Month: August 2010

๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๓

ได้จากเพื่อนนายอ๋อง

พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์พระประธาน ปี๒๕๑๗ บอกว่าแท้แน่นอนเพราะไปเช่าเองกับพระที่วัดใหม่อมตรสนอก หลังจากเห็นโปสเตอร์โฆษณาที่ผนังกุฏิ และขอเช่าเมื่อประมาณปี ๒๕๒๐ ด้านหลังมีตราวัดสีเขียว

Advertisements

สมเด็จบางขุนพรหม

สมเด็จบางขุนพรหมแตกต่างจากสมเด็จวัดระฆัง เนื่องจากเป็นการสร้างด้วยระยะเวลาอันสั้นให้ได้จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ เพื่อนำไปเก็บในกรุเจดีย์ แต่สำหรับสมเด็จวัดระฆังเป็นการทะยอยสร้างที่ละน้อยเพื่อแจก ทำให้สมเด็จบางขุนพรหมองค์ไม่สวยเท่า และสำหรับองค์ที่ออกจากกรุ ก็จะพบคราบกรุตามองค์พระที่เลียงทับซ้อนกันอยู่ในเจดีย์

สมเด็จบางขุนพรหม ที่เรียกว่าพระกรุเก่า เป็นพระที่ได้มีการนำออกมาหลายครั้ง (๒-๓ ครั้ง) ก่อนนำพระออกจากกรุในประมาณปี ๒๕๐๐ ที่เรียกกันว่ากรุใหม่ แต่องค์พระสมเด็จเต็มไปด้วยคราบกรุ (ดูเก่า)  และมีองค์ที่สมบูรณ์แค่ประมาณ สามพันองค์เท่านั้น เนื่องจากระยะเวลาในกรุยาวนาน ทั้งยังเกิดอุทกภัยด้วย โดยวางอยู่ทับซ้อนกันเป็นก้อน เมื่อโดนน้ำก็มีการแตกหักเสียหายเสียเป็นส่วนใหญ่ พระสภาพดีทั้งหมดได้ถูกนำมาให้ผู้มีจิตศรัตทาเช่าในราคาแพงมาก ทุกองค์ได้มีการประทับตราวัดไว้ที่ด้านหลัง ซึ่งการจะแซะแสวงหาพระสมเด็จ ก็ยากแสนยาก หากต้องการพระสมเด็จบางขุนพรหมที่มีตราวัดด้วยแล้วยิ่งยากเข็ญกว่า การงมเข็มในมหาสมุทร แต่อาจจะเป็นบุญที่ได้สะสมมาทำให้ผมได้พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่ พิมพ์อกครุฑ เศียรบาตร มีตราวัด ถึง ๒ องค์เลยครับ

๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๓

ตลาดปัฐวิกรณ์

  1. เหรียญหล่อหน้าเสือ หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา
  2. เหรียญหล่อ รุ่นแรก หลวงพ่อไปล่
  3. พระอุปคุตทองเหลือง รูปเสี่ยวพระจันทร์
  4. พระบูชาองค์จิ๋ว น่าจะมาจากทางใต้

พุทธชินราชอินโดจีน วัดสุทัศน์ ปี๒๔๘๕

พระพุทธชินราช รุ่นอินโดจีนนี้เริ่มมีการดำริที่จะจัดสร้างโดยพลเรือตรี หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ซึ่งเป็นนายกพุทธสมาคม แห่งประเทศไทย เนื่องจากตอนนั้นมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส เรื่องสิทธิเหนือดินแดนของอินโดจีน ในราวปีพ.ศ.2483-2484 วัตถุประสงค์เพื่อแจกจ่ายให้แก่ทหารที่ไปราชการสงคราม และให้ประชาชนโดยทั่วไปได้มีโอกาสเช่าบูชา

ต่อมาในปีพ.ศ.2485 สงคราม โลกครั้งที่ 2 ก็กำลังก่อตัวขึ้นในภูมิภาคนี้ จึงได้มีการจัดสร้างพระ พุทธชินราช รุ่นอินโดจีนขึ้น ในตอนแรกมีกำหนดการให้ทำพิธีเททองหล่อ พระพุทธชินราชที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก แต่มีเหตุต้องเปลี่ยนสถานที่การเททองให้มาทำพิธีที่วัดสุทัศน์ แทน เนื่องจากในขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงสงครามโลก ไม่สะดวกในการเดินทางและทำพิธี จึงจำเป็นต้องเปลี่ยน สถานที่มายังวัดสุทัศน์แทน

กำหนดการทำพิธีตรงกับวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2485 โดยมีสมเด็จพระสังฆราชแพ เป็นองค์ประธาน และท่านเจ้าคุณศรีสนธิ์ เป็นผู้ดำเนินงาน ทำพิธี ณ มณฑลพิธีหน้าพระอุโบสถ วัดสุทัศน์ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย และได้มอบหมายให้ช่างอีกหลายโรงงานรับช่วงไปดำเนินงานต่อจนเสร็จ ชนวนมวลสารที่ใช้หล่อนั้นประกอบด้วยชนวนโลหะของวัดสุทัศน์ แผ่นจารจากพระคณาจารย์ทั่วประเทศ รวมทั้งโลหะทองเหลืองที่ประชาชนนำมาบริจาคให้

หลังจากนั้นเมื่อหล่อ พระเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำพระทั้งหมดมามอบให้กับทางพุทธสมาคมฯ เพื่อตอกโค้ด เป็นรูปธรรมจักร และรูปอกเลา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก พระส่วนใหญ่ได้ทำการตอกโค้ดจนครบ แต่ได้มีพระอีกเพียงบางส่วนที่ยังไม่ได้ตอกโค้ด เนื่องจากโค้ดชำรุดเสียก่อน และได้นำพระทั้งหมดเข้าทำพิธีมหาพุทธาภิเษก ที่วัดสุทัศน์

การสร้าง พระเครื่องชุดนี้ยึดเอาพระพุทธลักษณะจาก องค์พระพุทธชินราชจากจังหวัด พิษณุโลกเป็นองค์ต้นแบบ  มีการสร้างแบ่งเป็น  3  ชนิดด้วยกัน  ประกอบด้วย

  1. พระบูชา  สร้างด้วยวิธีการหล่อเป็นพระพุทธรูปขัดเงา  มีซุ้มเรือนแก้วเหมือนพระพุทธชิน-ราชองค์ปัจจุบัน  การจัดสร้างในครั้งนั้นจัดสร้างตามจำนวนผู้สั่งจอง  โดยผู้ที่สั่งจองจะต้องส่งเงินจำนวน  150  บาท  ไปยังคณะกรรมการเพื่อเป็นทุนจัดสร้างเท่านั้น  (ต่อ  1  องค์)  และมีการแจกจ่ายให้กับจังหวัดทุกจังหวัด  จังหวัดละ  1  องค์  ทั่วประเทศ
  2. พระเครื่อง  แบ่งการสร้างเป็น  2  ชนิด  คือ  แบบรูปหล่อและเหรียญ  พระรูปหล่อมีพุทธ-ลักษณะเหมือนพระพุทธชินราชเป็นรูปลอยองค์  ประกอบด้วย  พิมพ์สังฆาฏิยาว  พิมพ์สังฆาฏิสั้น  และ  พิมพ์ต้อ
  3. เหรียญ  สร้างด้วยวิธีการปั๊ม  มีลักษณะเป็นเหรียญรูปเสมา  ด้านหน้าเป็นรูปองค์พระพุทธชินราชประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้ว  ส่วนด้านหลังของเหรียญจะเป็นรูป ดอกเลาบานประตูพระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

สถานที่จัดสร้าง

พระพุทธชินราชอินโดจีน   จัดพิธีการสร้างขึ้นที่วัดสุทัศน์   และปลุกเสกในพระอุโบสถวัดสุทัศน์  ในวันที่  21  มีนาคม  เสาร์  5  (วันเสาร์ขึ้น  5  ค่ำ  เดือน  5)  ปี พ.ศ. 2485  ดำเนินการสร้างและออกแบบโดยกรมศิลปากร  โดยมีท่านเจ้าพระคุณ  สมเด็จพระสังฆราชแพ  เป็นองค์ประธาน  และท่านเจ้าคุณสัจจญาณมุนี (สนธิ์)  เป็นผู้ดำเนินการ  ได้ทำพิธีลงทองถูกต้องตามตำราการสร้างพระกริ่งของวัดสุทัศน์ทุกประการ  นอกจากนั้นยังมีแผ่นทองจากพระเกจิอาจารย์ที่เข้าร่วมพิธีอีกจำนวนหนึ่ง  จึงนับได้ว่าเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์พิธีหนึ่ง  ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยพระเกจิอาจารย์ 108 รูปที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นจากทั่วประเทศเลยทีเดียว

