บทความ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์

บทความ ต่อไปนี้ ผู้เริ่มศึกษาพระสมเด็จ โปรดใช้วิจารญาณในการชม (สำหรับผู้ที่มีความชำนาญ ช่ำชอง ( เซียนพระทั้งหลาย) ขอให้ผ่านเลยไป หรือกรุณาท้วงติง หากมีสิ่งใดผิดพลาด ต้องขออภัย) เพื่อเป็นบันไดขั้นแรกสำหรับผู้เริ่มศึกษา ในการพิจารณาแยกแยะพิมพ์ทรงพระสมเด็จที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ผู้สร้าง ซึ่งหลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงในราชสำนัก ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แกะแม่พิมพ์ถวาย (พิมพ์ทรงนิยม) ทั้งยังเป็นผู้แนะนำให้ผสมน้ำมันตังอิ๊ว ในเนื้อพระสมเด็จเพื่อป้องกันการแตกร้าว ซึ่งสมเด็จโต ก็ได้ใช้เป็นแม่พิมพ์ในการพิมพ์พระสมเด็จต่อมา ( แทนแม่พิมพ์เดิมที่แกะโดยช่างชาวบ้านและยังไม่ได้ผสมน้ำมันตังอิ๊วในเนื้อ พระ พระส่วนใหญ่จึงแตกหักเสียหายไปตั้งแต่สมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จท่านทำออกมา แล้ว ) พิมพ์ทรงนิยมเป็นแบบพิมพ์ที่สวยงามเนื่องด้วยฝีมือการแกะแม่พิมพ์ของช่างทองหลวง (ขอ ย้ำช่างทองในราชสำนักของพระเจ้าแผ่นดิน ฝีมือช่างจะปราณีตบรรจงขนาดไหน) เปรียบเทียบกับพระแบบพิมพ์สมเด็จที่มือผีทั้งหลายทุกยุคทุกสมัยตั้งใจ และเจตนากระทำการปลอมแปลงและเลียนแบบ (เฉพาะพระเก๊ , พระมือผี) ไม่นับรวมถึงพระแบบพิมพ์สมเด็จที่เกจิอาจารย์ทั้งหลายสร้างและปลุกเสกเพื่อ แจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ศรัทธา (พระล้อพิมพ์)คำ อธิบาย รายละเอียดของพิมพ์ทรงนี้ไม่ใช่คำบรรยายใต้ภาพแต่เป็นคำอธิบายที่ คัดลอกมาบางส่วน ( เฉพาะพิมพ์ทรงเจดีย์ ) จากหนังสือ ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง เล่มที่ 1 พระสมเด็จฯ (ตำรา พิจารณาพระสมเด็จฯ เล่มแรกของประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2495 ) โดย พ.อ.ประจน กิติประวัติ (ตรียัมปวาย) ผู้บัญญัติคำว่า “ เบญจภาคีแห่งพระเครื่อง ” สุดยอดปรารถนาของนักสะสม ที่ติดตามค้นหาเพื่อครอบครองและต้องการเป็นเจ้าของ

ฉบับพิมพ์ ครั้งที่ 7 พ.ศ.2546 สำนักพิมพ์ไทภูมิ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับข้อมูลที่ให้ความรู้เป็นแนวทางในศึกษาอย่างถูกแนวทางและเป็นวิทยาทานสำหรับผู้เริ่มศึกษาและสะสมมา ณ ที่นี้

แนวทาง วิเคราะห์ เพื่อพิจารณาว่าพระเครื่ององค์ที่แสดงอยู่นี้ มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเป็นพระสมเด็จ พิมพ์ทรงนิยม (หลวงวิจารณ์เจียรนัย) ตามหนังสือที่อ้างถึง ( เน้นพิจารณาเฉพาะพิมพ์ทรง เนื่องจากการพิจารณาเนื้อหามวลสารจากภาพที่ปรากฏ ผ่านจอ monitor ค่อยข้างลำบากเพราะ monitor หรือ จอ LCD แต่ละเครื่องแต่ละยี่ห้อ รวมทั้งการปรับตั้งการแสดงผลไม่เหมือนกันจึงให้ภาพต่างกัน) ดังนี้.-

