหมือนพระสมัยสุโขทัย พิมพ์เจดีย์จะเหมือนพระแก้วมรกต พิมพ์ฐานแซมจะเหมือนพระอู่ทองอกร่องผอมบาง พิมพ์เกศบัวตูมจะเหมือนพระเชียงแสน
  4. ตำหนิที่ซ่อนเร้น

พิมพ์ใหญ่ มีเส้นผ้าทิพย์บางๆ ซ่อนอยู่ใต้เข่า มีหูพระลางๆ มีขอบสังฆาฏิรักแร้ขวาบางๆ หัวไหล่ขวามน หัวไหล่ซ้ายตัดเอียง ช่องรักแร้ซ้ายสูงกว่าช่องรักแร้ขวา ใต้รักแร้ขวามีรอยเข็มขีด ฐานชั้นกลางบางคนมีฐานสิงห์ชัดข้างไม่ชัดข้าง ฐานล่างหนา ตรงกลางยุบลงมองดูเป็นขอบฐาน ขอบจะชี้เข้ามุมเส้นซุ้ม

พิมพ์เจดีย์ มีขอบสังฆาฏิขวาลากลงมาถึงท้องพระ มีหูลางๆ เกศขยักเป็นตุ่ม ขาซ้อนขัดสมาธิเพชรเห็นหัวแม่เท้า แขนท่อนบนใหญ่กว่าท่อนล่างมาก ฐานชั้นที่ 1 หัวแหลมทางด้านขวา มุมฐานล่างด้านขวาจะมีเส้นเล็กๆชี้ไปเข้ามุมซุ้ม ฐานชั้นแรกจะมีฐานแหลมข้างขวา

พิมพ์ฐานแซม นั่งขัดสมาธิเพชร มีรอยสังฆาฏิจากองค์พระถึงเอว หูยานเกือบถึงบ่า มีเส้นแซมฐาน 1 – 2ชั้น มีทั้งอกนูนและอกร่องขอบสังฆาฏิ

พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์แรกเส้นแซมบนมีรอยขาดเป็น 2 ท่อน พิมพ์ที่สองมีเนื้อเกินใต้แขนขวา

พระพิมพ์หลวงวิจารณ์เจียรนัย กับการแกะพิมพ์พระสมเด็จ

หลวงวิจารณ์เจียรนัยได้เข้ามาช่วยสมเด็จ ท่านแกะพิมพ์พระตั้งแต่ปลายยุคกลาง สมัยรัชกาลที่ 4 และแกะแม่พิมพ์พระถวายต่อมาถึงยุคสมัยรัชกาลที่ 5 นับเป็นเวลานานพอสมควร ในการแกะพิมพ์ในตอนแรกคือปลายสมัยยุคกลาง สมัยรัชกาลที่ 4 ด้วยความใหม่ต่อการทำแม่พิมพ์งานที่ออกมาจึงดูไม่เรียบร้อย พิมพ์พระจะไม่มีรอยกรอบแม่พิมพ์ เวลาถอดพระออกจากแม่พิมพ์เอามาตัดแต่งจะใช้ตอกตัด(ตอกคือไม้รวก – ไม้ไผ่เหลาให้บางเป็นคมมีด) คนตัดแต่งที่เผลอไม่ระวังหรือตัดไม่ชำนาญ จะตัดแฉลบเข้าหาซุ้มพระทำให้แหว่ง ดูไม่สวยและเสียหายมาก และพุทธศิลป์ขององค์พระยังไม่งามนัก บางพิมพ์เอวลอย เอวขาด เอวหนา ดูอ้วนไปบ้าง แขนหรือพระหัตถ์ไม่เท่ากันไม่สมดุลย์โย้เอียงไป ซอกรักแร้สองข้างไม่สมดุลย์ข้างซ้ายลึกกว่าข้างขวา หัวไหล่ไม่เสมอข้างขวามนข้างซ้ายตัดเอียงลงดูไม่สวย หูหรือพระกรรณ์ในแม่พิมพ์มี แต่พอพิมพ์ออกมาแค่ติดรางๆ ฐานสิงห์ชั้นกลาง ฐานไม่คมขาฐานจะติดชัดข้างติดไม่ชัดข้างดูไม่สวยงาม ซึ่งเป็นยุคกลางของคุณหลวงที่แกะพิมพ์พระ