รายนามพระเกจิอาจารย์ที่เข้าร่วมพิธีในครั้งนั้น  มีดังนี้

  1. สมเด็จพระสังฆราชแพ  วัดสุทัศน์เทพวราราม  กรุงเทพ
  2. พระศรีสัจจญาณมุนี (สนธิ์)  วัดสุทัศน์เทพวราราม  กรุงเทพ
  3. พระครูใบฎีกา  (ประหยัด)  วัดสุทัศน์เทพวราราม  กรุงเทพ
  4. พระครูอาคมสุนทร  (มา)  วัดราชบูรณะ  กรุงเทพ
  5. พระครูพิพัฒนบรรณกิจ  (วิเชียร)  วัดราชบูรณะ  กรุงเทพ
  6. พระครูสรกิจพิศาล  (ศุข)  วัดราชบูรณะ  กรุงเทพ
  7. พระครูสุนทรศิลาจารย์  (เจิม)  วัดราชบูรณะ  กรุงเทพ
  8. พระครูพิบูรณ์บรรณวัตร  (สนิท)  วัดราชบูรณะ  กรุงเทพ
  9. พระครูสมถกิติคุณ  (ชุ่ม)  วัดพระประโทน  นครปฐม
  10. พระธรรมเจดีย์  (สมเด็จพระสังฆราชอยู่)  วัดสระเกศ  กรุงเทพ
  11. พระสุธรรมธีรคุณ  (วงษ์)  วัดสระเกศ  กรุงเทพ
  12. พระวิเชียรโมลี  (ปลั่ง)  วัดคูยาง  กำแพงเพชร
  13. พระพิมลธรรม  (นาค)  วัดอรุณราชวราราม  กรุงเทพ
  14. พระครูอรุณธรรมธาดา  (บัว)  วัดอรุณราชวราราม  กรุงเทพ
  15. พระครูสังฆพินิจ  (เฟื่อง)  วัดสัมพันธวงศ์  กรุงเทพ
  16. พระมหาโพธิวงศาจารย์  (นวม)  วัดอนงคาราม  กรุงเทพ
  17. พระปลัดเส่ง  วัดกัลยาฯ  กรุงเทพ
  18. พระสังฆราชา  (สอน)  วัดพลับ  กรุงเทพ
  19. พระสมุห์เชื้อ  วัดพลับ  กรุงเทพ
  20. พระครูถาวรสมณวงศ์  (อ๋อย)  วัดไทรบางขุนเทียน  กรุงเทพ
  21. พระพิษณุบุราจารย์  (แพ)  วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  พิษณุโลก
  22. พระครูวิสุทธิศีลาจารย์  (พริ้ง)  วัดบางประกอก  กรุงเทพ
  23. หลวงพ่อหลิม  วัดทุ่งบางมด  กรุงเทพ
  24. พระอุบาลีคุณูปรมาจารย์  (เผื่อน)  วัดพระเชตุพนฯ  กรุงเทพ
  25. พระวิสิทธิ์สมโพธิ์  (เจีย)  วัดพระเชตุพนฯ  กรุงเทพ
  26. พระมงคลทิพย์มุณี  (เช็ก)  วัดทองธรรมชาติ  กรุงเทพ
  27. พระธรรมรังสี  (ปาน)  วัดเทพธิดาราม  กรุงเทพ
  28. พระญาณปริยัติ  (พริ้ง)  วัดราชนัดดา  กรุงเทพ
  29. พระสังกิจคุณ  (ขำ)  วัดตรีทศเทพ  กรุงเทพ
  30. พระปัญญาพิศาลการ  (หนู)  วัดประทุมวนาราม  กรุงเทพ
  31. พระปริยัติบัณฑิต  (ทองคำ)  วัดประทุมคงคาฯ  กรุงเทพ
  32. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์  (อ้วน)  วัดบรมนิวาศ  กรุงเทพ
  33. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  (เจริญ)  วัดเทพศิรินทร์  กรุงเทพ
  34. พระธรรมดิลก  (โสม)  วัดราชบูรณะ  กรุงเทพ
  35. พระครูวรเวทย์มนี  (อี๋)  วัดสัตหีบ  ชลบุรี
  36. พระครูศรีพนัคนิคม  (ศรี)  วัดพลับ  ชลบุรี
  37. พระครูวิบูลย์คณารักษ์  (ดิ่ง)  วัดบางวัว  แปดริ้ว  ฉะเชิงเทรา
  38. พระครูสิทธิสารคุณ  (จาด)  วัดบางกะเบา  ปราจีนบุรี
  39. พระครูกรุณาวิหารี  (เผือก)  วัดกิ่งแก้ว บางพลี  สมุทรปราการ
  40. พระครูพัก  วัดบึงทองหลาง  กรุงเทพ
  41. พระครูทองศุข  วัดโตนดหลวง  เพชรบุรี
  42. หลวงพ่ออิ่ม  วัดหัวเขา  สุพรรณบุรี
  43. พระวิสุทธิรังสี  (เปลี่ยน)  วัดใต้  กาญจนบุรี
  44. พระครูอดุลย์สมณกิจ  (ดี)  วัดเหนือ  กาญจนบุรี
  45. พระครูนิวิธสมาจารย์  (เหรียญ)  วัดหนองบัว  กาญจนบุรี
  46. พระครูยติวัตรวิบูลย์  (สอน)  วัดลาดหญ้า  กาญจนบุรี