  1. ท่าน ตรียัมปวาย เขียนอธิบายตามแบบพิมพ์ที่เคยพบเห็น และเล่นหาสะสมในยุคสมัยของท่านโดยจัดเข้าชุด เป็นพระเครื่องยอดนิยมสุดยอดปา รถนาที่ทุกคนใฝ่หา หรือ
  2. เป็นพระพิมพ์ที่ตั้งใจหรือเจตนาแกะแม่พิมพ์ ( พระเก๊ ) ตามรายละเอียดที่ท่านตรียัมปวาย เขียนบรรยายไว้ในหนังสือที่กล่าวข้างต้น เพื่อหลอกลวงผู้มีความศรัทธาในท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ให้แสวงหาเพื่อบูชาและสะสมด้วยมูลค่า เป็นตัวเงินที่สูงมากในปัจจุบัน

พิมพ์ทรงเจดีย์·

มูลสูตรสัญลักษณ์ทางพิมพ์ทรง เป็นพิมพ์ทรงที่มีความงดงามยิ่งในลักษณะสัมพันธ์ของเส้นวงนอก (Outlines) และการเน้นส่วนโค้งนูน (Curvatures) และความลึก อย่างจัดที่สุดในด้านความสัมพันธ์ของเส้นวงนอกนั้น คือ จากยอดพระเกตุลงมาจดมุมฐานชั้นล่างทั้งสองด้าน จะได้ลักษณะทรงเจดีย์หรือทรงกรวย และแนวสมมติที่เรียกว่า “เส้นวงนอก” นี้ สมมติว่าถ้ากำหนดเอาจุดยอดพระเกตุเป็นดุม และขึงเส้นด้ายลงมายังมุมหัวฐานชั้นล่างทั้งสองดังกล่าว แล้วหย่อนเส้นด้ายเสียเล็กน้อย จะเห็นว่าเกือบจะไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดขององค์พระปฏิมาและพระอาสนะที่จะยื่น ล้ำแนวเส้นด้ายหย่อนสมมตินี้ออกมาเลย ด้วยเหตุนี้จึงได้นามว่า “พิมพ์ทรงเจดีย์” ส่วนในด้านความโค้งนูนและลึกนั้น คือ เค้าอิทธิพลที่ได้รับจากพุทธศิลป์สกุลช่างเชียงแสนอย่างชัดเจน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในด้านความอวบสมบูรณ์ของพระองคาพยพเป็นยอดเยี่ยม อีกประการหนึ่งของลักษณะอันเด่น คือ การเน้นสัดส่วนต่าง ๆ อย่างคมชัดยิ่งนัก

๑. มูลสูตรพุทธลักษณะ พิมพ์ทรงเจดีย์ เป็นปางสมาธิขัดราบ กอปรด้วยรายการต่าง ๆ ของพุทธสรีระ ตามมูลสูตรลักษณะโดยเฉพาะดังต่อไปนี้.-

