Month: February 2010

๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

  1. เขี้ยวเสื้อ หลวงพ่อปาน เป็นฟันกรามตัวใหญ่ สีเหลืองดูเก่าน่าจะประมาณ 100 ปี
  2. พระยอดขุนพล กรุวัดไก่ ลพบุรี เนื้อดินเผา
  3. เหรียญเสมา หลวงพ่อกลั่น ปี2469 เนื้อทองแดงกระหลั่ยทอง สภาพเก่าเก็บ
  4. เหรียญรูปไข่ หลวงพ่อโบสถ์น้อย รุ่นแรก หูเชื่อม ปี2488 สภาพเก่าเก็บ
  5. เหรียญอาร์ม พระพุทธโสธร ปี2460 เนื้อทองแดง สภาพเก่าเก็บ
  6. เหรียญเสมา หลวงปู่ทวด หลังหลวงปู่ทิม รุ่น 3 พิมพ์นิยมประคตข้างเดียว ปี2504 สภาพเก่าเก็บ
  7. เหรียญ พระครูภาวนากิตติคุณ (น้อย) วัดธรรมศาลา นครปฐม ปี 2511 กุฏิสงฆ์ (อินทสโร) วงการเรียกกันว่าเหรียญโหล่ สภาพสวยมากเป็นพระสภาพเก่าเก็บ

ชอบทุกองค์ที่ได้มา ทุกองค์สภาพเก่าเก็บ

หลวงพ่อคูณ ปี2536 เหรียญ ครึ่งองค์ เจริญพรบน

 

เหรียญเจริญพรบน หลวงพ่อคูณ พิมพ์ครึ่งองค์ ปี 2536 มีจำนวนการสร้างดังนี้

  1. เนื้อเงิน พิมพ์กรรมการ ไม่ตัดปีก โค๊ด ๙ เก้าตัว………………………………………………..สร้าง จำนวน 100 เหรียญ
  2. เนื้อนวะ พิมพ์กรรมการ ไม่ตัดปีก โค๊ด ๙ เก้าตัว……………………………………………….สร้าง จำนวน 100 เหรียญ
  3. เนื้อทองแดงพิเศษ พิมพ์กรรมการ ไม่ตัดปีก โค๊ด ๙ เก้าตัว……………………………………สร้าง จำนวน 100 เหรียญ
  4. เนื้อเงิน ตอกหมายเลข…(ในจำนวนนี้จะมีโค๊ดเลข๙ สังฆาฏิ รวมอยู่ด้วย )………………….สร้าง จำนวน 999 เหรียญ
  5. เนื้อนวะ ตอกหมายเลข……………………………………………………………………………สร้าง จำนวน 999 เหรียญ
  6. เนื้อทองแดงธรรมดา.( ในจำนวนนี้จะมี เนื้อทองแดงธรรมดา โค๊ด ๙ เก้าตัว รวมอยู่ด้วย )…สร้าง จำนวน 10,000 เหรียญ

ภาพบนเป็นพระผม

เหรียญหลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่ มีหลายรุ่น

เหรียญรุ่นแรก มีมีอักขระด้านหน้า หูเชื่อม สร้างปี 2477 อายุครบ 77 พรรษา สร้างจำนวน 1000 เหรียญ

เหรียญรุ่นสอง มีอักขระด้านหน้า “เพื่อเป็นที่ระฤก พระครูรัตนรังษี” สร้างปี2486 สร้างจำนวนน้อยกว่า 500 เหรียญ

เหรียญรุ่นปี 2511

เหรียญรุ่นปี 2516 ผสมชนวนเก่าจากเหรียญรุ่นแรก ไม่มีอักขระเหมือนรุ่นแรกหูปั้ม จึงมีการตัดหูแล้วเชื่อมหูใหม่แล้วให้เช่าในราคารุ่นแรก

เหรียญรุ่นปี 2535

เหรียญรุ่นแรกนี้เป็นหนึ่งในเหรียญเบญจภาคีครับ จึงควรมีไว้ในครอบครองครับ

เหรียญเสมาหลวงปู่โต๊ะ ฉลองพัดยศ พิมพ์เล็ก ปี2516

วัดประดู่ฉิมพลี ได้มาเป็นเหรียญทองแดงกระหลั่ยเงินเหรียญรุ่นนี้ทางวัดได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกในงานฉลองเนื่องในโอกาสที่หลวงปู่ได้รับพระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ “พระสังวรวิมลเถระ” ปี 2516 ……ตอกโค้ด”ต” เนื้อนวโลหะสร้างเพียง 1 ,000 เหรียญ เนื้อทองแดงสร้างจำนวน 5,000 นวโลหะจึงสร้างน้อยกว่าเนื้อทองแดงถึง 5 เท่า