  47. หลวงพ่อเหมือน  วัดโรงหีบ  ดอนเมือง  กรุงเทพ
  48. พระครูธรรมสุนทร  (จันทร์)  วัดบ้านยาง  ราชบุรี
  49. พระครูนนทวุฒาจารย์  (ช่วง)  วัดบางแพรกใต้  นนทบุรี
  50. พระครูนนทปรีชา  (เผือก)  วัดโมลีโลก  นนทบุรี
  51. พระครูโศภณศาสนกิจ  (กลิ่น)  วัดสะพานสูง  นนทบุรี
  52. หลวงพ่อแฉ่ง  วัดบางพัง  นนทบุรี
  53. สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์  (สมเด็จพระสังฆราช  ชื่น)  วัดบวรนิเวศฯ  กรุงเทพ
  54. พระสุพจน์มุนี  (ผิน)  วัดบวรนิเวศฯ  กรุงเทพ
  55. พระครูไพโรจน์มันตาคม  (รุ่ง)  วัดท่ากระบือ  สมุทรสาคร
  56. พระครูมหาชัยบริรักษ์  (เชย)  วัดเจษฎาราม  สมุทรสาคร
  57. พระครูสังวรศิลวัตร  (อาจ)  วัดดอนไก่ดี  สมุทรสาคร
  58. พระครูวัตตโกศล  (เจียง)  วัดเจริญสุขาราม  สมุทรสงคราม
  59. พระครูสุนทรโฆษิต  (ทองอยู่)  วัดประชาโฆษิตาราม  สมุทรสงคราม
  60. หลวงพ่อกลึง  วัดสวนแก้ว  สมุทรสงคราม
  61. หลวงพ่อไวย  วัดดาวดึงษ์  สมุทรสงคราม
  62. หลวงพ่อแช่ม  วัดตาก้อง  นครปฐม
  63. หลวงพ่อจง  วัดหน้าต่างนอก  อยุธยา
  64. หลวงพ่ออั้น  วัดพระญาติ  อยุธยา
  65. หลวงพ่อนอ  วัดกลางท่าเรือ  อยุธยา
  66. หลวงพ่อแจ่ม  วัดวังแดงเหนือ  อยุธยา
  67. หลวงพ่อเล็ก  วัดบางนมโค  อยุธยา
  68. หลวงพ่ออ่ำ  วัดวงฆ้อง  อยุธยา
  69. หลวงพ่อกรอง  วัดสว่างอารมณ์  อยุธยา
  70. หลวงพ่อจันทร์  วัดคลองระนงค์  ชุมแสง  นครสวรรค์
  71. พระครูทิวากรคุณ  (กลีบ)  วัดตลิ่งชัน  ธนบุรี
  72. พระราชโมรี  (นาค)  วัดระฆังฯ  ธนบุรี
  73. หลวงพ่อเกษวิกรม  (พูน)  วัดสังฆราชาวาส  สิงห์บุรี
  74. หลวงพ่อจันทร์  วัดนางหนู  ลพบุรี
  75. พระครูศิลธรานุรักษ์  (ปลอด)  วัดหลวงสุวรรณาราม  ลพบุรี
  76. พระครูศิลธรานุรักษ์  (ครุฑ)  วัดท่าพ่อ  พิจิตร
  77. หลวงพ่อพิธ  วัดฆะฆัง  พิจิตร
  78. หลวงพ่ออ่ำ  วัดหนองกระบอก  ระยอง
  79. หลวงพ่อทอง  วัดดอนสะท้อน  หลังสวน  ชุมพร
  80. พระมหาเมธังกร  (หมา)  วัดน้ำคือ  แพร่
  81. พระสุเมธีวรคุณ  (เปลี่ยม)  วัดเกาะหลัก  ประจวบคีรีขันธ์
  82. พระธรรมทานาจารย์  (อิ่ม)  วัดชัยพฤกษ์มาลา  ธนบุรี
  83. หลวงพ่อคง  วัดซำป่าง่าม  ปราจีนบุรี
  84. พระครูนันทธีราจารย์  (เหลือ)  วัดสาวชะโงก  ฉะเชิงเทรา
  85. พระครูกาแก้ว  (หมุ้น)  วัดหน้าพระธาตุ  นครศรีธรรมราช
  86. หลวงพ่อเส็ง  ประจันตคาม  ปราจีนบุรี
  87. พระอาจารย์ปลื้ม  วัดปากคลองมะขามเฒ่า  ชัยนาท
  88. หลวงพ่อพุ่ม  วัดบางโคล่นอก  กรุงเทพ
  89. พระญาณไตรโลก  (ฉาย)  วัดพนัญเชิง  อยุธยา
  90. หลวงพ่อขัน  วัดนกกระจาบ  อยุธยา  (อาพาธส่งตัวแทนมา)
  91. พลวงปู่ใจ  วัดเสด็จ  สมุทรสงคราม
  92. พระอาจารย์โชติ  วัดตะโน  ฝั่งธนบุรี  กรุงเทพ
  93. หลวงพ่อเงิน  วัดดอนยายหอม  นครปฐม
  94. หลวงพ่อโอภาสี  อาศรมบางมด  ฝั่งธนบุรี  กรุงเทพ
  95. หลวงพ่อเรือง  วัดใหม่พิณสุวรรณ  สุพรรณบุรี
  96. หลวงพ่อบุตร  วัดใหม่บางปลากด  สมุทรปราการ
  97. หลวงพ่อเดิม  วัดหนองโพธิ  นครสวรรค์  (จารแผ่นยันต์  มาร่วม)
  98. พระครูสุนทรสังฆกิจ  (ลา)  วัดแก่งคอย  สระบุรี  ฯลฯ

