Month: July 2011

เรื่องวุ่นๆ กับ 3G

เมื่อยกเลิกการประมูล 3G เนื่องจาก ต้องรอ กสทช มาดำเนินการตามหน้าที่ กทช ซึ่งผลานงบประมาณในการประมูลไปมาก อุสาห์ไปต่างประเทศเชิญชวนให้มาประมูล แต่พอประมูลจริง ต่างชาติประมูลไม่ได้แนะ แล้วท่านไปต่างประเทศเชิญเค้ามาทำไม่ ท่านนะโง่ หรือโกงก็ไม่รู้สบายละซิใช้เงินสบายไป

พอประมูลความถี่ 2100 ซึ่งเป็นความถี่ที่ใช้ได้ในเครื่อง 3G ทุกรุ่น ไม่ได้ ยุ่งละซิ คนที่ได้เปรียบมากๆ คงเป็น TOT เพราะได้ความถี่ 1900 ซึ่งอยู่ในกลุ่มความถี่ 2100 แต่ได้เปรียบไปก็เท่านั้น ก็ TOT ทำอะไรไม่ได้ (หรือทำไม่เป็นก็ไม่รู้ หรือแกล้งโง) ดำเนินการเป็นเต่าอยู่นั้นแหละ

ทั้ง AIS, True, DTAC ก็เริ่มขยับตัวกัน โดยดำเนินการ 3G บนความถี่เดิมที่ทำอยู่แล้ว คือ AIS-900, DTAC-850, True-850 โดย

  • AIS ขอตั้งเสา 3G 1884 ต้น
  • DTAC ขอตั้งเสา 3G 1220 ต้น
  • True มีเสาอยู่แล้ว 656 ต้น

อันที่จริง TRUE โฆษณาว่าบริการ 3G มานานแล้ว จากเสาที่ขอทดสอบ จำนวน 600 ต้นใน กทม. คงเห็นกันอยู่แล้ว ซึ่งผมว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ เอาเปรียบผู้บริโภคด้วยการ โฆษณาเกินจริงเอาเครือข่ายที่ขอทดสอบมาขายสะงั้น แต่ก็ไม่มีใครออกมาว่ากล่าวอย่างไร

นี่เองเป็นฉนวนให้เกิดการฟ้องร้องกันไปมา ระหว่าง DTAC และ True จนล่าสุด True ก็ฟ้องว่า DTAC เป็นบริษัทต่างชาติ แต่ทำไม่ ไม่มีใครพูดถึง AIS by Temasek บ้าง

การจัดประเภทเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ของไทยในปัจุบัน แบ่งออกได้เป็น ๔ ประเภท ตามลำดับเกียรติของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดังนี้

  1. เครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานแก่ประมุขของรัฐต่างประเทศ
  2. เครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบในราชการแผ่นดิน
  3. เครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบในพระองค์พระมหากษัตริย์
  4. เหรียญราชอิสริยาภรณ์ต่างๆซึ่งนับเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์

สำหรับชั้นเหรียญในเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่ละตระกูล ได้กล่าวรวมไว้กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนั้นๆ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานแก่ประมุขของรัฐต่างประเทศ คือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นมงคลยิ่งราชมิตราภรณ์ ร.ม.ภ. มีชั้นสายสะพายชั้นเดียว

เครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบในราชการแผ่นดิน มี 8 ชนิด คือ

๒.๑ เครื่องขัติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ม.จ.ก. มีชั้นสายสะพายชั้นเดียว

๒.๒ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ น.ร. มีชั้นสายสะพายชั้นเดียว

๒.๓ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า (บุรุษ)มี ๓ ชั้น ๗ ชนิด ดังนี้

  1. ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ ป.จ.ว.ปฐมจุลจอมเกล้า ป.จ.
  2. ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ท.จ.ว.ทุติยจุลจอมเกล้า ท.จ.
  3. ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ต.จ.ว.ตติยจุลจอมเกล้า ต.จ.ตติตานุจุลจอมเกล้า ต.อ.จ.

ฝ่ายใน (สตรี) มี ๔ ชั้น ๕ ชนิดดังนี้

  1. ปฐมจุลจอมเกล้า ป.จ.
  2. ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ท.จ.ว. – ทุติยจุลจอมเกล้า ท.จ.
  3. ตติยจุลจอมเกล้า ต.จ.
  4. จตุตถจุลจอมเกล้า จ.จ.