เหรียญเสมาพิมพ์เล็ก หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว หลังพระพุทธ ปี2496

เป็นเหรียญทองแดง มีชื่อหลวงปู่ “พระครูกรุณาวิหารี” ตอนได้มาอ่านผิดพลาดเป็น พระครูกรุณวังหาร ค้นหาไม่พบ ก็ดันอ่านผิดนินา แต่รู้ว่าเป็นเหรียญหลวงปู่เผือก ก็ยังงงว่าเอทำไมหาไม่เจอ พอหารูปเหรียญในเวปเจอที่ชัดหน่อย ถึงบางอ้อว่า อ่านชื่อท่านผิดนี่เอง เหรียญที่ได้มาเป็นเหรียญที่ใช้งานมาจึงสึกเล็กน้อย สำหรับหลวงปู่เผือกผมห้อยพระกริ่งชินราชอินโดจีน ปี2485 ของท่านอยู่ครับสวยสุดๆครับ เทียบกับที่เห็นในเวปของบอย ท่าพระจันทร์ ของผมสวยกว่า เค้าว่ากริ่งนี้มีจำนวนน้อยทำให้การเปลี่ยนมือ ไม่มากเหมือนชินราชอินโดจีน หลวงปู่ท่านเริ่มอาพาทปี 2497 และมรณะภาพในปี 2501

เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ อยุธยา รุ่นแรก ปี2469

เหรียญของหลวงพ่อกลั้น วัดพระญาติ อยุธยา 2469 ซึ่งเป็นสุดยอดเบญจของเหรียญอันดับหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งตามที่ทราบว่ามีการสร้างแค่ เหรียญทอง 12,เหรียญนาก 25, เหรียญเงิน 100,และ เหรียญ ทองแดง 3,000 รวมทั้งหมด มี 3,137 เหรียญเท่านั้นเองในฟ้าเมืองไทย ด้วยเกียรติคุณ ความโด่งดังของหลวงพ่อกลั้น และจำนวนเหรียญที่สร้างที่มีน้อยมากเปรียบเหมือน งมเข็มในมหาสมุทรฉะนั้นจึงเหมาะสมมากๆ ที่เป็นเหรียญยอดนิยมอันดับหนึ่ง ของเมืองไทย ผมเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่มีเหรียญ ทองแดงกาไหล่ทอง ของหลวงพ่อกลั้น รุ่นขอเบ็ด ออกวัดพระญาติ อยุธยา ออกปี 2469 ซึ่งเป็น เหรียญแท้แน่นอน มีรอยตำหนิทุกอย่างตามตำหนิในการปั๊มเหรียญรุ่นนี้ ขอบเหรียญเห็นรอยตัดของการปั๊มเหรียญเป็นเส้นๆ ในบางแห่งโดยเฉพาะในซอก เหลี่ยมของขอบเหรียญที่ไม่ค่อยถูกมือจับต้องและ มีรอยปลิ้นของขอบเหรียญบางแห่งตามลักษณะของเหรียญแท้ มีความหนาประมาณ 1.1 มิลลิเมตร กว้าง 2.2 เซนติเมตร จากขอบแนวศีรษะด้านซ้ายถึงอีกด้านหนึ่ง และมีความสูงซึ่งวัดจากขอบล่างสุดถึงขอบห่วงบนสุดวัดได้ 3.5 เซนติเมตร

พระขุนแผน พระของ…สมเด็จพระนเรศวร

พระขุนแผน พระของ…สมเด็จพระนเรศวร

ในวงการพระเครื่องมีพระเครื่องอยู่สกุลหนึ่ง เราเรียกว่า “พระ ขุนแผน” ซึ่งเป็นพระกรุเนื้อดิน ที่พบจากกรุวัดบ้านกร่าง ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยในวงการพระเครื่องให้ความนิยมสูงมากในบรรดาพระเครื่องเนื้อดินด้วยกัน

และที่สำคัญยังมีความเชื่อด้วยว่าเป็นพระเครื่องที่น่าจะสร้างขึ้นโดยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ทำไมพระขุนแผนบ้านกร่างนี้จึงเป็นพระที่เชื่อกันว่าสร้างโดยพระมหากษัตริย์ พระองค์นี้ เรามารู้จักพระขุนแผน วัดบ้านกร่างกันก่อนดีกว่า

