พระนางพญา พิษณุโลก

ประวัติพระนางพญา พระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก
ก่อนอื่นก็จะพูดถึงวัดนางพญาเสียก่อน วัดนางพญานี้เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และวัดราชบูรณะ แต่เดิมวัดนางพญาและวัดราชบูรณะมีอาณาเขตติดต่อกัน แต่พอมีการสร้างสะพานสมเด็จพระนเรศวรและสร้างถนนตัดผ่าน จึงแยกวัดนางพญาและวัดราชบูรณะอยู่กันคนละฝั่งถนน วัดนางพญาจึงเหลืออาณาเขตเล็กๆ เท่านั้น การได้ชื่อว่า “วัดนางพญา”ชื่อของ พระนางพญา น่าจะมาจากสถานที่ที่ค้นพบนั่นเอง วัดนางพญานี้สันนิษฐานว่า ผู้สร้างพระนางพญาคือ พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระ มเหสีของพระมหาธรรมราชา และทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงสร้างพระนางพญาขึ้นในคราวบูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ราวปี พ.ศ. 2090 – 2100 ขณะนั้นพิษณุโลกเป็นเมืองลูกหลวง และพระองค์ดำรงพระอิสริยยศเป็นแม่เมืองสองแคว และพระมหาธรรมราชาทรงพระอิสริยยศที่ พระอุปราช แห่งแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ กรุงศรีอยุธยา

พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ กรุวัดนางพญา
พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ กรุวัดนางพญา

พระนางพญา ได้รับอิทธิพลทางพุทธศิลปะมาจากสกุลช่างสุโขทัยในพระราชสำนักโดยตรง ด้วยเมืองพิษณุโลกและสุโขทัยมีความใกล้ชิดกันมาตั้งแต่ราชวงศ์พระร่วงเป็น ใหญ่ในดินแดนภาคเหนือ พิมพ์ทรงของพระนางพญา เด่นชัดมากหากเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ในเรื่องสัดส่วน ทรวดทรง ศิลปะ อาจกล่าวได้ว่า การสร้างพระนางพญาเป็นการสืบสานศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์ในรูปพระเครื่องที่ ชัดเจนไม่บิดเบือน

ประวัติพระนางพญา พระนางพญา เป็นพระพุทธปฏิมาแบบนูนต่ำในรูปทรงสามเหลี่ยม ประทับนั่งปางมารวิชัย ไม่มีอาสนะหรือฐานรองรับ ทรวดทรงองค์เอวอ่อนหวานละมุนละไมและงามสง่าในที

 

พระเครื่องนางพญา การแตกกรุของ พระเครื่องนางพญาก็คือเมื่อตอนปี พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก เพื่อทรงทอดพระเนตรการหล่อพระพุทธชินราชจำลอง และทรงได้เสด็จประพาสวัดนางพญาด้วย สันนิษฐานว่าทางวัดนางพญาก็คงพัฒนาปรับปรุงเคหสถานเพื่อเตรียมรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง และสร้างศาลาที่ประทับไว้ จึงได้พบพระเครื่อง กรุพระนางพญา และมีการคัดเลือกพระองค์ที่งดงามขึ้นทูลเกล้าถวาย และถวายราชวงศ์ใหญ่น้อย ตลอดจนแจกจ่ายข้าราชบริพารที่โดยเสด็จ จากการบันทึกคำบอกเล่าจากพระอาจารย์ขวัญ วัดระฆังฯ ว่าท่านได้รับคำบอกเล่าจากข้าราชการรุ่นเก่าผู้หนึ่ง ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง แต่ท่านจำชื่อไม่ได้แล้ว คุณหลวงผู้นั้นได้เล่าให้ท่านฟังว่า ได้พระนางพญามาจากพิษณุโลก 2-3 องค์ในคราวตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงในครั้งนั้นด้วย

พระนางพญา เป็นพระเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ ปรากฏแร่กรวดทรายผสมผสานคลุกเคล้า กดเป็นองค์พระแล้วเสร็จ จึงนำไปเผา พระส่วนใหญ่จะมีเนื้อผสมว่านน้อยหรืออาจจะไม่มี เนื้อพระจึงดูค่อนข้างหยาบ แกร่งและแข็งมาก ที่เป็นเนื้อละเอียดจะผสมว่านมาก ทำให้เนื้อพระหนึกนุ่มสวยงาม ก็มีแต่พบเห็นน้อย ผู้รู้ได้จำแนกพิมพ์ทรงดังนี้

 

พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก ได้ทั้งหมด 7 พิมพ์ คือ

  1. พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่พิมพ์หนึ่ง
  2. พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่ โดยเฉพาะพิมพ์เข่าตรง แยกออกเป็น 2 พิมพ์ด้วยกันคือ พิมพ์เข่าตรง “ธรรมดา” กับพิมพ์เข่าตรง “มือตกเข่า” แต่ทั้งสองพิมพ์ก็ถือว่าอยู่ในความนิยมเหมือนกันทั้งคู่
  3. พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ ถือเป็นพิมพ์ใหญ่
  4. พระนางพญา พิมพ์อกนูนเล็ก ถือเป็นพิมพ์เล็ก
  5. พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ ถือเป็นพิมพ์กลาง
  6. พระนางพญา พิมพ์อกแฟบ หรือ พิมพ์เทวดา ถือเป็นพิมพ์เล็ก
  7. พระนางพญา พิมพ์พิเศษ เช่น พิมพ์เข่าบ่วง หรือ พิมพ์ใหญ่พิเศษ

พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง พระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก
พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง พระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก

พระนางพญา กรุวัดนางพญาทุกพิมพ์ เป็นพระนั่งปางมารวิชัย กรอบตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีด้วยกัน 3 พิมพ์หลัก ได้แก่

พิมพ์ใหญ่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 พิมพ์ย่อยคือ พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง และพิมพ์อกนูนใหญ่

พิมพ์กลาง ได้แก่ พิมพ์สังฆาฏิ

พิมพ์เล็ก แบ่งออกได้ 2 พิมพ์ย่อยคือ พิมพ์อกแฟบ (เทวดา) และ พิมพ์อกนูนเล็ก

พระเครื่องนางพญา ในด้านความนิยม พระนางพญา กรุวัดนางพญาพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเห็นจะได้แก่ พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง ส่วนพิมพ์ที่นิยมรองลงมาคือ พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง

พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง มีขนาดใกล้เคียงกับ พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง และมีพุทธลักษณะใกล้เคียงกันมาก จะมีข้อแตกต่างกันก็เพียง พระบาทและพระเพลาของพิมพ์เข่าตรง จะค่อนข้างตรงไม่เว้าโค้งลงด้านล่างแบบพิมพ์เข่าโค้ง

พุทธลักษณะโดยทั่วไปของพระนางพญา พิมพ์เข่าตรง ตำหนิมีดังนี้

ตำหนิพระนางพญา พิมพ์เข่าตรง

พระเกศ เป็นแบบเกศปลี โคนใหญ่ ปลายเรียว กระจังหน้าจะยุบเล็กน้อย

พระพักตร์ เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูลบมุมทั้งสี่ด้าน พระส่วนใหญ่จะเรียบร้อยไม่มีหน้าไม่มีตา แต่เฉพาะพระที่ติดพิมพ์ชัดเจนจะปรากฏรายละเอียดของ พระเนตร พระนาสิกและพระโอษฐ์ ถึงจะเป็นตาตุ่ยๆ แต่จะโปนมากกว่า

พระนลาฏ หน้าผากจะบุบเล็กน้อย มองเห็นไรพระศกด้านบนเด่นชัด

ไรพระศก โดยมากจะสังเกตลีลาการทอดไรพระศกกับพระกรรณเป็นสำคัญ ส่วนมากไรพระศกจะเป็นเส้นเล็กมีความคมชัดมาก วาดตามกรอบพระพักตร์ลงมาจรดพระอังสะทั้ง 2 ด้าน

พระกรรณ เป็นเส้นสลวยสวยงามมาก ตอนกลางของพระกรรณทั้งสองจะมีลักษณะอ่อนน้อยๆ เข้าหาพระศอ พระกรรณซ้ายจะยาวจรดพระอังสะ และเชื่อมต่อกับเส้นสังฆาฏิ

พระอังสะ และ พระรากขวัญ จะต่อกันเป็นแนวย้อยแบบท้องกระทะ แสดงไหล่ที่ยกสูงทั้งสองด้าน ระหว่างแนวซอกช่อง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นเสี้ยนเล็กๆ ขนานกันไป รอยดังกล่าวมักปรากฏตามซอกอื่นๆ อีกด้วย

พระอุระ นูนเด่นชัดมาก พระถันเป็นเต้านูนขึ้นมา โดยเฉพาะพระถันขวารับกับขอบจีวรซึ่งรัดจนเต้าพระถันนูนขึ้นมา ส่วนพระถันซ้ายมีเส้นสังฆาฏิห่มทับอยู่

พระอุทร นูนเด่นชัด ปรากฏพระนาภีเป็นรูเล็กเท่าปลายเข็มหมุด เหนือพระนาภีปรากฏกล้ามท้องเป็นลอนรวม 3 ลอน

พระพาหา แขนขวากางมากกว่าแขนซ้าย ปล่อยยาวลงมาจรดพระชงฆ์ พระพาหาซ้ายตรงรับกับส่วนองค์ และจะหักพระกัประแล้วทอดไปตามพระเพลา มีขนาดเล็กเรียวกว่าช่วงบน ทำการโค้งขึ้นงดงามมาก ปลายพระหัตถ์สุดที่บั้นพระองค์

พระเพลา เป็นเส้นตรงแบบสมาธิราบ โดยเฉพาะพระเพลาขวาเป็นเส้นตรงขนานกับรอยตัดกรอบด้านล่าง ทำให้เห็นว่าแข้งซ้อนห่างกันอย่างเด่นชัด