การแกะพิมพ์พระชุดใหม่ของท่าน จะเพิ่มการตัดขอบพระโดยเพิ่มเส้นกรอบให้รู้ตำแหน่งการตัด เพราะพระพิมพ์ใหญ่ของท่าน ซุ้มครอบแก้วด้านบนจะเล็กกว่าด้านล่างจึงต้องทำ เส้นกรอบด้านซ้ายให้ลงมาตรงขอบซุ้มตรงบริเวณแนวกลางแขนซ้ายพระ ส่วนขอบพระด้านขวาเส้นกรอบจะลงมาชนเส้นซุ้มแถวฐานชั้นล่าง กรอบบนจะทำเส้นกรอบให้ชัดขึ้นมองเห็นเป็นเส้นชัดเจนให้ตัดได้ พิมพ์ที่แก้ไขแล้ว มีเวลาช่างตัดขอบพระมักจะตัดออกมา เป็นแนวสี่เหลี่ยมผืนผ้า ข้างซ้ายพระจะตัดตรงลงมานอกกรอบ เลยกลายเป็นเส้นกรอบสองเส้นไป ด้านขวาพระก็เช่นกันจะมีเส้นกรอบสองเส้นในบางองค์ บางองค์ก็ตัดตามเส้นกรอบก็จะมีเส้นเดียว พระที่แก้แม่พิมพ์แล้วจึงมีเส้นกรอบทางด้านซ้ายติดอยู่ นักสะสมพระในปัจจุบันนับถือเป็นตำหนิพิมพ์ที่สำคัญ ถ้าพระองค์ไหนมีเส้นกรอบชัดเจนจะถือว่าถูกพิมพ์มีราคา เลยเรียกเส้นกรอบนี้ว่า เส้นวาสนาหรือเส้นเงินเส้นทอง พระองค์ไหนไม่มีหรือตัดไม่ชัดจะกลายเป็นพระผิดพิมพ์ไป ซื้อขายเป็นพุทธพานิชไม่ได้ ร้ายไปกว่านั้นเซียนบางคนตีเก๊ไปเลยก็มี เออ ! อนิจจา เซียนดูพระตาเปล่า

ในยุคท้ายๆของสมเด็จโตทางวัดจะทำบุญฉลองอายุท่านที่ย่างเข้าปีที่ 85 มีการสร้างพระขึ้นมาใหม่ โดยทางหลวงวิจารย์เจียรนัยอาสาเป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย เป็นพระพิมพ์ใหญ่หลายแม่พิมพ์ ท่านได้แก้ไขข้อบกพร่องหลายๆ อย่างทำเป็นแม่พิมพ์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาโดย อาศัยพุทธศิลป์พระบูชา สมัยเชียงแสน,สุโขทัย เป็นแม่แบบ จุดเด่นของแม่พิมพ์ชุดนี้มีดังนี้

  1. ไม่มีเส้นตัดกรอบเหมือนแต่ก่อน แต่จะเป็นบล็อคแม่พิมพ์สำเร็จรูปถอดออกมาได้เลย ด้านซ้าย – และขวาขององค์พระจะสมดุลย์เท่ากัน
  2. องค์พระจะสง่างามผึ่งผาย อกผายไหล่ผึ่ง แขนทั้งสองข้างทิ้งดิ่งตรงมาหักศอกตรงเข่าเหมือนกันสองข้าง บางพิมพ์จะเอวหนาผายหน่อย ตามศิลปะพระบูชาเชียงแสน,สุโขทัย ผสมผสานกันได้อย่างเหมาะเจาะทีเดียว
  3. เส้นซุ้มครอบแก้วจะหนาใหญ่ ทรงระฆังคว่ำ ซ้ายขวาจะสมดุลย์กัน ไม่เหมือนพิมพ์ที่มีเส้นขอบ
  4. ฐานสิงห์จะมีฐานคมชัดทั้งสองข้าง
  5. เนื้อพระจะแข็งแกร่งหนึก มากกว่าพระรุ่นก่อน คือเนื้อเหมือนหินเลย พื้นผิวจะมีตังอิ๊วมากวรรณะจึงออกนำตาล
  6. ด้านหลังพระจะเรียบหรือย่นๆเหมือนผิวคอนกรีตที่ไม่ขัดมัน