พระขุนแผน วัดบ้านกร่าง จ.สุพรรณบุรี นี้ เป็นพระเครื่องเนื้อดินเผา ประกอบด้วยพิมพ์มากมายหลายพิมพ์ที่ถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ หลังวิหารเก่าในวัดบ้านกร่าง ต่อมาเมื่อมีการบูรณะเจดีย์จึงได้นำพระจำนวนมากเหล่านี้มากองสุมไว้ที่โคน ต้นโพธิ์ใกล้กับพระวิหาร และอีกส่วนหนึ่งได้กองไว้ในพระวิหารจนสูงท่วมฐานชุกชี จึงเป็นจุดที่ทำให้พระขุนแผนกรุวัดบ้านกร่างนี้ได้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เมื่อกาลเวลาผ่านมาได้มีผู้นำพระขุนแผน อาราธนาติดตัว จนมีประสบการณ์ทั้งทางด้านคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด โดยเฉพาะประสบการณ์ทางด้านเมตตามหานิยม จนพระเครื่องกรุวัดบ้านกร่างชุดนี้ถูกขนานนามว่า “พระขุนแผน”

พระขุนแผน วัดบ้านกร่างนี้ เป็นพระปางประทับนั่ง มีทั้งปางมารวิชัย และปางสมาธิ ประทับอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว มีใบระกาประดับด้านบน โดยมีการแบ่งเป็นพิมพ์หลักๆ ดังนี้

– พระขุนแผน พิมพ์ทรงพลใหญ่ จัดได้ว่าเป็นพระขนาดใหญ่ของพระพิมพ์ขุนแผน กว้างประมาณ ๓.๕ ซม. สูงประมาณ ๖ ซม. เป็นพระปางสมาธิ ประทับอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว

– พระขุนแผน พิมพ์ทรงพลเล็ก มีลักษณะคล้ายกับพระพิมพ์ทรงพลใหญ่ คือเป็นพระปางสมาธิ ประทับอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว แต่มีขนาดเล็กกว่าพิมพ์ทรงพลใหญ่ คือ กว้างประมาณ ๒.๘ ซม. สูงประมาณ ๔ ซม.

– พระขุนแผน พิมพ์อกใหญ่ จัดได้ว่าเป็นพิมพ์ที่นิยมมาก และมีความสวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของพระกรุบ้านกร่างนี้ มีลักษณะเป็นพระปางมารวิชัย ประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้ว มีใบระกาประดับด้านบน มักตัดขอบพระเป็นทรงห้าเหลี่ยม จนได้อีกชื่อหนึ่งว่า “ขุนแผน ห้าเหลี่ยม” และที่สำคัญพระพิมพ์ห้าเหลี่ยมอกใหญ่นี้ ยังถูกพบเป็นแบบลักษณะพิมพ์เดียวกันที่กรุวัดใหญ่ชัยมงคล จ.อยุธยา ที่เป็นเนื้อปูนขาว มีน้ำเคลือบสีเหลืองอ่อนเคลือบอยู่ด้านหน้า หรือเราเรียกว่า “ขุนแผนเคลือบ ของวัดใหญ่ อยุธยา” ขนาดองค์พระกว้างประมาณ ๓ ซม. สูงประมาณ ๕ ซม.

– พระขุนแผน พิมพ์อกเล็ก มีพุทธลักษณะคล้ายกับพิมพ์อกใหญ่มาก เพียงแต่ขนาดของหน้าอกองค์พระไม่ใหญ่ และใบหน้าตอบเล็กกว่าพิมพ์อกใหญ่เล็กน้อย

– พระขุนแผน พิมพ์แขนอ่อน เป็นพระพิมพ์สำคัญอีกพิมพ์หนึ่ง เป็นพระปางมารวิชัย ประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้ว มีลักษณะเด่นคือลายเส้นขององค์พระ มีขนาดเล็กดูอ่อนช้อย โดยเฉพาะที่แขนขององค์พระจะโค้งไปตามองค์พระขนานไปกับเข่าจนดูอ่อนช้อยมาก กว่าพิมพ์อื่นๆ ขนาดองค์พระกว้างประมาณ ๓ ซม. สูงประมาณ ๕ ซม. มีพระพิมพ์นี้เป็นพิมพ์ขุนแผนเคลือบ ที่วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา อีกหนึ่งพิมพ์

– พระขุนแผน พิมพ์พลายเดี่ยว เป็นพระบ้านกร่างปางมารวิชัย ประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้ว มักตัดขอบเป็นทรงกลีบของใบไม้ไม่เป็นทรงเหลี่ยมๆ มีความกว้างประมาณ ๒.๕ ซม. สูงประมาณ ๔.๕ ซม.