บรรดาพิมพ์ทรงของ พระนางพญา กรุวัดนางพญาทั้ง 7 พิมพ์ มีเพียง พิมพ์เข่าตรง เท่านั้น ที่ปรากฏว่ามีแม่พิมพ์อยู่ถึง 2 แบบ คือ พิมพ์เข่าตรง (ธรรมดา) และพิมพ์เข่าตรง (มือตกเข่า) ซึ่งแม่พิมพ์ทั้ง 2 แบบนี้ มีเอกลักษณ์และรายละเอียดตำหนิของแม่พิมพ์แตกต่างกัน สามารถพิจารณาได้ดังนี้

พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง
พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง

ตำหนิของ พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง (ธรรมดา) ที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนดังนี้

พระเกศ คล้ายปลีกล้วย

พระนลาฏ ด้านซ้ายจะบุบมากกว่าด้านขวา และปรากฏกระจังหน้าชัดเจน

พระกรรณ ปลายหูซ้ายจะเชื่อมติดกับเส้นสังฆาฏิ ส่วนปลายหูขวาจะแตกเป็นหางแซงแซว

พระหัตถ์ ปลายพระหัตถ์ซ้ายจะแหลมและแตกเป็นหางแซงแซว ส่วนพระหัตถ์ขวาจะไม่ปรากฏนิ้วมือ


พระนางพญาพิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า

ตำหนิของ พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง (มือตกเข่า) ที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนดังนี้

พระนางพญาพิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า

พระเกศ คล้ายปลีกล้วย

พระนลาฏ ด้านซ้ายจะบุบมากกว่าด้านขวา และปรากฏเส้นกระจังหน้าติดกับพระเกศ ระหว่างเส้นกระจังหน้ากับหน้าผาก มีลายเส้นวิ่งขวางหน้าผาก 6 เส้น

พระกรรณ ปลายหูซ้ายจะเชื่อมติดเป็นเส้นเดียวกับเส้นสังฆาฏิ ส่วนปลายหูขวาจะแตกเป็นหางแซงแซว

เส้นอังสะ วิ่งเป็นเส้นตรงผิดกับพิมพ์เข่าตรง (ธรรมดา) และจะวิ่งชอนเข้าไปใต้รักแร้

พระอุระ มีกล้ามเนื้อนูน สีข้างดูคล่้ายมีเนื้อมาพอกไว้

พระหัตถ์ ปลายพระหัตถ์ขวาวางอยู่บนหัวเข่าขวาปรากฏนิ้วมือยื่นลงไปด้านล่างใต่้เข่า เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์

พระบาท บริเวณปลายพระบาทซ้ายปรากฏเส้นแตกของแม่พิมพ์เห็นได้ชัด

ในอดีตมีผู้ท้วงติงและสงสัยกันว่า พระนางพญา พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า น่าจะเป็นพระวัดโพธิญาณ หรือพระกรุโรงทอมากกว่าของวัดนางพญา เพราะมีส่วนคล้ายคลึงกับ พระนางพญากรุโรงทอ

แต่ปัจจุบันนี้ปัญหาดังกล่าวตก ไป และมีการคลี่คลายปัญหาด้านพุทธศิลป์และพิมพ์ทรง ยอมรับเป็นสากลแล้วว่า พระนางพญา พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า เป็นพระของ กรุวัดนางพญาอย่างแน่นอน

พระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก พระนางพญาไม่ว่าพิมพ์ไหน ลักษณะของเนื้อจะเหมือนกันหมด ผิดกันแต่พิมพ์ทรงเท่านั้น ราคาพระเครื่องของพระนางพญาก็อยู่ที่หลักแสนจนถึงหลักล้านราคาพระเครื่องอยู่ที่ผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนทางด้านพุทธคุณนั้นยอดเยี่ยมทางด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดเป็นเลิศ สมกับเป็นหนึ่งใน 5 ของชุดเบญจภาคีนั้นเอง ต่อมาได้มีการขุดพบพระนางพญาอีกหลายครั้ง และอีกหลายกรุ เช่นในปี พ.ศ. 2487 ก็มีการขุดพบพระนางพญาอีกที่วัดนางพญา และยังพบพระนางพญาที่วัดราชบูรณะอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบที่วัดอินทราราม กทม. วัดเลียบ(ราชบูรณะ) กทม. วังหน้าพบที่พระราชวังบวรมงคล ที่วัดสังกัจจายน์ ฝั่งธนฯ และในปี พ.ศ. 2532 ยังพบอีกครั้งที่วัดราชบูรณะ พิษณุโลกอีกด้วย บทความพระเครื่อง

พระนางพญาพิษณุโลกมีด้วยกันหลายพิมพ์ ดังที่กล่าวมาเช่น พระเครื่องนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดาหรือที่โบราณเรียกว่าพิมพ์อกแฟบ และพิมพ์อกนูนเล็ก

ในวันนี้ผมได้นำพระนางพญาพิมพ์อกนูนใหญ่ ซึ่งเป็นพระนางพญา กรุวัดนางพญาที่พบเห็นไม่ค่อยบ่อยนักมาให้ชมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ

ด้วยความจริงใจ
แทน ท่าพระจันทร์ ที่มา…
ข่าวสด

ประวัติการสร้างพระนางพญา วัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก

ในปี พ.ศ.๒๐๙๑ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ กองทัพพม่าซึ่งมีกำลังไพร่พลมากกว่าได้ขยายอาณาเขตเข้าตีเมืองมอญ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับแดนไทย ไว้เป็นที่มั่น แล้วสั่งเกณฑ์กองทัพมาตั้งประชุมพลที่เมืองเมาะตะมะ พระเจ้าหงสาวดีได้เสด็จเป็นจอมทัพยกเข้ามารุกรานเมืองไทย หมายเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้น ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเมื่อทราบ ข่าวว่ากองทัพพระเจ้าหงสาวดียกเข้ามาประชิดกรุง เสด็จยกกองทัพหลวงออกไปหวังจะลองกำลังข้าศึกดูว่าจะหนักเบาเพียงใด โดยทรงพระคชาธาร สมเด็จพระสุริโยทัย พระอัครมเหสี ได้แต่งองค์เป็นชายอย่างพระมหาอุปราช ทรงคชาสาร ตามเสด็จไปด้วยพระราเมศวรและพระมหินทร์ ราชโอรสทั้งสอง

กองทัพสมเด็จพระมหาจักรพรรดิออกไปปะทะกับกองทัพพระเจ้าแปร ซึ่งเป็นทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี ไพร่พลของทั้งสองกองทัพเข้ารบพุ่งกันเป็นสามารถ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าแปรต่างทรงช้างขับไพร่พล หนุนมาพบกันเข้าก็ชนช้างกันตามแบบการยุทธในสมัยนั้น ช้างพระที่นั่งสมเด็จพะมหาจักรพรรดิ เสียทีแล่นหนีช้างข้าศึกเอาไว้ไม่อยู่ พระเจ้าแปรขับช้างไล่มา สมเด็จพระสุริโยทัยเกรงพระราชสวามีจะเป็นอันตราย จึงขับช้างทรงเข้าขวางทางข้าศึกเอาไว้ พระแปรได้ทีฟันสมเด็จพระสุริโยทัย ด้วยสำคัญว่าเป็นชาย สิ้นพระชนซบลงกับคอช้าง พอพระราเมศวรกับพระมหินทร์ทั้งสองพระองค์ขับช้างทรงเข้าต่อสู้ พระเจ้าแปรก็ถอย จึงกันเอาพระศพสมเด็จพระชนนีกลับ

การรบพุ่งในวันนั้นเป็นอันยุติไม่รู้แพ้รู้ชนะกัน แม้ว่าสมเด็จพระสุริโยทัยจักสิ้นพระชนม์ พระศพสมเด็จพระสุริโยทัยได้อันเชิญไปประดิษฐานไว้ที่สวนหลวง ตรงที่สร้างวังหลังต่อมาได้สร้างพระเมรุพระราชทานเพลิง พระศพสมเด็จพระสุริโย ทัยที่ในสนามหลวง ตรงกับวัดเขตวัดสบสวรรค์ และได้สร้างพระอารามขึ้นตรงกับพระเมรุกับได้สร้าง พระมหาเจดีย์เป็นอนุสรณ์ถึงวีรกรรมของ พระองค์ท่านผู้มีทั้งพระทัยกล้าหาญ มั่นคงเด็ดเดี่ยว ให้อนุชนรุ่นหลังได้จดจำสืบกันต่อมา

การศึกในครั้งนั้น กองทัพของพระเจ้าหงสาวดี แม้จะมีรี้พลมากกว่าก็ไม่สามารถที่รบพุ่งหักหาญให้ กรุงศรีอยุธยาแตกหักลงได้ เพียงแต่ล้อมเมืองเอาไว้เฉยๆ อยู่ไปนานเข้าเสบียงอาหารร่อยหรอลง รี้พลก็ระส่ำระส่าย ประกอบกับขณะนั้นกำลังรบทางหัวเมืองฝ่ายเหนืออันเป็น มณฑลราชธานีครั้งสมเด็จ พระร่วงเจ้า ยังมีกำลังมาก อีกทั้งพระมหาธรรมราชา ซึ่งเป็นอุปราชครองหัวเมืองเหนือทั้งปวงอยู่ที่เมืองพิษณุโลก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้มีใบบอกให้ยกกองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ ลงมาช่วยตีกระหนาบ ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีพอได้ข่าว กองทัพไทยในฝ่ายเหนือลงมาก็ตกพระทัย

ยกทัพกลับไป ทางด้านเจดีย์สามองค์ ปี พ.ศ. ๒๑๐๖ พระมหาธรรมราชาผู้ครองเมืองพิษณุโลก ได้อภิเษกเป็นพระศรีสรรเพชญ หรือเจ้าฟ้าสองแคว ทรงอภิเษกสมรสกับพระวิสุทธิกษัตริย์ พระราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กับสมเด็จพระสุริโยทัย ผู้ซึ้งมีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นนักรบอย่างแท้จริง ยอดวีรกษัตรีนั่นเอง มีพระราชโอรส๒องค์ คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้กอบกู้ชาติให้หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น กับสมเด็จพระเอกาทศรถ และพระธิดา๑องค์ คือ พระสุพรรณกัลยา

พระมหาธรรมราชาทรงครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเมืองพิษณุโลกสืบต่อมาเป็น เวลานาน พระองค์ทรงทะนุบำรุงเมือง ตลอดจนพระศาสนาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า วัดใหญ่ อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช เป็นพุทธสถานที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นวัดที่พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เป็น สถานที่ประกอบศาสนกิจตลอดมา คงจะเป็นเช่นเดียวกันกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปัจจุบันนี้

พระนางพญา

พระนางพญา หรือ พระพิมพ์นางพญา ซึ่งนิยมกันว่าเป็น ราชินีแห่งพระเครื่อง เป็นพระเครื่องที่พบอยู่ในพระเจดีย์ และบริเวณวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดสร้างไว้ ในแผ่นจาลึกลานทองของพระครูอนุโยค วัดราชบูรณะ มีผู้คัดลอกกันไว้ว่า พระนางพญาสร้างในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา

จากการพิจารณาเนื้อดินและพุทธศิลปะของพระนางพญาแล้ว มีความเก่าถึงช่วงต้น ๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เฉพาะพิมพ์เข่าโค้งช่างในสมัยอยุธยาได้สร้างขึ้น เลียนแบบศิลปะสมัยสุโขทัย ซึ่งเห็นได้อย่างเด่นชัด นอกจากพิมพ์นี้พิมพ์เข่าตรงยังมีลักษณะใกล้เคียง กับศิลปะสมัยพระเจ้าอู่ทอง ๒ จากภูมิสถานของวัดนางพญาก็อยู่ในสกุลช่างเดียวกัน

เมื่อพิจารณาถึงกษัตริย์ทุกพระองค์ที่เคยครองเมืองพิษณุโลกแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครองเมืองพิษณุโลกนานที่สุด ในสมัยกรุงศรีอยุธยานับเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนา ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลก นาถ เมืองพิษณุโลกเป็นราชธานีแห่งที่ ๒ มีความพรั่งพร้อมทั้งกำลังพลและกำลังทางเศรษฐกิจ

พระนางพญาคงสร้างขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๐๐๗-๒๐๒๕ ในคราวเดียวกันกับที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อสร้างพระปรางค์แบบต้นสมัยอยุธยาที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลกและได้บูรณะพระสถูปเจดีย์ใหญ่ ฐานคล้ายเจดีย์มอญ ที่วัดราชบูรณะ ซึ่งพระสถูปเจดีย์องค์นี้ยังเป็นสง่า อยู่ริมฝั่งลำน้ำน่านจนบัดนี้

พระนางพญา เป็นพระดินเผาที่มีเนื้อหยาบที่สุดในบรรดาพระเนื้อดินชุดเบญจภาคี มีเนื้อสีอิฐแดงเหลือง เนื้อเขียว เนื้อดำ จุดเด่นของเนื้อพระนางพญา คือ มวลดินประเภทเม็ดทรายที่แทรกปนอยู่ในเนื้อ เป็นจำนวนมากเรียกกันว่าเม็ดแร่ ขนาดสัณฐานของเม็ดทรายจะต้องใกล้เคียงกันทั่วองค์พระ เพราะเป็นเนื้อที่ผ่านการกรองมาแล้ว

พิมพ์และตำหนิเอกลักษณ์

พระนางพญา มี ๗ พิมพ์ ด้วยกัน คือ

  1. พิมพ์เข่าโค้ง
  2. พิมพ์เข่าตรง
  3. พิมพ์เข่าตรง ( มือตกเข่า)
  4. พิมพ์อกนูนใหญ่
  5. พิมพ์สังฆาฏิ
  6. พิมพ์อกนูนเล็ก
  7. พิมพ์อกแฟบ ( พิมพ์เทวดา)

ตำหนิเอกลักษณ์

  1. พระเกศเหมือนปลีกล้วย
  2. ปรากฏกระจังหน้าชัดเจน
  3. หน้าผากด้านขวาขององค์พระจะยุบ หรือบุบน้อยกว่าหน้าผากด้านซ้ายขององค์พระ
  4. ปลายหูด้านซ้ายมือขององค์พระ จะติดเชื่อมกับสังฆาฎิ
  5. ปลายหูด้านขวามือขององค์พระ จะแตกเป็นหางแซงแซว
  6. เส้นอังสะจะช้อนเข้าใต้รักแร้
  7. จะมีเม็ดผดขึ้นอยู่ระหว่างเส้นอังสะกับเส้นสังฆาฎิ
  8. ท้องขององค์พระจะมีกล้ามเนื้อเป็น ๓ ลอน
  9. ปลายมือพระหัตถ์ข้างซ้ายขององค์พระจะแหลมแตกเป็นหางแซงแซว
  10. พระหัตถ์ที่วางบนเข่า จะไม่มีนิ้วมือยื่นเลยลงมาให้เห็น

พระนางพญาพิษณุโลก จัดว่าเป็นพระเนื้อดินที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นพระชั้นนำที่สุดของเมืองพิษณุโลกและถูกจัดให้เป็นพระในชุด “เบญจภาคี” ที่ถือว่าสุดยอดของประเทศไทยอีกด้วย