พระในชุดนี้ทำจำนวนจำกัดแค่ 85 องค์ เพื่อฉลองอายุ 85 ปีของท่าน มีบางคนวิจารณ์การทำพระฉลองอายุที่นิยมทำให้เกินอายุเข้าไว้ แต่นี่ท่านอายุครบ 85 ปี ทำไว้ 85 องค์เหมือนทำให้ท่านมรรณภาพตอนอายุ 85 ปี มีเรื่องเล่ากันว่าท่านเองให้กรรมการทำเพียง 85 องค์เพราะท่านอายุแค่ 85 เท่านั้นเลยต้องทำตามท่านว่า หลังจากท่านมรณธภาพแล้วเณรรูปหนึ่ง ไปเก็บทำความสะอาดสถานที่ที่ท่านนั่ง ประจำ เณรไปเปิดผ้าออกเห็นเป็นลายมือท่าน เขียนวันเวลาที่จะมรณะภาพไว้ที่กระดาน หลังที่ท่านนั่ง เมื่อมาตรวจสอบวันเวลาดูจะตรงกับที่ท่านมรณะภาพจริงๆ นี่ก็เพราะท่านเป็นอริยะสงฆ์สำเร็จอภิญญา 6 ซึ่งมีอยู่ข้อหนึ่งสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ระลึกชาติได้

การสร้างสมเด็จ วังหน้า ปี๒๔๑๑

วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายบรรพชิต มีกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ (กรมพระปวเรศน์วริยาลงกรณ์ในกาลต่อมา) ฝ่ายฆราวาสมีกรมพระเทเวศร์วัชรินทร์เป็นประธน และขุนนางระดับสูงมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ เป็นประธาน ได้จัดประชุมกันในพระราชวังสวนดุสิต ในพระบรมมหาราชวัง ได้ตกลงยกเจ้าฟ้าจุลาลงกรณ์ กรมขุนพิชิตประชานารถ ซึ่งมีพระชนมายุ ๑๕ พรรษาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ถวายพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”และจะจัดพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นใน วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๑๑ โดยยกเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์เป็น ผู้สำเร็จราชการไปจนกว่าพระมหากษัตริย์จะ มีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา

ขณะเดียวกันก็เลือกผู้ที่จะเป็นเจ้ากรมวังหน้า ที่ประชุมตกลงยกพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (พระโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ของรัชกาลที่ ๔) ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญสถานมงคล ตั้งแต่วันนั้น

ในงานนี้ เจ้าพระยาภาณุวงษ์มหาโกษาธิบดี เจ้ากรมท่า ว่าที่การคลังกับการต่างประเทศ ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ได้ขอพระบรมราชานุญาติสร้างพระพิมพ์ขึ้นจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ โดยใช้พิมพ์สมเด็จวัดระฆัง ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นแม่แบบ เพื่อเป็นศิริมหามงคลเนื่องในการเสด็จเถลิงถวัลย์ครองราชสมบัติ รัชกาลที่ ๕ เพื่อแจกจ่ายแก่เจ้านายและประชาชน ที่เหลือจะได้บรรจุลงกรุในพระเจดีย์วัดพระแก้วมรกต

การสร้างพระพิมพ์ครั้งนี้ ได้นำพิมพ์ของวัดระฆังมาส่วนหนึ่ง และทำเพิ่มขึ้นอีกมากมายเพื่อเร่งให้ได้พระ ๘๔,๐๐๐ องค์ ทันวันงาน พวกช่างวังหน้า วังหลัง วังหลวง อันมีหลวงวิจารณ์เจียรนัย และหลวงนฤมลวิจิตร เป็นหัวหน้า จึงช่วยกันทำแม่พิมพ์พระขึ้นมากมาย ซึ่งผู้เขียนยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามีกี่พิมพ์ เพราะหาได้ไม่ครบ พิมพ์พระเหล่านี้ส่วนมากคล้ายพิมพ์ทรงนิยมของวัดระฆัง เช่นพิมพ์พระประธาน พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์เศียรบาตร พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์อกร่องหูยาน พิมพ์โบราณเช่น พระรอดลำพูน พระลีลาเม็ดขนุน พระซุ้มกอ พระนางพญา พระผงสุพรรณ พระปิดตา พระสังกัจจายน์ เป็นต้น