ก. พระเกตุ ปรากฏเพียง ๒ แบบ คือ

  1. แบบปลี มีปรากฏโดยทั่วไปสัณฐานเขื่องและได้ลักษณะเป็นจอมกระหย่อมพระเมาฬีชัดเจน ยิ่ง จัดเป็นพระเกตุที่งดงามที่สุดของพระสมเด็จฯ ส่วนฐานกระหย่อมรับกับจอมพระศิระ ซึ่งเป็นจอมกระหม่อมสูง ตอนกลางค่อย ๆ เรียวขึ้น ส่วนมากจะอยู่ในแนวดิ่ง และมักจะคมชัดลักษณะสันอกไก่
  2. แบบเรียว ลักษณะ เรียวแหลม ขาดลักษณะก่อลาดขึ้นไปอย่างแบบปลี มักเอียงไปทางด้านในด้านหนึ่ง ความคมชัดเจนมาก แต่ลักษณะแบบทะลุซุ้มไม่ปรากฏโดยแน่ชัด มีแต่เพียงบางองค์ที่มีลักษณะคล้าย ๆ จะเป็นเช่นนั้น พระเกตุลักษณะดังกล่าวนี้มักจะเป็นคมกริช และบางองค์คดกริชรางเลือนไป ทำให้ผู้ไม่สันทัดสำคัญผิดว่าเป็นพิมพ์ทรงเกตุบัวตูม จะเห็นได้ว่าการพิจารณาจำแนกพิมพ์ทรง มิใช่อยู่ที่พระเกตุ แต่อยู่ที่พระอาสนะและทรงกรอบเป็นสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่สังเกตได้ชัดเจน

ข. พระศิระและวงพระพักตร์ จำแนกออกเป็น ๔ แบบ ได้แก่

  1. แบบผลมะตูม ทำนองเดียวกับของพิมพ์ทรงพระประธาน แต่มีความนูนเด่นกว่าและสัณฐานป้อมกว่าเล็กน้อย
  2. แบบรูปไข่ เป็นแบบที่งดงามที่สุด ส่วนบนค่อนข้างป้าน ต้นพระหนุ (ขากรรไกร) และพระหนุ (คาง) เรียวมน
  3. แบบเสี้ยม เป็นทรงข้ามหลามตัดลบมุมป้อม ๆ
  4. แบบป้อม สัณฐานป้อมมน ๆ แต่นูนเด่นชัดมาก

ค. พระกรรณ พิมพ์ ทรงเจดีย์จะปรากฏพระกรรณชัดเจน และงดงามที่สุด แม้จะไม่คมชัดเท่าของพิมพ์ทรงฐานแซม แต่มีฐานพระกรรณหนาและลีลาห้อยระย้าอ่อนช้อยกว่ามาก แต่ส่วนมากจะปรากฏเพียงใบพระกรรณส่วนบนหรือส่วนกลางเท่านั้น ชายพระกรรณเบื้องล่างมักไม่ค่อยติดพิมพ์เพราะเป็นส่วนที่บอบบางที่สุด นอกจากองค์ที่ชัดเจนจริง ๆ จะมีลักษณะดังนี้

เบื้องซ้าย สัณฐานหนาและคมชัดกว่าเบื้องขวาใบพระกรรณส่วนบนต่ำกว่าเบื้องขวา ปลาย งอนออกด้านนอกลักษณะหูบายศรีเล็กน้อย ต่อจากนั้นจะวาดงอนเข้าแนบพระปราง (แก้ม) ส่วนหนึ่ง แล้ววาดออกห่างจากต้นพระหนุ (ขากรรไกร) ออกมา ส่วนปลายล่างค่อย ๆ เรียวและบางลงทุกที ลีลาอ่อนช้อยห้อยระย้าจดพระอังสาตรงบริเวณ ขอบสุดของพระสังฆาฏิซึ่งพาดอยู่บนพระอังสาพอดี งดงามอย่างที่สุดที่เรียกว่า “ห้อยระย้า”

เบื้องขวา คม ตั้งเป็นทิวอกไก่ชัดกว่าเบื้องซ้าย แต่สัณฐานหนาน้อยกว่า ยอดใบพระกรรณอยู่ในระดับสูงกว่าเบื้องซ้าย ตอนช่วงกลาง ๆ เกาะแนบขอบพระปราง (แก้ม) ลงมาโดยตลอด ส่วนปลายล่างรางเลือน เบนวาดจรดพระอังสาเป็นแนวเฉียง