– พระขุนแผน พิมพ์พลายคู่ เป็นพระที่ถือได้ว่าเป็นพระเครื่องที่มีเอกลักษณ์เด่นที่สุดของพระเครื่อง ทุกพิมพ์ของวัดบ้านกร่างเลย คือ เป็นพระประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้วติดกันสององค์ (มีลักษณะของแต่ละองค์คล้ายพิมพ์พลายเดี่ยว) บ้างนิยมมาแบ่งเป็นสององค์เพื่อสะดวกในการแขวนบูชา เราจะเรียกกันว่า “พระพลายคู่ตัดเดี่ยว”

พระกรุวัดบ้านกร่างนี้ยังมีพิมพ์ปลีกย่อยอีกมากมายหลายพิมพ์ที่ไม่ได้ กล่าวถึง แต่พระทั้งหมดเป็นพระเนื้อดินเผาคล้ายกระเบื้องหลังคาโบสถ์ ปรากฏ แร่ เม็ดทรายให้เห็นในเนื้อพระ เมื่อหักดูจะปรากฏเนื้อเป็นชิ้นๆ คล้ายแผ่นหินชนวน (ดูจากรอยหักของพิมพ์พลายคู่ตัดเดี่ยวจะเห็นได้ชัดเจน

ในวงการพระเครื่องให้ความเห็นและมีความเชื่อว่าเป็นพระที่ถูกสร้างโดย สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ จากเหตุผลดังนี้

๑.พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง มีปริมาณพระและพิมพ์ทรงที่มากมายและงดงามมากเกินกว่าประชาชนธรรมดาในยุคนั้น จะสร้างได้ โดยเฉพาะ อ.ศรีประจันต์ ในยุคกรุงศรีอยุธยานั้นต้องเป็นป่าอย่างไม่ต้องสงสัย

๒.พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง จริงๆ แล้วเป็นการจำลองแบบมาจากพระพุทธชินราช พิษณุโลก โดยดูจากลักษณะของซุ้มเรือนแก้ว ใบระกา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถให้ความนับถืออย่าง ที่สุด และเป็นพระประจำเมืองที่ท่านประทับก่อนครองอยุธยา

๓.พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง เป็นพระเครื่องพิมพ์เดียวที่มีการสร้างเป็นพระสององค์ประทับนั่งติดเคียง ข้างกันเปรียบเสมือนพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ

๔.พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง พิมพ์ห้าเหลี่ยมอกใหญ่ และพิมพ์แขนอ่อนมีการสร้างเป็นขุนแผนเคลือบที่เป็นเนื้อดินขาว มีน้ำเคลือบ บรรจุไว้ในกรุวัดใหญ่ชัยมงคล จ.อยุธยา ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ นั่นเอง

จากเหตุผลเหล่านี้ในวงการพระเราจึงเชื่อว่า พระชุดบ้านกร่าง นี้ สมเด็จพระนเรศวร ทรงสร้างไว้เพื่อระลึกถึงการทำยุทธหัตถีของท่านกับพระมหาอุปราชในบริเวณหนอง สาหร่าย ซึ่งไม่ห่างจากที่พบพระบ้านกร่าง (ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าเป็นบริเวณใดแน่นอน) ทั้งรูปแบบศิลปะที่งดงาม พุทธคุณที่โด่งดัง รวมถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของพระกรุวัดบ้านกร่างนี้ ทำให้พระเครื่องกรุนี้ได้รับความนิยมมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน แล้วท่านล่ะมีพระกรุวัดบ้านกร่างนี้ไว้บ้างหรือยัง

ที่มา นสพ.คม ชัด ลึก

พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี

พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี

ในบรรดาพระเครื่องชั้นนำของเมือง สุพรรณบุรี มักมีชื่อของ “พระ ขุนแผน” รวมอยู่ในพระกรุยอดนิยมต่างๆ จำนวนมาก หนึ่งในจำนวนนั้น คือ พระขุนแผน กรุบ้านกร่าง เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพระกรุโบราณ มีอายุการสร้าง มาหลายร้อยปี กล่าวกันว่าความงดงามของพุทธศิลปะ นั้นโดดเด่นยิ่งนัก ส่วนพุทธคุณนั้น ก็เลิศล้ำเกินคำบรรยาย ทั้งเมตตา มหานิยม มหาเสน่ห์ ตลอดจน คงกระพันชาตรี ยากที่จะหาพระพิมพ์ใดเสมอเหมือน จัดเป็นพระยอดนิยมชั้นแนวหน้าของวงการ มานาน