๒.๔ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี มี ๖ ชั้น ดังนี้ (เฉพาะบุรุษ)

  1. เสนางคะบดี ส.ร.
  2. มหาโยธิน ม.ร.
  3. โยธิน ย.ร.
  4. อัศวิน อ.ร.
  5. เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร ร.ม.ภ.
  6. เหรียญรามมาลา ร.ม.

๒.๕ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก มี ๘ ชั้น (ทั้งบุรุษ และสตรี) ดังนี้

  1. มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ม.ป.ช.
  2. ประถมาภรณ์ช้างเผือก ป.ช.
  3. ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ท.ช.
  4. ตริตาภรณ์ช้างเผือก ต.ช.
  5. จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จ.ช.
  6. เบญจมาภรณ์ช้างเผือก บ.ช.
  7. เหรียญทองช้างเผือก ร.ท.ช.
  8. เหรียญเงินช้างเผือก ร.ง.ช.

๒.๖ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย มี ๘ ชั้น (ทั้งบุรุษ และสตรี) ดังนี้ 

  1. มหาวชิรมงกุฎ ม.ว.ม.
  2. ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ป.ม.
  3. ทวีติยาภรณ์มงกุฏไทย ท.ม.
  4. ตริตาภรณ์มงกุฎไทย ต.ม.
  5. จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย จ.ม.
  6. เบญจมาภรณ์มงกุฏไทย บ.ม.
  7. เหรียญทองมงกุฎไทย ร.ท.ม.
  8. เหรียญเงินมงกุฎไทย ร.ง.ม.

๒.๗ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ มี ๗ ชั้น (ทั้งบุรุษ และสตรี) ดังนี้

  1. ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ ป.ภ.
  2. ทุติยดิเรกคุณาภรณ์ ท.ภ.
  3. ตติยดิเรกคุณาภรณ์ ต.ภ.
  4. จตุตถดิเรกคุณาภรณ์ จ.ภ.
  5. เบญจมดิเรกคุณาภรณ์ บ.ภ.
  6. เหรียญทองดิเรกคุณาภรณ์ ร.ท.ภ.
  7. เหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์ ร.ง.ภ.

๒.๘ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ

๓. เครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบในพระองค์พระมหากษัตริย์ มี ๓ ชนิดคือ

๓.๑ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตรารัตนวราภรณ์ ร.ว. มีฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และมีชั้นเดียว

๓.๒ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราวัลลภาภรณ์ ว.ภ. มีฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และมีชั้นเดียว

๓.๓ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราวชิรมาลา ว.ม.ล. มีเฉพาะฝ่ายหน้า และมีชั้นเดียว

๔. เหรียญราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ ซึ่งนับเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มี ๔ ชนิดคือ

๔.๑ เหรียญสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จกล้าหาญ

  1. เหรียญกล้าหาญ ร.ก.
  2. เหรียญชัยสมรภูมิ ช.ส.
  3. เหรียญพิทักษ์เสรีชน ส.ช. ส.ช.๑ ส.ช.๒/๑ ส.ช.๒/๒
  4. เหรียญปราบฮ่อ ร.ป.ฮ.
  5. เหรียญงานพระราชสงครามทวีปยุโรป ร.ส.
  6. เหรียญราชนิยม ร.น.
  7. เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พ.ร.ธ.
  8. เหรียญศาสนติมาลา ศ.ม.

๔.๒ เหรียญสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จในราชการ

  1. เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ร.ม.ด.(ศ).
  2. เหรียญช่วยราชการเขตภายใน ช.ร.
  3. เหรียญราชการชายแดน ช.ด.
  4. เหรียญจักรมาลา ร.จ.ม.
  5. เหรียญจักรพรรดิมาลาร.จ.พ.
  6. เหรียญศารทูลมาลาร.ศ.ท.
  7. เหรียญบุษปมาลาร.บ.ม.
  8. เหรียญลูกเสือสรรเสริญ
  9. เหรียญลูกเสือสดุดี

๔.๓ เหรียญสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จในพระองค์พระมหากษัตริย์

๑.เหรียญรัตนาภรณ์ แต่ละรัชกาลมี ๕ ชั้น

  • เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ม.ป.ร.
  • เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๕ จ.ป.ร.
  • เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ว.ป.ร.
  • เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๗ ป.ป.ร.
  • เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๘ อ.ป.ร.
  • เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๙ ภ.ป.ร.