ง. พระศอ จำแนกเป็น ๓ แบบ เช่นเดียวกับพิมพ์พระประธานคือ แบบลำ แบบชะลูด และแบบกลืนหาย

จ. พระอังสา มี สัญลักษณ์โดยเฉพาะ คือ ปราศจากลักษณะปีกกา แต่เป็นแบบโค้งหลังเต่าน้อย ๆ แสดงส่วนหนาและตั้งเป็นขอบสันนูนสูงขึ้นมาจากผนังคูหาเป็นปึกแผ่น ส่วนมากพระอังสกุฎ (หัวไหล่) ซ้ายยกสูงกว่าเบื้องขวา

ฉ. ลำพระองค์ ปรากฏ ๓ แบบ เช่นเดียวกัน คือ

(คัดลอกภาพ และข้อมูลจากเวป)

  1. แบบผาย สัณฐานเขื่องผายผึ่ง ช่วงพระอุระผายกว้าง ลำพระองค์ด้านพระปรัศว์ (สีข้าง) คอดเล็กน้อย และพระอุทรผายออกน้อย ๆ
  2. แบบกึ่งผาย ลักษณะทำนองเดียวกัน แต่แสดงกายวิภาคทางข้างน้อยกว่าและความอวบนูนทางด้านหน้าก็น้อยกว่าอีกด้วย
  3. แบบตัววี คล้ายแบบผายแต่ลำพระองค์ผายพระอุระเรียวสอบลงมาพระอุทรไม่ผายออก

รายละเอียดบนลำพระองค์ พิมพ์ทรงเจดีย์แสดงรายละเอียดบนลำพระองค์มากกว่าพิมพ์ทรงพระประธาน องค์ที่ชัดเจนจะปรากฏ ขอบจีวร เป็นเส้นขีดทิวค่อนข้างหนาชัด ส่วนปลายบนสุดเรียวกว่าตอนกลาง ลากลงมาจากพระอังสาตรงจุดที่ปลายพระกรรณล่างจดพระอังสานั้น เยื้องเข้ามาทางขวานิดหนึ่งแล้วพาดกับส่วนหนาของขอบพระอังสาเบื้องบนในแนว เฉียงเข้ามาด้านในเบื้องขวาเล็กน้อย สาันนูนสูงึ้นมาจากนลีลา ของเส้นทิวจะเริ่มเข้ามาทางขวามาก ตอนที่ผ่านส่วนยอดของพระอุระ ต่อจากนั้นก็ย้อยลงลักษณะตกท้องช้างเฉียงไปทางขวา แล้ววาดเว้าขึ้นข้างบน ฉวัดเข้าในซอกพระกัจฉะ (รักแร้) ขวา ส่วนนี้เป็นส่วนที่หนาที่สุดของเส้นทิวขอบจีวร และพระสังฆาฏิเป็นทิวราง ๆ แต่ค่อนข้างหนา ส่วนที่พาดบนพระอังสารางเลือนและชัดมากตรงบริเวณที่ทาบอยู่บนยอดพระอุระ ตอนที่แนบชิดกับเส้นขอบจีวร แล้วจึงทอดลงดิ่งซึ่งสังเกตได้ชัดในตอนนี้ เพราะกอปรด้วยเส้นขีดทิว ๒ เส้น เป็นขอบผืนพระสังฆาฏิกว้างและยาวเกือบจดพระหัตถ์ จัดว่าเป็นพระสังฆาฏิที่งดงามที่สุด