พระกรุวัดบ้านกร่าง พระดี พระดังแห่งเมืองสุพรรณบุรี

วัดบ้านกร่าง อันเป็นแหล่งกำเนิด “พระ ขุนแผน กรุบ้านกร่าง” อัน เลื่องชื่อนี้ ตั้งอยู่ที่ ตำบล ศรีประจันต์ จังหวัด สุพรรณบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน หรือ แม่น้ำสุพรรณบุรี ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์ วัดนี้เป็นวัดโบราณ ที่สร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา พระเครื่อง กรุวัดบ้านกร่าง แตกกรุจากเจดีย์หลังพระวิหารเก่าในบริเวณ วัดบ้านกร่าง เมื่อราว พ.ศ. 2447 มีเรื่องเล่ากันว่า ตอนที่พระแตกกรุออกมาใหม่ๆ พวกพระสงฆ์และชาวบ้าน ได้นำพระทั้งหมด มากมายหลายพิมพ์ มาวางไว้ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ใกล้วิหาร เด็กวัดในสมัยนั้นได้นำ พระที่วางไว้มาเล่นร่อนแข่งขันกันในลำน้ำสุพรรณบุรี เป็นที่สนุกสนาน เนื่องจากว่า ในสมัยนั้น พระวัดบ้านกร่าง ยังไม่มีมูลค่า และ ความนิยมมากมายเหมือนดังเช่นปัจจุบัน

ที่มาแห่งชื่อ “พระขุนแผน”

ชื่อ ”พระขุนแผน” ทั้งของเมืองสุพรรณ หรือ ขุนแผน เมืองไหนก็ตาม เป็นการเรียกชื่อ พระของคนสมัยหลัง เพราะคนโบราณ สร้างพระพิมพ์ ไม่เคยพบหลักฐาน ว่ามีการตั้งชื่อพระเอาไว้ด้วย มีแต่คนรุ่นหลังที่ไปขุดพบพระพิมพ์เป็นผู้ตั้งชื่อให้ทั้งสิ้น พระกรุวัดบ้านกร่าง ก็เช่นเดียวกัน เมื่อแตกกรุใหม่ๆ ก็ไม่มีชื่อ คนสุพรรณบุรี ยุคนั้นเรียกกันเพียงว่า “พระวัดบ้านกร่าง” คือถ้าเป็นพระองค์เดียวก็เรียก “พระบ้านกร่างเดี่ยว” ถ้าเป็นพระ 2 องค์คู่ติดกันก็เรียก “พระบ้านกร่างคู่” ต่อมาจึงมีการตั้งชื่อให้เป็น พระขุนแผน บ้าง พระพลายเดี่ยว บ้าง พระพลายคู่ บ้าง ที่มาของชื่อ พระพิมพ์ ขุนแผน เหล่านี้ เชื่อว่าคนตั้งชื่อคงต้องการให้คล้องจองกลมกลืน กับตัวละครในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน ที่โด่งดัง อันมีถิ่นกำเนิดในย่านสุพรรณบุรี คำว่า พระบ้านกร่าง จึงค่อยๆ เลือนหายไป หรืออีกนัยหนึ่ง ชื่อของ พระขุนแผน อาจได้มาจากการที่มีผู้บูชากราบไหว้ หรือ อาราธนานำติดตัวไปไว้ป้องกันอุบัติภัย ต่างๆ แล้วได้ประจักษ์ ความศักดิ์สิทธิ์ ในอำนาจพุทธคุณ ที่มี่คุณวิเศษ เหมือน ขุนแผนในวรรณคดี โดยเฉพาะ ด้านเสน่ห์ เมตตามหานิยม อาจด้วยเหตุนี้ จึงเรียกขื่อว่า พระขุนแผนสืบมา

การจำแนกพิมพ์ทรงพระกรุวัดบ้านกร่าง

พระกรุวัดบ้านกร่าง เข้าใจว่ามีจำนวนถึง 84,000 องค์ตามคติการสร้าง พระพิมพ์ในสมัยโบราณ เมื่อพระแตกกรุขึ้นมาก็ได้มีผู้แยกแบบ แยกพิมพ์ต่างๆ ตามความแตกต่างของพุทธลักษณะ ซึ่งมีจำนวนกว่า 30 พิมพ์ขึ้นไป บางแบบ ก็เรียกว่า “พระขุนแผน” ซึ่งมีพิมพ์ยอดนิยม เช่น พิมพ์ห้าเหลี่ยมอกใหญ่ พิมพ์ห้าเหลี่ยมอกเล็ก พิมพ์ทรงพลใหญ่ พิมพ์ทรงพลเล็ก พิมพ์พระประธาน พิมพ์เถาวัลย์เลื้อย พิมพ์แขนอ่อน ฯลฯ บางแบบก็เรียกว่า “พระพลาย” อันหมายถึงลูกของขุน แผน ซึ่งมีทั้งที่พิมพ์เป็นคู่ติดกัน เรียกว่า “พระพลาย คู่” และองค์เดี่ยวๆ เรียกว่า “พระพลายเดี่ยว” ซึ่ง แต่ละพิมพ์ก็ยังแบ่งแยกออกไปอีกเป็นสิบๆ พิมพ์ เช่น พลายคู่หน้ายักษ์ หน้ามงคล หน้าฤาษี หน้าเทวดา พลายเดี่ยวพิมพ์ชะลูด พิมพ์ก้างปลา ฯลฯ