หลัง จากเสร็จพิธีแล้ว จึงนำออกมาแจกจ่ายให้แก่ทหารหาญที่ไปราชการสงคราม และประชาชนที่ได้สั่งจองไว้ พร้อมทั้งนำเอาไปถวายไว้ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลกอีกจำนวนหนึ่ง ในส่วนที่แจกจ่ายไปนี้เป็นพระที่ทำการตอกโค้ดแล้วทั้งสิ้น พระส่วนที่เหลือทั้งที่ตอกโค้ดและไม่ได้ตอกโค้ดทางพุทธสมาคมฯ ได้ทำการเก็บรักษาไว้ จนในปี พ.ศ.2516 จึงเปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสได้เช่าบูชาอีกครั้งหนึ่ง

ข้อสังเกตุ พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่

แบบพิมพ์ซึ่ง หลวงวิจารย์เจียรนัย (เฮง) ช่างสิบหมู่หลวงในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เป็นพิมพ์ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด สวยงาม สมเด็จโตชอบ และไม่จัดสร้างสมเด็จที่มีขนาดใหญ่อีกเลย นักนิยมพระเครื่องเรียกพิมพ์นี้ว่าเป็น “พิมพ์นิยม” หลวงวิจารย์ได้จำลองพุทธศิลป จากสมัยสุโขทัย เชียวแสน อู่ทอง และลานนา ไว้ในสมเด็จพิมพ์ต่างๆ ทั้ง ๕ พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เจดีย์ พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์ฐานแซม และพิมพ์ปรกโพธิ์