ช. พระพาหา ลีลา การทอดพระพาหาควบเกร็งเข้าหาลำพระองค์ตรงข้ามกับลักษณะผ่อนคลายของพิมพ์ทรง พระประธาน ลำพระพาหา ล่ำเขื่อง ค่อนข้างชิดลำพระองค์ ทำให้หว่างพระพาหาแคบ แต่ซอกพระกัจฉะ (รักแร้) มนกว้างไม่แคบตีบ พระอังสกุฎ (หัวไหล่) ผายไม่ดุ้งหรือคอดกิ่ว พระพาหา มักโย้ขวาเล็กน้อย หรือแป้วเบื้องซ้ายน้อย ๆ ลีลาการหักพระกัปประ (ศอก) รวบเกร็ง พระกรหักสอบลงมาก ลำพระกรย่อมกว่าลำพระพาหุ (แขนท่อนบน) เล็กน้อยไม่เรียวเล็ก

ซ. พระหัตถ์ แสดงรอยซ้อนกันชัดเจนและนูนหนามาก แนวซ้อนพระหัตถ์จะโย้น้อย ๆ ไปทางขวาตามการโย้ของวงพระพาหาด้วยเป็นส่วนมาก

ก. ฐานชั้นบน แสดง สัดส่วนของหน้ากระดาน บัวหงาย และท้องไม้ ในลักษณะเป็นท่อนมน ๆ หัวฐานทั้งสองโค้งมน บางแบบพิมพ์อาจมีรอยหยักข้างล่างทำนองกาบเท้าสิงห์ อย่างย่อราง ๆ และขาสั้น ผิวพื้นของฐานค่อนข้างโค้งมนโดยตลอด ความนูนหนาจัด ลอยเด่นออกมาจากผนังคูหา

ข. ฐานชั้นกลาง เป็นฐานสิงห์ที่เด่นชัดมากที่สุด แสดง ส่วนหัวฐานหักแง่มุมเหลี่ยมสันคมและนูนหนาที่สุดเป็นกาบเท้าสิงห์ ยกมุมแหลมขึ้นข้างบนเล็กน้อย ลักษณะยกมุมแทนตัวกระจัง เน้นแนวคมขวานหรือแนวสันอกไก่ คมและหนามาก จนมีลักษณะเป็นแนวสันปาดงอนขึ้นมา ส่วนล่างวาดให้เป็นส่วนเว้าโค้งกลืนหายลงไปเบื้องล่างจดแนวฐานชั้นล่าง งดงามยิ่งนัก ช่วงกว้างของฐานชั้นกลางจะต้องมากกว่าของฐานบนเสมอ เพื่อรักษาแนวขอบทรงกรวย

ค. ฐานชั้นล่าง เป็น ตัวหน้ากระดาน กอปรด้วยเส้นลวดกันลายค่อนข้างคม ทำนองเดียวกับแบบคู่ของพิมพ์พระประธาน การตัดมุมหัวฐานทั้งสองด้านส่วนมากสอบเฉียงเข้าหาทรงกรวยมากเพราะเป็นพิมพ์ ทรงเจดีย์ หัวฐานขวามักสอบกว่าเบื้องซ้าย หรือตัดมุมบนอีกที่หนึ่ง ฐานชั้นล่างนี้จะต้องมีช่วงกว้างกว่าชั้นกลางเสมออย่างเห็นได้ชัด มิฉะนั้นจะมิใช่พิมพ์ทรงเจดีย์

การจำแนกแบบพระอาสนะ อาจจำแนกออกได้เป็น ๓ แบบ ดังนี้

  1. แบบโค้ง แสดง ลีลาการวาดโค้งท้องกระทะ ประสานกับแนวโค้งของส่วนล่างของพระเพลา (คู่กับพระเพลาแบบโค้ง) ชั้นบนโค้งมาก และชั้นกลางโค้งน้อยลงตามลำดับ พระอาสนะแบบนี้มีทั้งแบบช่วงกว้าง และช่วงแคบ
  2. แบบกว้าง คล้ายแบบโค้ง แต่ลีลาไม่วาดโค้ง มีช่วงกว้างมาก (คู่กับพระเพลาแบบกว้าง)
  3. แบบแคบ มีช่วงแคบ ๆ (คู่กับพระเพลาแบบแคบ) อาจมีลีลาโค้งน้อย ๆ บ้างแต่ไม่ชัดเจน