การที่คนรุ่นเก่า เลือกที่จะตั้งชื่อ พระพิมพ์นั้นว่า ขุนแผน พิมพ์นี้เรียกพลาย คนรุ่นใหม่ คงไม่ทราบหลักเกณฑ์ หรือ ที่มาชัด ซึ่งคงเดาใจว่า คนที่ตั้งชื่อ ขุนแผน คงจะดูรูปร่างศิลปะในองค์พระ ถ้าพระองค์ ใดมีรูปแบบศิลปะสวยงามสะดุดตา ก็เรียกว่า พระขุนแผน ไว้ก่อนส่วนพระพิมพ์ใดหย่อนคุณค่าทางด้านศิลปะความงาม ความอ่อนช้อยก็ตั้งชื่อเรียกว่า พระพลาย เพื่อให้แตกต่าง กันไป…

อายุการสร้างของ พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง

พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี เมื่อพิจารณาจากศิลปะแล้ว บอกให้รู้ว่าเป็น พระในสมัยอยุธยาตอนกลาง โดยมีศิลปะที่อ่อนช้อยสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ที่สำคัญที่สุด คือ ในจำนวนพระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่างนี้ มีอยู่พิมพ์หนึ่งนั่นคือ “พระขุนแผน พิมพ์ห้าเหลี่ยมอกใหญ่” มีลักษณะและศิลปะเหมือนกับ “พระขุนแผนเคลือบ” ที่แตกกรุออกมาจากเจดีย์ วัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเจดีย์องค์นี้มีบันทึกไว้ในพงศาวดาร ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โปรดให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2135 ตามคำทูลแนะนำของสมเด็จพระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ แห่งชัยชนะในการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา แห่งพม่า พระเจดีย์องค์นี้ชื่อว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” แต่ชาวบ้านเรียกว่า “พระเจดีย์ใหญ่” เพราะเป็นเจดีย์ ที่ใหญ่ที่สุดในอยุธยา ซึ่งตามประเพณีมาแต่โบราณว่า เมื่อสร้างพระเจดีย์แล้ว จะสร้างพระพิมพ์บรรจุไว้ด้วย

เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ถือกันว่าได้กุศลแรง พระขุน แผนเคลือบคงสร้าง เพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์ วัดใหญ่ชัยมงคลในครั้งนั้ ความคล้ายคลึงกันของพุทธศิลป์ ของ พระขุนแผน เคลือบกรุวัดใหญ่ชัยมงคล กับ พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี โดยเฉพาะพิมพ์ห้าเหลี่ยมอกใหญ่นี้ เมื่อนำพระทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นความแตกต่างกันน้อยมาก โดยเฉพาะเส้นสายและลวดลายการแกะของแม่พิมพ์ ทำให้น่าเชื่อว่า ช่างที่แกะสมัยนั้น คงเป็นคน คนเดียวกัน หรือ สกุลช่างศิลปะในสำนักเดียวกัน อายุการสร้างอาจไม่แตกต่างกันมากนัก หรืออาจแกะในคราวเดียวกัน และพิมพ์ในคราวเดียวกัน แต่ได้มีการแยกบรรจุเจดีย์ ต่างกัน ดังนั้น จึงพอที่จะสันนิษฐานได้ว่า พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง คงมีอายุอยู่ในราวรัชกาล สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ ประมาณ 400 ปีล่วงมาแล้ว