พุทธศิลปดังกล่าวได้กำหนดลักษณะของ เกศรัศมี ดังนี่

  1. เกศจรดซุ้ม เป็นพุทธศิลปสมัยสุโขทัย
  2. เกศไม่จรดซุ้ม เป็นพุทธศิลปสมัยอู่ทอง
  3. เกศบัวตูม เป็นพุทธศิลปสมัยเชียงแสน
  4. เกศทะลุซุ้ม เป็นพุทธศิลปสมัยล้านนา

สำหรับพิมพ์ใหญ่มีทั้ง พิมพ์เกศจรดซุ้ม และเกศทะลุซุ้ม จะเห็นเท้าซ้ายชัดเจน ฐานสิงห์ตกทองช้าง เส้นซุ้มชิดขอบฐานด้านซ้ายพอดี เกศเอียงบางองค์ชน บางองค์เกศทะลุซุ้ม ฐานล่างสุดยุบตัวลงเล็กน้อยด้านซ้ายองค์พระตั้ง ๙๐ องศา ด้านขวาเอียง ๔๕ องศาเข้ามุม สำหรับพิมพ์ใหญ่พระประธาน จะเห็นผ้าทิพย์รางๆ บางองค์มีสังฆาฏิ บางองค์ไม่มี แขนซ้ายทิ้งดิ่งตรงลงมาหักที่ข้อศอก ส่วนแขนขวาโค้งเข้ารูปสวยงาม บางองค์เห็นหูรางๆ แต่บางองค์กดพิมพ์ตื้นก็ไม่เห็น พื้นนอกซุ้มสูงกว่าในซุ้มครอบแก้วเล็กน้อย ลักแล้ซ้ายสูงกว่าลักแล้ขวา เกศจรดซุ้มเป็นศิลปสมัยสุโขทัย เกศทะลุซุ้มเป็นศิลปสมัยล้านนา

เหรียญสนทนาธรรม วัดบวรนิเวศวิหาร เนื้อเงิน ๑ ใน ๘๗ เหรียญเงิน

เหรียญรุ่นนี้สร้างน้อย หายาก กล่าวกันว่าใครมีไว้จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอย่างยิ่งยวด

ประวัติการสร้าง

เมื่อปลายปีพ.ศ.2542 พ.ต.ท.เพทาย พรล้วนประเสริฐ สวป. สน.ชนะสงคราม กรุงเทพฯ (ในขณะนั้น) ซึ่งปัจจุบันท่านดำรงชีวิตอยู่ในเพศสมณะ ได้ร่วมกับ นายธนสิทธิ์ มนูคชน ได้กราบทูลประทานขออนุญาตจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ร่วมกันจัดสร้างเหรียญที่ระลึก 3 สถาบันเพื่อแจกจ่ายข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนคร บาลชนะสงคราม และ ข้าราชการอื่นๆ ในเขตกรุงเทพฯ เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2543 อันเป็นปีที่ตรงกับค.ศ.2000 ….โดยที่ส่วนหนึ่งนำถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อประทานแก่ศิษยานุศิษย์ในวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 3 ต.ค.2543 และแจกจ่ายให้กับวัดต่างๆ ที่มีการสร้างถาวรวัตถุนั้นๆ ….ที่สำคัญการจัดสร้างมีเจตนาเพื่อแจกจ่ายให้เป็นที่ยึดมั่นทางจิตใจ เท่านั้น จึงไม่มีการจำหน่ายให้บูชาใดๆ ทั้งสิ้น รูปแบบของเหรียญมีลักษณะ ด้านหน้าเป็นภาพ “ข้อความนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ” ทรงสดับพระธรรมเทศนาจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เป็นการส่วนพระองค์ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2537 (แกะพิมพ์จากภาพต้นแบบที่ถ่ายโดย นายณรงค์ เสริมสกุลวัฒน์ ช่างภาพส่วนพระองค์สมเด็จพระสังฆราช) เพื่อสื่อความหมายถึงพระศาสนาและพระมหากษัตริย์ ส่วนด้านหลังเป็นรูปพระสยามเทวาธิราช เพื่อสื่อความหมายไปถึงชาติไทย