๒.เหรียญราชรุจิ

  • เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ ๖ ร.จ.ท.๖
  • เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ ๗ ร.จ.ท.๗
  • เหรียญราชรุจิ รัชกาลที่ ๙ ร.ท.จ.๙

๔.๔ เหรียญที่พระราชทานเป็นที่ระลึก และเหรียญที่ระลึก

  1. เหรียญสตพรรษมาลา ส.ม.
  2. เหรียญรัชฎาภิเศกมาลา ร.ศ.
  3. เหรียญประพาสมาลา ร.ป.ม.
  4. เหรียญราชินี ส.ผ.
  5. เหรียญทวีธาภิเศก ท.ศ.
  6. เหรียญรัชมงคล ร.ร.ม.
  7. เหรียญรัชมังคลาภิเศก ร.ม.ศ.
  8. เหรียญบรมราชาภิเษก ร.ร.ศ.
  9. เหรียญชัย(เหรียญนารายณ์บันฦาชัย) ร.ช.
  10. เหรียญเฉลิมพระนคร ๑๕๐ ปี ร.ฉ.พ.
  11. เหรียญงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ
  12. เหรียญที่ระลึกในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา และทวีปยุโรป
  13. เหรียญรัชดาภิเษก
  14. เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
  15. เหรียญสนองเสรีชน ส.ส.ช.
  16. เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  17. เหรียญที่ระลึกสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี
  18. เหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระชนมายุ ๕๐ พรรษา
  19. เหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระชนมายุ ๘๔ พรรษา
  20. เหรียญเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช มหามงคลสมัยพระราชพิธีเฉลิมพระชนมายุ ๖๐ พรรษา
  21. เหรียญเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดชมหามงคลสมัย พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก
  22. เหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา
  23. เหริยญกาชาดสรรเสริญ
  24. เหรียญกาชาดสมนาคุณ

เหรียญจิ๊กโก๋ใหญ่ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ปี๒๕๐๖

ReplyID0265337-PIC1

ท่านเจ้าคุณราชโมฬี วัดพระเชตุพน ท่านได้ปรารภกับหลวงพ่อเงินขอตั้ง “มูลนิธิ” ของหลวงพ่อขึ้นไว้สักทุนหนึ่ง ซึ่งหลวงพ่อก็เห็นชอบด้วยเพื่อเป็นการสมนาคุณแก่ผู้บริจาคเงินสมทบทุนสร้างมูลนิธิคราวนี้ ท่านเจ้าคุณได้ออกแบบให้โรงกษาปณ์จัดพิมพ์เหรียญ 3 ขนาด สำหรับแจกจ่าย คือ

เหรียญกลมมีรูปหลวงพ่ออยู่ตรงกลาง ด้านหลังมีพัดยศ สร้างครั้งแรกในงานฝังลูกนิมิตวัดพระงาม อำเภอเมือง นครปฐม ซึ่งหลวงพ่อเป็นประธานในการสร้างอุโบสถหลังนี้ เหรียญนี้ นายเอนก ศิริสัมพันธ์ เป็นช่างแกะออกแบบ แล้วให้โรงกษาปณ์จัดพิมพ์หมื่นองค์ ใช้วัสดุทองคำ นาก เงิน และนิเกิล เฉพาะนิเกิลจำนวนพิมพ์หมื่นองค์ งานฝังพัทธเสมาคราวนั้นได้เงินถึง 8 แสนเศษ ซึ่งไม่คาดหมายมาก่อน เหรียญรุ่นนี้จึงได้ชื่อว่า “หลวงพ่อเงินแปดแสน”

ส่วนอึก ๒ เหรียญ เป็นเหรียญใหญ่ และเหรียญเล็ก ลักษณะเดียวกัน คือมีรูป หลวงพ่อด้านหน้า กับมี “โคกยายหอม” อยู่ด้านหลัง สร้างในคราวมีการทอดกฐินสามัคคี ซึ่ง พลเอก จิตติ นาวีเสถียร เป็นประธาน เมื่อปี 2506

โดยที่เหรียญ 3 แบบนี้ มีความงดงามมาก จึงได้มีผู้นิยมแพร่หลายไม่แพ้พระรุ่นอื่น ๆ มีข้อที่น่าสังเกตประการหนึ่ง คือ พระที่หลวงพ่อสร้างไม่ว่าจะแบบใดรุ่นใด ได้ระบาดไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะไปที่ไหนเมื่อพบนักเลงพระ ถ้าถามหาพระหรือเสมาของหลวงพ่อเป็นมีให้ชมทั้งนั้น เหรียญและเสมาที่สร้างโดยโรงกษาปณ์นี้ มีแบบและลวดลายประณีตมาก (ภาพ และข้อความจากเวป)