พระนางพญากำเนิดที่ “วัดนางพญา” พิษณุโลกความจริงวัดนางพญาก็เป็นวัดเดียวกับ “วัดราชบูรณะ ต่อมาภายหลังได้สร้างถนนผ่ากลางเลยกลางเป็น 2 วัด การได้ชื่อว่า “วัดนางพญา” ก็เพราะได้พบพระนางพญานั่นเอง

ตามการสันนิฐาน พระนางพญานั้นเป็นผู้ที่สร้างคือ “พระวิษุสุทธิกษัตรี” มเหสีของ “สมเด็จพระมหาธรรมราชา” ผู้ที่ได้สร้างหรือปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นบริเวณที่พบพระนางพญานั่นเอง เข้าใจว่าการสร้างพระนางพญานั้นประมาณปี พ.ศ. 2090 – 2100 หรือประมาณสี่ร้อยกว่าปี

พระนางพญา เป็นพระรูปทรงสามเหลี่ยมทุกพิมพ์นั่งมารวิชัย ไม่ประทับบนอาสนะหรือมีฐาน รองรับ รูปทรงงดงามแทบทุกพิมพ์โดยเฉพาะจะเน้นบริเวณอกที่ตั้งนูนเด่น และลำแขนทอด อ่อนช้อยคล้ายกับ “ผู้หญิง” จึงเรียกพระพิมพ์นี้ว่าพระพิมพ์ “นางพญา” อีกประการหนึ่งก็คือผู้ที่สร้างก็คือ “พระวิสุทธิกษัตรี” นั่นเอง

พระนางพญาถูกค้นพบเมื่อประมาณ พ.ศ. 2444 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จะเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก ทางจังหวัดจึงเตรียมการรับเสด็จที่วัดนางพญา โดยจัดการสร้างปะรำพิธีรับเสด็จ เมื่อคนงานขุดหลุมก็เกิดพบพระจำนานมาก ก็คือพระนางพญานั่นเอง ทางจังหวัดและเจ้าอาวาสก็เก็บพระเหล่านั้นไว้ พอสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จ ทางเจ้าอาวาสและทางจังหวัดก็ได้นำพระขึ้นทูลเกล้าฯ สมเด็จพุทธเจ้าหลวงก็ได้ทรงแจกจ่าย ให้แก่ราชบริพารที่ตามเสด็จถ้วนหน้า ส่วนที่เหลือก็นำกลับกรุงเทพฯ

พระนางพญาถูกค้นพบต่อมาอีกหลายกรุ แต่ก็เป็นพระพิมพ์เดียวกันกับพระที่พบที่วัดนางพญาทุกอย่าง และเนื้อพระก็เนื้อเดียวกัน อาจจะแตกต่างกันก็เพียงภูมิประเทศที่ค้นพบ เช่น พบที่บ้าน “ตาปาน” บริเวณนี้น้ำท่วมประจำ พระเสียผิวมีเม็ดแร่ลอยมาก จึงเรียกว่า “กรุน้ำ” ในปี พ.ศ. 2479 มีผู้พบพระนางพญา ที่วัด “อินทรวิหาร” บรรจุอยู่ในบาตรที่เจดีย์องค์เล็ก

ต่อมามีผู้ค้นพบพระนางพญาที่วัดเลียบ (ราชบูรณะ) ในกรุงเทพฯ พบที่ “พระราชวังบวรมงคล” (วังหน้า) พบที่ “วัดสังขจาย” ฝั่งธนบุรี ครั้งสุดท้ายพบที่ “วัดราชบูรณะ” จังหวัดพิษณุโลกอีกครั้ง เมื่อมีการทำท่อระบายน้ำในบริเวณวัดในประมาณปี พ.ศ. 2532 พระนางพญา เป็นพระที่สร้างจากเนื้อดิน ผสมว่าน เกสรดอกไม้ 108 ตลอดจนแร่กรวดทรายต่าง ๆ แล้วนำไปเผา

พระส่วนใหญ่จะมีเนื้อหยาบ ที่ละเอียดอ่อนจะมีน้อยกว่ามาก มีทั้งหมด 7 พิมพ์ด้วยกัน คือ

  1. พิมพ์เข่าโค้ง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่พิมพ์หนึ่ง
  2. พิมพ์เข่าตรง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่ โดยเฉพาะพิมพ์เข่าตรง แยกออกเป็น 2 พิมพ์ด้วยกันคือ พิมพ์เข่าตรง “ธรรมดา” กับพิมพ์เข่าตรง “มือตกเข่า” แต่ทั้งสองพิมพ์ก็ถือว่าอยู่ในความนิยมเหมือนกันทั้งคู่
  3. พิมพ์อกนูนใหญ่ ถือเป็นพิมพ์ใหญ่
  4. พิมพ์สังฆาฏิ ถือเป็นพิมพ์กลาง
  5. พิมพ์อกแฟบ (หรือพิมพ์เทวดา) ถือเป็นพิมพ์เล็ก)
  6. พิมพ์อกนูนเล็ก ถือเป็นพิมพ์เล็ก
  7. พิมพ์พิเศษ เช่น พิมพ์เข่าบ่วง หรือพิมพ์ใหญ่พิเศษ