จำนวนการสร้างประกอบด้วยเนื้อทองคำ 5 เหรียญ, เนื้อเงิน 87 เหรียญ (เท่าพระชนมายุ 87 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช) เนื้อทองแดง 20,000 เหรียญ แบ่งเป็นรมดำ-รมน้ำตาล จำนวน 19,314 เหรียญ, ชุบทอง 343 เหรียญ, ชุบเงิน 343 เหรียญ ทั้งนี้ ได้นำเหรียญทองแดงชุบทองชุบเงิน และทองแดงบรรจุใส่กล่องพลาสติกรวมกัน 343 กล่อง ….สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงแผ่เมตตาจิตเป็นกรณีพิเศษ ณ พระตำหนักคอยท่าปราโมช วัดบวรนิเวศวิหาร โดยนำเหรียญถวายเพื่ออธิษฐานจิตเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2543 และรับเหรียญกลับไปเมื่อวันที่ 11 ม.ค.2543 รวม 3 วัน

จุดเด่นของเหรียญรุ่นนี้คือการตอกโค้ด 2 โค้ดไว้ด้านหลังเหรียญบริเวณข้างทั้งสองขององค์พระสยามเทวาธิราช โค้ดแรกคือ “Y2K” ตอกอยู่ด้านขวา อันหมายถึงสัญลักษณ์แทนชื่อผู้ร่วมจัดสร้างคือ “พ.ต.ท.เพทาย พรล้วนประเสริฐ” เพื่อสื่อไปถึงปีพ.ศ.2543 หรือ ค.ศ.2000 ที่ทั่วโลกเกรงว่าระบบฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะล่มสลายเมื่อถึงสิ้นปี 2543 จึงมีการจัดตั้งโปรแกรม Y2K ขึ้นเพื่อป้องกัน ส่วนโค้ดที่ 2 คือ “ธส.” จะตอกอยู่ด้านซ้าย อันหมายถึงสัญลักษณ์แทนชื่อผู้ร่วมจัดสร้างอีกคนหนึ่งคือ นายธนสิทธิ์ มนูคชน เหรียญที่ระลึก 3 สถาบัน รุ่น “Y2K” จัดเป็นเหรียญที่ออกแบบได้งดงาม และลึกซึ้งซึ่งความหมาย

“กล่าวกันว่าใครมีไว้จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอย่างยิ่งยวด”

พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ มีกนก

เป็นอีกหนึ่ง “ยอดพระเบญจภาคี” ประเภท “พระกรุเนื้อดิน” แห่งเมือง “ชากังราว” (กำแพงเพชร) ที่อลังการด้วยศิลปะ “สุโขทัยยุคต้น” เพราะมีพระพุทธลักษณะที่สวยงามล่ำสันบึกบึนรวมทั้งมี “เอกลักษณ์” เฉพาะตัวที่ไม่เหมือน “พระกรุเนื้อดิน” จากเมืองใด ๆ แม้ว่าจะสร้างขึ้นโดย “ฤาษี” เช่นเดียวกันกับ “พระรอดวัดมหาวัน” แห่งเมือง “ลำพูน” และ “พระผงสุพรรณ” แห่งเมือง  “สุพรรณบุรี” ก็ตาม

ทางด้านอายุของ “พระกำแพงซุ้มกอ” จึงเป็นรอง “พระรอดวัดมหาวัน” (อายุ ๑,๓๐๐ ปี) โดยอายุของ “พระกำแพงซุ้มกอ” ถึงวันนี้ประมาณร่วม “๗๐๐ ปี” แล้วส่วนราคาค่านิยมในปัจจุบันจะเป็นรองก็เพียง “พระ สมเด็จวัดระฆัง” เท่านั้นเพราะในองค์ที่สวยสมบูรณ์ระดับ “แชมป์เรียกพี่” ก็ต้องใช้เงิน “๒๐ ล้าน” จึงจะมีสิทธิได้ครอบครอง