ที่ได้มาเป็นเนื้อออกสีทอง น่าจะเป็นเนื้อนาคมากกว่า

เหรียญ หลวงพ่อเพชร วัดอัมพวัน เหรียญรุ่นแรก ปี๒๔๖๗

2011-03-207

หลวงพ่อเพชร วัดอัมภวัน เกาะพงัน สุราษฎร์ธานี ปี ๒๔๖๗  เหรียญรุ่นแรกเป็นตำนานไปแล้วครับ เป็นเหรียญเกจิเหรียญแรกของภาคใต้ และเป็นเหรียญตายที่แพงที่สุดของภาคใต้ แค่ได้ชมก็ยากเต็มที ผมได้มาเป็นเหรียญทองแดง สภาพสวยขอบแบบขอบเลื้อยครับ ดีด้านเมตตา แคล้วคลาด

ที่ว่าเป็นเหรียญตายคือ มีการเปลี่ยนมือน้อยมาก และนับเหรียญแท้ได้คือว่ามีน้อย ราคาเหรียญอยู่ระดับล้านต้น ถึงกลาง ดังนั้นในตลาดจึงมีเหรียญเสริมจำนวนมากด้วย ในภาพเป็นเหรียญที่ผมเกีบมาจาก คนแก่เจ้าของอายุมากกว่า 80 ปีแล้ว สภาพสวยมาก จะจริงเสริม ผมก็คงจะเก็บเป็นที่ระลึก หลวงพ่อเพชรมีคนว่าเป็นอาจารย์ หลวงพ่อแดง ติสฺโส วัดแหลมสอ เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ด้วยนะครับ ภาพด้านล่างมาจากเวป ถ่ายจากหนังสือ

showimage

ต่อเติมอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา

P10_home_url

(จากเวป นสพ. เดลินิวส์ 18 กรกฎาคม 2554)

โดยทั่วไปคนมักเข้าใจว่า การต่อเติมบ้านก็คือการเพิ่มพื้นที่ของบ้านขึ้นมาเฉย ๆ แต่ที่จริงเราต้องเปรียบให้เหมือนกับการปลูกบ้านเล็ก ๆ อีกหลังขึ้นมาข้างบ้านเก่าเลยทีเดียว ปัญหาที่มักพบในการต่อเติมบ้านก็คือการทรุดตัวของบ้าน ซึ่งนอกจากการเห็นรอยแตกร้าวที่ภายนอกแล้ว ยังอาจส่งผลถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็น อย่างปัญหาหลังคารั่วซึม หรืองานท่อและงานระบบต่าง ๆ อีกด้วย ดังนั้นในการต่อเติมบ้านจึงควรพิจารณาเรื่องต่าง ๆ พร้อมไปด้วย ดังนี้