ลักษณะธรรมชาติ พระกรุวัดบ้านกร่าง

พระกรุวัดบ้านกร่าง โดยทั่วไปไม่ว่า จะเป็น พิมพ์ พระขุนแผน พระพลายเดี่ยว พระพลายคู่ นั้นเป็นพระเนื้อเดียวกัน คือ เนื้อดินเผาผสมว่านและเกสรดอกไม้ นานาชนิด ไม่ปรากฏว่ามีเนื้อประเภทอื่น ลักษณะเนื้อพระ มีทั้งชนิด เนื้อละเอียด และ เนื้อหยาบ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเนื้อหยาบที่มีส่วนผสมของกรวดทรายมาก มีทั้งแดง สีพิกุล สีเขียว และสีดำ ตามความอ่อนแก่ของความร้อนในขณะเผาไฟ แต่ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหยาบหรือละเอียด สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องมี ว่านดอกมะขาม มี แร่ทรายเงิน แร่ทรายทอง และ “รอยว่านหลุด” อยู่ด้วยทุกองค์ รอยว่านหลุด ดังกล่าว เป็นร่องเล็กๆ สัณฐานไม่แน่นอน เป็นรูปแท่งสี่เหลี่ยม บ้าง สามเหลี่ยม บ้าง และเป็น ร่องลึก ร่องตื้น ก็ได้ รอยว่านหลุด นี้ ถือเป็นเอกลักษณะของเนื้อพระกรุวัดบ้านกร่างที่จะขาดเสียมิได้ในการพิจารณา

นอกจากนี้ พระกรุวัดบ้านกร่าง ยังเป็นพระกรุที่ผิวสะอาด เนื่องจาก กรุพระมีสภาพดี ไม่จมดินหรือถูกน้ำท่วมขัง ดังนั้น จึงไม่มีคราบขี้กรุเกาะติดหนาให้เห็น จะมีเพียงแต่ฝ้ากรุบางๆ ฉาบติดอยู่ แต่ถ้าผ่านการใช้หรือการสัมผัสก็จะเหลือผิวฝ้ากรุตามซอกองค์พระ เท่านั้น พระ กรุวัดบ้านกร่าง เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็น พระ ขุนแผน พระพลายเดี่ยว พระพลายคู่ ล้วนแต่เป็นพระกรุที่มีอายุหลายร้อยปี และมี พุทธคุณสูงส่ง ทางด้าน เมตตา มหานิยม มหาเสน่ห์ แคล้วคลาด และ คงกระพันชาตรี เป็นเลิศ จึงเป็นที่นิยมเสาะหากันมานานแล้ว แม้ปัจจุบันความนิยมก็ไม่ได้ลดลงน้อยลงไปเลย……..

คัดลอกจากเวป http://www.itti-patihan.com/

เหรียญโภคทรัพย์ (เหรียญนางกวัก) ปี2499

เหรียญโภคทรัพย์ หลวงพ่อเส็ง วัดประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เนื้อฝาบาตร เหรียญนี้ มักเรียกว่า เหรียญนางกวัก ตามรูปแบบของเหรียญ ซึ่งหลวงพ่อเส็งได้สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในพิธีปลูกต้นโพธิ์ตรัสรู้ ที่ นำมาจากเมืองพุทธคยา ประเทศอินเดียเมื่อปี พ.ศ.2499

เหรียญนี้มีพุทธคุณแด่น ทางโชคลาภและโภคทรัพย์ ค้าขายดี เป็นเหรียญที่หายากมาก และเหรียญสวยยิ่งหายากมาก

เหรียญแม่นางกวักของ หลวงพ่อเส็ง วัดประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2499 เพื่อแจก จ่ายในงานพิธีปลูกต้นโพธิ์ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าและประชาชน นำใช้บูชาเป็นกำลังใจในการซื้อขายและประกอบ อาชีพทุกๆด้าน

ลักษณะพิมพ์ทรงนั้นเป็น เหรียญกลม ด้านหน้าเป็นรูปแม่นางกวักนั่งพับเพียบ แขนและมือซ้ายอยู่ใน ท่าเท้ากับพื้น ส่วนแขนและมือขวาอยู่ในท่ากวัก มีถุงเงินอยู่ข้างหน้าแม่นางกวัก ด้านล่างมีข้อความว่า “เหรียญ โภคทรัพย์” ส่วนด้านบนศีรษะของแม่นางกวักนั้นมีอักขระภาษาขอม เป็นพระคาถาเมตตา มหานิยมและโชคลาภ

ด้านหลังเหรียญมี ข้อความระบุที่มาของการสร้างชื่อวัดปีที่สร้าง ตรงกลางเป็นภาษาขอมยันต์พระคาถา หัวใจเศรษฐีและหัวใจพระสิวลี ตรงขอบเหรียญทำเป็นเฟืองคล้ายขอบสตางค์ ทุกเหรียญจะมีการตอกโค้ด เพื่อป้องกันโรงงานปั๊มพระเสริมออกมาจำหน่ายแข่งกับวัด นอกจากนี้บางองค์ยังมีรอยจารยันต์ของ หลวงพ่อด้วย