ส่วนการสร้าง “พระกำแพงซุ้มกอ” สร้างขึ้นทั้งหมด “๖ พิมพ์” ด้วยกันคือ ๑.พิมพ์ใหญ่มีกนก ๒.พิมพ์ใหญ่ไม่กนก ๓.พิมพ์กลาง ๔.พิมพ์เล็ก ๕.พิมพ์ขนมเปี๊ยะ ๖.พิมพ์จิ๋ว ซึ่งแต่ละพิมพ์ก็มีจุดสังเกตที่แตกต่างกันไปโดยวันนี้ขอนำ “พิมพ์ใหญ่มีกนก” มาทำการชี้จุดสังเกตเพื่อให้ผู้สนใจใคร่เรียนรู้ ทำการศึกษาเพราะปัจจุบัน “วัตถุมงคล” ใดก็ตามหากเป็น “ยอดนิยม” แล้วจะมี “ผู้ทำปลอม” ออกมาหลอกขายแก่ผู้ไม่ถ่องแท้ชนิด “เซียนพระ” (หลายราย) ถึงกับเป็นลมมาแล้วก็มากมี

  1. ขอบข้างด้านขวามือองค์พระ ตั้งแต่ พระเพลาขวา (ตักขวา) จะเป็นเส้นโค้ง (ตามลักษณะองค์พระ) ที่หนาใหญ่ไปถึงกึ่งกลางองค์พระมีลักษณะคล้ายกับมี เนื้อปลิ้น ออกมาด้านหน้าส่วนด้านซ้ายจะเรียวเล็กและ ไม่มีเนื้อปลิ้น เหมือนด้านขวา
  2. ลายกนกตามพื้นผนังองค์พระ เป็นระเบียบที่ ไม่เรียบร้อยนัก (เบี้ยวไปบิดมาบ้าง ลึกบ้างตื้นบ้าง และ   มีทั้งชิดและห่างกัน) และตรงบริเวณ พระกัปปะระ (ศอก) ด้านซ้ายมือองค์พระลายกนกจะมีลักษณะคล้ายเส้น    พิมพ์แตก
  3. เส้นซุ้มครอบพระเศียร (ศีรษะ) อันเป็นที่มาของการเรียกพระนามว่า “ซุ้มกอ” มีลักษณะคล้ายตัวอักษร “ก.ไก่” และฐานเส้นซุ้มทางด้านขวามือองค์พระที่อยู่เหนือ พระอังสา (ไหล่) มีลักษณะเป็นร่องเล็กคล้ายเส้นขาด   (ไม่ติดหัวไหล่) และเส้นซุ้มจะมีการหักงอตรงกลางเล็กน้อย ส่วนเส้นซุ้มด้านซ้ายมือองค์พระจะเป็นเส้นโค้งที่สวยงาม กว่าเล็กน้อย โดยฐานเส้นซุ้มด้านนี้จะจรดพระอังสา (ติดหัวไหล่)
  4. ในองค์ที่สวย สมบูรณ์พิมพ์ติดชัด จะปรากฏรายละเอียดของ เส้นพระนลาฏ (เส้นหน้าผาก) พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก) พระกรรณ (หู) ทุกองค์
  5. ซอกพระกัจฉะ (รักแร้) ทั้ง  สองข้างจะเป็นร่องลึก  และปรากฏปลายเส้น สังฆาฏิ ชอนไชเข้าไปในซอกพระกัจฉะด้านขวามือทุกองค์
  6. พระอุระ (อก) มีลักษณะล่ำสันผึ่งผายส่วน บั้นพระองค์ (สะเอว) มีลักษณะแบบ เอวคอด และบั้นพระองค์ทั้งสองข้างจะปรากฏ เส้นเสี้ยน (ขนแมว) เล็ก ๆ ทุกองค์
  7. พระหัตถ์ขวา (มือขวา) ที่วางประสานกับพระหัตถ์ซ้ายในลักษณะ นั่งสมาธิ จะวางทับพระหัตถ์ซ้าย
  8. ฐานองค์พระมีลักษณะคล้ายกลีบบัว โดยกลีบบัวตรงกลางจะใหญ่กว่ากลีบบัวอื่น ๆ และมีเม็ดกลมอยู่กึ่ง กลางกลีบบัวอย่างเห็นได้ชัด.