  1. ต้องใช้เสาเข็มที่มีความยาวเท่ากับอาคารเดิมหรือยาวกว่าประมาณ 2 เมตร ไม่ว่าจะต่อเติมบ้านออกไปเป็นจำนวนชั้นเท่ากับอาคารเดิมหรือเพียงแค่ชั้นเดียวก็ตาม เพราะไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อยปลายของเสาเข็มที่รองรับส่วนต่อเติมจะต้องอยู่บนชั้นดินเดียวกับอาคารเดิม จึงจะทำให้การทรุดตัวไม่แตกต่างกันมากนัก และถ้าเป็นไปได้ควรใช้เสาเข็มชนิดเดียวกัน เพราะเสาเข็มแต่ละชนิดถึงจะระบุไว้ว่ารับน้ำหนักเท่ากัน แต่ก็จะมีอัตราการทรุดตัวไม่เท่ากัน
  2. ต้องแยกโครงสร้างอาคารเดิมกับโครงสร้างส่วนต่อเติมให้ออกจากกันโดยเด็ดขาด เพราะถึงแม้ว่าจะใช้เสาเข็มชนิดเดียวกัน มีความยาวเท่ากันแต่อัตราการทรุดตัวของอาคารใหม่ก็จะมีมากกว่าอาคารเก่าอยู่ดี และเมื่อเราแยกโครงสร้างออกจากกันแล้ว ก็จะเกิดเป็นร่องเล็ก ๆ ตลอดแนว หากรอยต่อนั้นอยู่ภายในอาคารก็ให้ใช้วิธียาแนว เพื่อปิดช่องระหว่างรอยต่อนั้น ๆ ด้วยซิลิโคน และให้หมั่นตรวจสอบสภาพซิลิโคนเหล่านั้นอยู่เสมอเพื่ออัดฉีดใหม่เมื่อซิลิโคนเสื่อมสภาพ หรือถ้าอยู่ภายนอกอาคาร ก็อาจออกแบบให้เป็นทางระบายน้ำแล้วโรยกรวดหรือหินสีเพื่อตกแต่งและปิดรอยต่อไปในตัว
  3. ในกรณีที่จุดเชื่อมต่อเป็นหลังคา ต้องแยกโครงสร้างเช่นเดียวกับจุดเชื่อมต่ออื่น ๆ ทำปีกนกเพื่อบังน้ำฝนบริเวณรอยต่อ และไม่ควรให้มีส่วนใดส่วนหนึ่งของหลังคาของส่วนต่อเติมอยู่สูงกว่าหลังคาของอาคารเดิม เพราะอย่างไรก็ตามส่วนต่อเติมก็จะมีอัตราในการทรุดตัวสูงกว่าอาคารเดิม และหากมีฝ้าเพดานภายในก็ควรใช้วิธีการเล่นระดับลดหลั่นหรือดร็อปฝ้าเพดานเพื่อซ่อนรอยต่อ
  4. หลีกเลี่ยงการเดินงานระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะระบบประปา ด้วยวิธีการซ่อนในโครงสร้างผ่านบริเวณจุดเชื่อมต่อดังกล่าว หากจำเป็นควรใช้วิธีการเดินระบบแบบระบบลอยเพื่อให้สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติได้ง่าย และใช้ข้อต่อชนิดที่ยืดหยุ่นได้ (ข้ออ่อน) เพื่อช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเมื่ออาคารเกิดการทรุดตัว

คนส่วนใหญ่มักมองว่าการต่อเติมบ้านเป็นเรื่องไม่ยาก เมื่อพูดคุยกับผู้รับเหมาหรือช่างก็สามารถต่อเติมได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การต่อเติมบ้านเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนและอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ที่ยุ่งยากตามมาได้ง่าย ดังนั้นเมื่อคิดจะต่อเติมบ้านควรต้องปรึกษาสถาปนิกหรือวิศวกรก่อนจะลงมือต่อเติมเสมอ.

บ้านและสวน

พระหลวงพ่อจุก กรุวัดพระศรีมหาธาตุ ลพบุรี

_MG_0184

(เนื้อเรื่องจาก นสพ. คม ชัด ลึก ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ สำหรับภาพเป็นพระผมเองครับ)

พระกรุอีกองค์ของ อู๊ด สุพรรณ คือ พระหลวงพ่อจุก เนื้อดินเผา กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี ชื่อพระพิมพ์นี้ฟังดูเหมือนกับชื่อของพระเกจิอาจารย์ แต่ความจริงเป็นชื่อเรียก พระพุทธรูป ที่มีพระรัศมีเป็นกรวยสูงเด่น คล้ายกับ ผมจุก ผู้ที่พบเห็นในครั้งแรก จึงเรียกชื่อพระพิมพ์นี้ว่า พระหลวงพ่อจุก สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้พระพิมพ์นี้มีพุทธลักษณะแตกต่างไปจากพระพิมพ์อื่นๆ ของกรุวัดพระศรีฯ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมร ที่นับถือศาสนาพุทธแบบมหายาน พุทธศิลป์จึงมีความเข้มแข็ง ดุดัน ถมึงตึง แต่ พระหลวงพ่อจุก กลับมีพุทธลักษณะสำรวม อ่อนโยน สงบนิ่ง แสดงความเมตตากรุณา อันเป็นลักษณะของ พุทธศิลป์แบบเถรวาท เชื่อกันว่าพระพิมพ์นี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะลังกา ขณะเดียวกัน เม็ดพระศกของพระพิมพ์นี้มีลักษณะเรียงติดกันเป็นเส้นตามแนวนอน ที่เรียกกันว่า ผมเวียน จึงน่าเชื่อว่าได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียภาคใต้ ที่เรียกว่า ศิลปะโจฬะ ตอนปลาย สกุลช่างนาคปัฏฏินัม (ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๖-๘) นับเป็นจุดเด่นของ พระหลวงพ่อจุก ที่น่าสนใจศึกษา แม้ว่าองค์พระจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ คือ กว้างประมาณ ๓.๕ ซม. สูงประมาณ ๖.๕ ซม.ไม่สะดวกในการแขวนติดตัวไปไหนมาไหน ก็น่าสะสมเอาไว้ศึกษาเนื้อหามวลสาร และพิมพ์ทรงองค์พระที่มีคุณค่าทางด้านพุทธศิลป์เป็นอย่างยิ่ง (พระพิมพ์นี้มีทั้งเนื้อดิน และเนื้อชิน)