ด้านเนื้อหาปรากฏว่ามี ทั้งเนื้อเงินและเนื้อทองแดง โดยผิวเหรียญนั้นจะต้องเรียบตึง เพราะเป็นเหรียญ ปั๊มในลักษณะปั๊มกระแทก ดังนั้นผิวพระจึงต้องเรียบตึง

ด้านพุทธคุณนั้น โด่งดังเรื่องโชคลาภ เมตตามหานิยม อุดมโภคทรัพย์ ซื้อง่ายขายคล่อง นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์เรื่องคุ้มครองป้องกัน แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ตลอดจนคุณไสยต่างๆได้ด้วย เนื่องจากสมัยก่อนพื้นที่ย่านจังหวัดปราจีนบุรีนั้น ขึ้นชื่อมากในเรื่องคุณไสยมนต์ดำและอาถรรพ์ต่างๆ

เหรียญจักรเพชร วัดดอน ยานนาวา ปี2508

นอกจากเหรียญพรหมสี่หน้า อาจารย์เฮง ไพรวัลย์ รูปข้าวหลามตัด แล้วเรียญเทพที่นิยมรองลงมาคือ เหรียญจักรเพชร วัดดอน ยานนาวา กรุงเทพฯสร้างปี ๒๕๐๘ เป็นเหรียญพระ พรหม มี ๒ เนื้อคือ เนื้อฝาบาตรค่านิยมอยู่ในหลักหมื่นปลายส่วน เนื้อ อัลปาก้าค่านิยม๔-๕ หมื่นบาท

เหรียญนี้มีการประกอบพิธีปลุกเสกตามหลักของพระพุทธ ศาสนาและศาสนาพราหมณ์ด้วยกันนับเป็นเหรียญ ที่มีประสบการณ์ทางคงกระพันสูงมาก ที่สุด มีผู้เจอกันไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรกันแล้ว เป็นเหรียญที่น่าอาราธนา ขึ้นคอ เพื่อหวังผลทางคุ้มครองอันตรายเป็นที่สุด

สามเณรวิรัชลุปซาร์ หรือ ท่านนารทะ ราช โยคะ ได้สร้างเหรียญท้าวมหาพรหมธาดาหรือเหรียญจักรเพชรณ อุโบสถวัดดอน เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๐๘เพื่อแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูก หา มี ๒ เนื้อ คือ เนื้อสตางค์ มีน้อย และเนื้ออัลปาก้า ซึ่งหายากมาก

สามเณรวิรัชบ้านเดิมอยู่ย่านวัดดอน ยานนาวา มีปู่ เป็นชาวเยอรมัน ชื่อ เฟอร์โดลุปซาร์ เคยเป็นครูสอนเกษตรในไทยก่อน สงครามโลกครั้งที่๑ คุณย่าชื่อ แช่มศรีโยหะ บิดาชื่อวินิจลุปซาร์

สามเณรวิรัชลุปซาร์ เกิดเมื่อ ปี ๒๔๙๐ เป็นลูกคนที่สี่ บวชเป็นสามเณรที่วัดดอน ยานนาวา ตั้งแต่ อายุ ๗ ขวบ ศึกษาวิชาไสยศาสตร์กับ อาจารย์ทีชาวเขมร ที่ จ.ศรีสะเกษ จนสำเร็จ อาจารย์ทีเสียชีวิตเมื่ออายุ ๑๒๔ ปี ขณะนั้นสามเณร วิรัชอายุได้ ๑๒ ปี

เมื่อได้วิชาแล้วสามเณรวิรัชกลับมายังวัดดอน ยาน นาวา ที่บวชอยู่ และเผยแพร่วิชาไสยศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา มีทั้งการลงเสือ ลง ช้าง เสกเป่า เมื่อลงเสร็จแล้วก็ทดลองกันเดี๋ยวนั้น ในโบสถ์วัดดอน จนมี ชื่อเสียงกระฉ่อน แต่สามเณรวิรัชมีอายุที่ได้รับจากเบื้องบน เพียง ๑๙ ปี มรณภาพเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙

ก่อนหน้านั้นเมื่อปี๒๕๐๘ ท่านได้สร้าง เหรียญจักรเพชรขึ้นมา และได้บรรจุวิชาสำคัญครบเครื่อง ตั้งแต่เมตตามหานิยม แคล้ว คลาด จนถึงคงกระพันชาตรี เป็นเหรียญที่โด่งดังมาก

คัดลอกจากเวป http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538652000&Ntype=40