พระนางพญาไม่ว่าพิมพ์ไหน ลักษณะของเนื้อจะเหมือนกันหมด ผิดกันแต่พิมพ์ทรงเท่านั้น ส่วนทางด้านพุทธคุณนั้นยอดเยี่ยมทางด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดเป็นเลิศ สมกับเป็นหนึ่งในห้าชุดของชุดเบญจภาคีนั้นเอง

(ภาพ และเนื้อหาจากเวป)

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ มีกนก

เป็นอีกหนึ่ง “ยอดพระเบญจภาคี” ประเภท “พระกรุเนื้อดิน” แห่งเมือง “ชากังราว” (กำแพงเพชร) ที่อลังการด้วยศิลปะ “สุโขทัยยุคต้น” เพราะมีพระพุทธลักษณะที่สวยงามล่ำสันบึกบึนรวมทั้งมี “เอกลักษณ์” เฉพาะตัวที่ไม่เหมือน “พระกรุเนื้อดิน” จากเมืองใด ๆ แม้ว่าจะสร้างขึ้นโดย “ฤาษี” เช่นเดียวกันกับ “พระรอดวัดมหาวัน” แห่งเมือง “ลำพูน” และ “พระผงสุพรรณ” แห่งเมือง  “สุพรรณบุรี” ก็ตาม

ทางด้านอายุของ “พระกำแพงซุ้มกอ” จึงเป็นรอง “พระรอดวัดมหาวัน” (อายุ ๑,๓๐๐ ปี) โดยอายุของ “พระกำแพงซุ้มกอ” ถึงวันนี้ประมาณร่วม “๗๐๐ ปี” แล้วส่วนราคาค่านิยมในปัจจุบันจะเป็นรองก็เพียง “พระ สมเด็จวัดระฆัง” เท่านั้นเพราะในองค์ที่สวยสมบูรณ์ระดับ “แชมป์เรียกพี่” ก็ต้องใช้เงิน “๒๐ ล้าน” จึงจะมีสิทธิได้ครอบครอง

ส่วนการสร้าง “พระกำแพงซุ้มกอ” สร้างขึ้นทั้งหมด “๖ พิมพ์” ด้วยกันคือ ๑.พิมพ์ใหญ่มีกนก ๒.พิมพ์ใหญ่ไม่กนก ๓.พิมพ์กลาง ๔.พิมพ์เล็ก ๕.พิมพ์ขนมเปี๊ยะ ๖.พิมพ์จิ๋ว ซึ่งแต่ละพิมพ์ก็มีจุดสังเกตที่แตกต่างกันไปโดยวันนี้ขอนำ “พิมพ์ใหญ่มีกนก” มาทำการชี้จุดสังเกตเพื่อให้ผู้สนใจใคร่เรียนรู้ ทำการศึกษาเพราะปัจจุบัน “วัตถุมงคล” ใดก็ตามหากเป็น “ยอดนิยม” แล้วจะมี “ผู้ทำปลอม” ออกมาหลอกขายแก่ผู้ไม่ถ่องแท้ชนิด “เซียนพระ” (หลายราย) ถึงกับเป็นลมมาแล้วก็มากมี

  1. ขอบข้างด้านขวามือองค์พระ ตั้งแต่ พระเพลาขวา (ตักขวา) จะเป็นเส้นโค้ง (ตามลักษณะองค์พระ) ที่หนาใหญ่ไปถึงกึ่งกลางองค์พระมีลักษณะคล้ายกับมี เนื้อปลิ้น ออกมาด้านหน้าส่วนด้านซ้ายจะเรียวเล็กและ ไม่มีเนื้อปลิ้น เหมือนด้านขวา
  2. ลายกนกตามพื้นผนังองค์พระ เป็นระเบียบที่ ไม่เรียบร้อยนัก (เบี้ยวไปบิดมาบ้าง ลึกบ้างตื้นบ้าง และ   มีทั้งชิดและห่างกัน) และตรงบริเวณ พระกัปปะระ (ศอก) ด้านซ้ายมือองค์พระลายกนกจะมีลักษณะคล้ายเส้น    พิมพ์แตก
  3. เส้นซุ้มครอบพระเศียร (ศีรษะ) อันเป็นที่มาของการเรียกพระนามว่า “ซุ้มกอ” มีลักษณะคล้ายตัวอักษร “ก.ไก่” และฐานเส้นซุ้มทางด้านขวามือองค์พระที่อยู่เหนือ พระอังสา (ไหล่) มีลักษณะเป็นร่องเล็กคล้ายเส้นขาด   (ไม่ติดหัวไหล่) และเส้นซุ้มจะมีการหักงอตรงกลางเล็กน้อย ส่วนเส้นซุ้มด้านซ้ายมือองค์พระจะเป็นเส้นโค้งที่สวยงาม กว่าเล็กน้อย โดยฐานเส้นซุ้มด้านนี้จะจรดพระอังสา (ติดหัวไหล่)
  4. ในองค์ที่สวย สมบูรณ์พิมพ์ติดชัด จะปรากฏรายละเอียดของ เส้นพระนลาฏ (เส้นหน้าผาก) พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก) พระกรรณ (หู) ทุกองค์
  5. ซอกพระกัจฉะ (รักแร้) ทั้ง  สองข้างจะเป็นร่องลึก  และปรากฏปลายเส้น สังฆาฏิ ชอนไชเข้าไปในซอกพระกัจฉะด้านขวามือทุกองค์
  6. พระอุระ (อก) มีลักษณะล่ำสันผึ่งผายส่วน บั้นพระองค์ (สะเอว) มีลักษณะแบบ เอวคอด และบั้นพระองค์ทั้งสองข้างจะปรากฏ เส้นเสี้ยน (ขนแมว) เล็ก ๆ ทุกองค์
  7. พระหัตถ์ขวา (มือขวา) ที่วางประสานกับพระหัตถ์ซ้ายในลักษณะ นั่งสมาธิ จะวางทับพระหัตถ์ซ้าย
  8. ฐานองค์พระมีลักษณะคล้ายกลีบบัว โดยกลีบบัวตรงกลางจะใหญ่กว่ากลีบบัวอื่น ๆ และมีเม็ดกลมอยู่กึ่ง กลางกลีบบัวอย่างเห็นได้ชัด.