พุทธปริตร หลวงปู่ดุลย์ อตุโล

4397-14397-2

(เนื้อเรื่องจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ – ภาพจากเวป)

ทยอยให้ชมกันอีกตามเสียงเรียกร้อง “พระดีสายวัดป่า” ที่สร้างโดย “หลวงปู่ดูลย์ อตุโล” แห่ง วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ ผู้เป็นอีกหนึ่ง “ศิษย์เอก” ของ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๕ เพื่อหารายได้สร้าง ตึกสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ หลังจากส่วนใหญ่ให้ชม “เนื้อทองคำ” ไปบ้างแล้ว……องค์แรกที่จะให้ชมอีกคือ “พระกริ่งพุทธปริตรเนื้อนวโลหะ” องค์ที่สอง “พระชัยวัฒน์พุทธปริตรเนื้อนาก” องค์ที่สาม “พระชัยวัฒน์พุทธปริตเนื้อเงิน” องค์ที่สี่ “พระชัยวัฒน์พุทธปริตรเนื้อนวโลหะ” และองค์ที่ห้า “เหรียญพระพุทธปริตรเนื้อทองแดง” ที่นักสะสม สายอีสานระบุว่าพระรุ่นนี้หากต้องการสะสมให้ ครบชุด และ ครบทุกเนื้อ แล้ว ก็ต้องใช้ เงินล้าน จึงจะมีสิทธิได้มาบูชา จริงหรือไม่จริง เชื่อหรือไม่เชื่อ ให้ถาม “รัน มรดกไทย” เพราะเป็นนักสะสมสาย “หลวงปู่ดูลย์” อีกคนที่เพิ่งไปนิมนต์แบ่งปันมาเป็นสมบัติจาก คหบดีเมืองสุรินทร์ ที่เคารพนับถือกันเนื่องจากนาทีนี้องค์ที่เป็น “เนื้อทองคำ” และ “เนื้อนาก” เริ่มหายากเนื่องจาก จำนวนสร้าง น้อยมากนั่นเอง

รามเกียรติ์ ตอนศึกไมยราพ

รามเกียรติ์ ตอนศึกไมยราพ

Khon Dance in Germany 2006

ไมยราพเจ้าเมืองบาดาล มีกล้องยาวิเศษพร้อมมนต์สะกด เมื่อเป่ายา และร่ายมนต์ก็สามารถ​สะกดคนให้หลับหมดได้ ไมยราพได้รับบัญชาจากทศกัณฐ์ให้​มาช่วยรบ กับพระรามก่อนทำศึกกับพ​ระราม ไมยราพฝันเป็นลางว่า มีดาวดวงน้อยเปล่งรัศมีมาบดบังด​วงจันทร์ โหรทำนายว่าพระญาติ (ไวยวิก) จะได้ขึ้นคร​องเมืองแทน ไมยราพจึงหาทางป้องกันมิให้เป็น​ไปตามคำทำนายโดยการจับไวยวิก และ​มารดา คือนางพิรากวน (พี่สาวของไม​ยราพ) ไปขังไว้ ฝ่ายพระรามก็ฝันว่าราหูมาบดบังพ​ระอาทิตย์แล้วจับไปได้ พิเภกทำนายว่าพระรามจะถูกลักพาต​ัวไปแต่จะรอดกลับมาได้ เมื่อใดที่พระอาทิตย์ขึ้น พระราม​จะพ้นเคราะห์ หนุมานจึงพยายามหาทางป้องกันโดย​เนรมิตกายให้ใหญ่ อมพลับพลาที่ปร​ะทับของพระรามเอาไว้ แต่ไมยราพซึ่งปลอมตัวเป็น พลทหาร​ลิงแอบล่วงรู้ความลับนี้ จึงเหาะขึ้นไปบนอากาศกวัดแกว่งก​ล้องทิพย์ทำให้เกิดความสว่าง พลลิงทั้งหลายที่อยู่ยามเข้าใจว​่าเป็นเวลาเช้าแล้วก็พากันละเลย​ต่อหน้าที่ บ้างก็นอนหลับ บ้างก็หยอกล้อกัน ไมยราพจึงย่องเข้าไปเป่ายาสะกดไ​พร่พลในกองทัพของพระรามจนหลับให​ลไปหมด แล้วจึงแบกพระรามพาแทรกแผ่นดินไ​ปยังเมืองบาดาล เมื่อถึงเมืองบาดาลไมยราพสั่งให​้นำพระรามไปขังไว้ในกรงเหล็ก และนำไปไว้ยังดงตาลท้ายเมืองบาด​าล จัดทหารยักษ์จำนวนโกฏิหนึ่ง (๑๐ ล้านตน) เฝ้าเอาไว้อย่างแน่นหนา และสั่งให้นางพิรากวนตักน้ำใส่ก​ระทะใหญ่เพื่อเตรียมต้มพระรามกั​บไวยวิกในวันรุ่งขึ้น