๓. สัญลักษณ์ซุ้มประภามณฑล โดย ทั่วไปทรวดทรงของซุ้มฯ มักจะสอบเข้าหากันมากกว่าพิมพ์ทรงพระประธาน เพื่อประสานสัมพันธ์ลักษณะทรงกรวยที่สอบเข้าน้อยก็มีปรากฏ สัณฐานขนาดเส้นซุ้มมักย่อมกว่าพิมพ์ทรงพระประธานเล็กน้อย แต่ที่เท่า ๆ กันหรือเขื่องกว่าก็มี ลักษณะแฟบแป้วเบื้องบนซ้าย และการย้วยด้านข้างซ้ายก็ปรากฏเช่นกัน แต่ที่ได้สัดส่วนสมภาคงดงามก็มีมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบพิมพ์

๔. ภาคพื้นผนังคูหา ส่วน มากพื้นผนังคูหาค่อนข้างราบเรียบไม่เอียงสอบเข้าหาองค์พระปฏิมา ปรากฏแอ่งลาดตื้น ๆ บ้างบริเวณข้าง ๆ พระพาหาซ้ายและหัวฐานเบื้องซ้าย หรือแนวพระศิระขวา

๕. สัณฐานทรงกรอบ โดย ทั่วไปจะเป็นทรวดทรงกะทัดรัดมีทั้งทรงโปร่ง เขื่องและป้อม แต่ไม่ปรากฏทรงป้านเลย การตัดกรอบมีลักษณะเอียงสอบ เข้าหาแนวซุ้มยิ่งกว่าพิมพ์ทรงใด ๆ เพื่อรักษาทรงกรวยสัมพันธ์ ดังนั้น ปฏิภาคระหว่างความกว้าง กรอบบนกับกรอบล่าง จึงมีค่ามากกว่าของพิมพ์ทรงประธาน คือประมาณ ๒๐ : ๒๕ การ ตัดกรอบประณีตกว่าพิมพ์ทรงอื่น ๆ การโย้เอียงมีน้อยที่สุด กรอบด้านข้างที่เอียงสอบน้อยก็มีปรากฏ แต่การบานออกเบื้องบนจะไม่ปรากฏเป็นอันขาด มูลลักษณะประการนี้ สามารถนำไปใช้ในการแยกพิมพ์ทรงนี้กับพิมพ์ทรงเกตุบัวตูมออกจากกันอย่าง สังเกตได้ชัด และยังใช้ชี้ขาดได้อีกว่า หากรายการต่าง ๆ เป็นพิมพ์เจดีย์ แต่กรอบบานเบื้องบน จะเป็นของปลอมทันที

๖. พื้นที่ชายกรอบ เนื่อง จากการตัดกรอบค่อนข้างสอบเข้าใน ฉะนั้น แนวกรอบด้านข้างจึงเบียดชิดเส้นซุ้ม และเหลือพื้นที่บริเวณมุมบนทั้งสองน้อย แบบกรอบกระจกมีปรากฏบ้างเป็นส่วนน้อย แต่เส้นขีดทิวมักรางเลือนไม่สู้ชัดเจน และพื้นผิวชายกรอบทั้งสองเบื้องบนมักนูนสูงกว่าระดับพื้นผนังคูหาเล็กน้อย และมีลักษณะอูมน้อย ๆ ด้วย

๗. สัณฐานมิติ โดยเกณฑ์เช่นเดียวกัน ดังนี้

  1. ความกว้าง (กรอบล่าง)ประมาณ ๒.๐๐ – ๒.๒๐ ซม.
  2. ความสูง (แนวดิ่ง) ประมาณ ๓.๐๐ – ๓.๓๐ ซม.
  3. ความหนา (ขอบ) ประมาณ .๔๐ – .๖๕ ซม.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s