เบญจภาคี เหรียญคณาจารย์

  1. เหรียญหลวงปู่เอี่ยมวัดหนัง
  2. เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม
  3. เหรียญหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
  4. เหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม
  5. เหรียญหลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่

ในปัจจุบัน เหรียญหลวงพ่อพุ่มหายากมาก ดังนั้นจึงมีการอนุโลมใช้ เหรียญหลวงปู่ขาว วัดหลักสี่ เหรียญพระครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง หรือเหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม เหรียญใดเหรียญหนึ่งทดแทน

เหรียญหลวงปู่ขาว วัดหลักสี่

เหรียญพระครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง และเหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม

เหรียญหลวงปู่พุ่ม ปี2477 รุ่นแรก วัดบางโคล่

เหรียญรุ่นแรก สร้าง 1000 เหรียญ
เหรียญรุ่นสอง สร้าง 500 เหรียญ ด้านหน้า มีอักขระ “เพื่อเป็นที่ระฤก พระครูรัตนรังษี”
เหรียญรุ่น ปี2516 หูเหรียญไม่ได้เป็นแบบเชื่อมเหมือนรุ่นแรก

พระเครื่อง พระเบญจภาคี

พระสมเด็จวัดระฆัง – พระรอด – พระผงสุพรรณ – พระซุ้มกอ – พระนางพญา

“พระเบญจภาคี” หมายถึง พระเครื่องชุดหนึ่งประกอบด้วยพระจำนวน ๕ องค์ โดยมี พระสมเด็จวัดระฆัง โฆสิตาราม เป็นองค์ประธาน พระนางพญา กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก, พระผงสุพรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี, พระลีลา จังหวัดกำแพงเพชร และพระรอด กรุวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน แต่เนื่องจากพระกำแพงลีลาหาได้ยากมากขึ้น จึงได้พระกำแพงซุ้มกอ จังหวัดกำแพงเพชรมาแทน ผู้ที่จัดพระชุดเบญจภาคีคือ “ตรียัมปวาย” นี้เองที่ได้จัดทำทำเนียบชุดพระเครื่อง “เบญจภาคี” ขึ้นในปี ๒๔๙๕ โดยเมื่อแรกเริ่มยังคงเป็นเพียง “ไตรภาคี” คือมีเพียง ๓ องค์เท่านั้น อันประกอบด้วย พระสมเด็จวัดระฆัง เป็นองค์ประธาน ซ้าย-ขวา เป็นพระนางพญา (พิษณุโลก) และพระรอด (ลำพูน) หลังจากนั้นไม่นานจึงได้ผนวก “พระซุ้มกอ” (กำแพงเพชร) และ “พระผงสุพรรณ” (สุพรรณบุรี)

จนกลายเป็นชุดพระเครื่องที่เป็นสุดยอดปรารถนาของนักสะสมพระเครื่อง ทั้งหลาย ผู้ที่มี่ตำแหน่งหน้าทีสูงมักจะมีพระเครื่องชุดนี้ โดยเฉพาะสมเด็จวัดระฆังเป็นพระเครื่องชั้นสูงสุด เป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง เป็นพระที่มีผู้ต้องการแสวงหามากที่สุด เป็นพระที่มีพระพุทธคุณสูงที่สุด มีการปลอมแปลงมากที่สุด ราคาเช่าแพงที่สุดหลายล้านบาท ทุกคนอยากได้เป็นเจ้าของ กล่าวกันว่าโอกาสที่จะได้ชุดเบญจภาคีที่แท้ๆ ต้องมีวาสนาและบารมีประกอบกันด้วย มีแต่เงินแต่ขาดวาสนาหรือบารมีก็อาจได้ของปลอมมาก็ได้กระมัง