ทางกองทัพของพระรามเมื่อทราบว่า​พระรามถูกลักพาตัวไปให้หนุมานตา​มไปช่วยพระรามที่เมืองบาดาล ระหว่างทางหนุมานได้พบกับด่านต่​าง ๆ หลายด่าน คือ ด่านกำแพงหินที่มียักษ์รักษานับ​พัน ด่านช้างตกมัน ด่านภูเขากระทบกันเป็นเปลวไฟ ด่านยุงตัวโตเท่าแม่ไก่ และด่านมัจฉานุ (บุตรของหนุมานกั​บนางสุพรรณมัจฉา) หนุมานสามารถผ่านด่านต่างๆได้ และได้ขอให้มัจฉานุบอกทางไปยังเ​มืองบาดาลให้ แต่มัจฉานุนึกถึงพระคุณของไมยรา​พที่ชุบเลี้ยงตน เป็นบุตรบุญธรรม​ จึงเลี่ยงบอกทางไปเมืองบาดาลให้​หนุมานทราบเป็นความนัยให้หนุมาน​นึกเดาเอา หนุมานจึงตามไปถึงเมืองบาดาลพบน​างพิรากวนออกมาตักน้ำตามคำสั่งข​องไมยราพ จึงขอให้นางพิรากวนพาเข้าเมืองบ​าดาลโดยการแปลงเป็นใยบัวติดสใบน​างเข้าไป หนุมานค้นหาพระรามจนพบแล้วร่ายม​นต์สะกดยักษ์ที่อยู่เวรยามให้หล​ับหมดพาพระรามออกมาจากเมืองบาดา​ลและไปฝากเทวดาที่เขาสุรกานต์ให​้ช่วยดูแลพระราม ส่วนตนเองก็ย้อนกลับไปสู้กับไมย​ราพ และฆ่าไมยราพตายในที่สุด

พระเครื่องของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา

พระเครื่องเนื้อดินเผา สร้างโดยหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา เป็นพระเครื่องที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนพระเครื่องอื่นใด คือเป็นพระเนื้อดิน บรรจุผงพระพุทธคุณ ถือว่าเป็น “พระหมอ” โดยอาจอาราธนาเพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ มีอายุการสร้างกว่า 80 ปี จึงเป็นพระที่น่ามีไว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง


ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

พระครูวิหารกิจจานุการ หรือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิมชื่อ ปาน นามสกุล สุทธาวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2418 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 เมื่ออายุครบ 21 ปี เข้าอุปสมบท ณ พัทสีมาวัดบางนมโค เมื่อ พ.ศ.2439 มีหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ้อย วัดบ้านแพน เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์อุ่ม วัดสุธาโภชน์ เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “โสนนโท” อุปสมบทแล้วได้ศึกษาและได้ปฏิบัติในสำนักอาจารย์พอสมควร แล้วได้ไปศึกษาคันธาธุระ และวิปัสสนาธุระ ณ วัดสระเกศราชวรวิหาร กับวัดสังเวชวิศยาราม ในกรุงเทพมหานคร (จังหวัดพระนครในสมัยนั้น) และวัดเจ้าเจ็ดในอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีประวัติ(เป็นคำบอกเล่าจากพระราชพรหมยานหรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี) ว่าท่านได้เรียนวิชามาจากหลวงพ่อเนียม วัดน้อย และหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน จังหวัดสุพรรณบุรีอีกด้วย

หลวงพ่อปานได้เล่าเรียนศึกษาวิชากัมมัฏฐานจนท่านมีความรู้สามารถเป็นอย่างยิ่ง และเป็นแพทย์แผนโบราณที่มีคนไข้รักษาเดินทางมาให้ท่านรักษากับท่านไม่เว้นแต่ละวัน ท่านเป็นที่เคารพนับถือของชาวอยุธยา ข้าราชการ คหบดี และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ เช่น หม่อมเจ้าโฆษิต กรมพระนครสวรรค์ฯ พ.อ.หลวงพิชัยรณสิทธิ์ พระยาชนภาณพิสิทธิ์ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เป็นต้น หลวงพ่อปานได้รับพระราชทานเป็น “พระครูวิหารกิจจานุการ” เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2474

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค มีอุปนิสัยหรือปฏิปทาเหมือนกับ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย คลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ อยู่อย่างหนึ่ง คือ ไม่ปรารถนาที่จะเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัด ท่านมีนิสัยชอบอยู่อย่างสงบ ๆ มากกว่าที่จะมีภารกิจยุ่งในการบริหารวัด หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ท่านไม่ยอมเป็นเจ้าอาวาสวัดบางเหี้ย ให้หลวงพ่อถัน ผู้มีอาวุโสน้อยกว่าเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ก็เช่นกัน ท่านให้ “สมภารเย็น สุนทราวงษ์” ซึ่งอาวุโสน้อยกว่าท่านเป็นเจ้าอาวาส จนกระทั่งสมภารเย็นถึงมรณภาพใน พ.ศ.2470 (หนังสือบางเล่มเขียนว่า พ.ศ.2479) จากนั้นหลวงพ่อปานจึงเป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา

หลวงพ่อปานท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโคจนถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2481 (แรม 14 ค่ำ เดือน 8 ) อายุ 63 พรรษา 42 แม้ท่านจะมรณภาพไปนานกว่า 70 ปีแล้ว ผู้คนยังเดินทางไปเคารพรูปหล่อที่ประดิษฐานที่วัดบางนมโคอยู่เสมอ ทุก ๆ ปีในวันมรณภาพวันที่ 26 กรกฎาคม ทางวัดได้จัดงานถวายสักการบูชาเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีและความเคารพแด่ปรมาจารย์โดยพร้อมเพรียงกัน มรดกที่ท่านได้ทิ้งไว้ให้กับพุทธศาสนิกชนก็คือ พระคาถาปัจเจกะโพธิ์ (เพื่อโชคลาภและการทำมาค้าขาย) ซึ่งท่านเรียนมาจากฆราวาสผู้เฒ่าชื่อ “ครูผึ้ง” (หรือชื่อเดิมว่า “ครูพึ่งบุญ”) คำสอนในการเรียนสมถกัมมัฏฐานภาวนา ผ้ายันต์เกราะเพชร และ พระเนื้อดินหกพิมพ์ทรงที่จะได้เสนอรายละเอียดต่อไป
(ข้อความส่วนใหญ่นำมาจากหนังสือ “ปัจโจปการบรรณ” มูลนิธิร้อยปีหลวงพ่อปาน วันอาทิตย์ที่ 10 ต.ต. 19) เข้าใจ


พระเครื่องของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

เมื่อหลวงพ่อปานท่านสร้างพระเนื้อดิน ท่านได้พิมพ์ “ใบฝอย” (คำชี้แจง) วิธีใช้พระของท่านด้วย ในหนังสือสำคัญนี้ลงท้ายว่า : “ได้แจกตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม พระพุทธศักราช 2460” แสดงว่าพระของท่านได้เริ่มสร้างแจกตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2460 หรืออาจเป็น พ.ศ.2461 หากนับศักราชแบบในปัจจุบัน แต่ก่อนหน้านั้น ท่านอาจจะสร้างพระเนื้อดินบ้างแล้ว ซึ่งคนเรียกกันว่า “พิมพ์โบราณ” ฝีมือช่างไม่สวยงามเท่าพิมพ์มาตรฐาน

พระเนื้อดินของท่านแบ่งออกได้เป็น 6 พิมพ์ทรง คือ

  1. พิมพ์ขี่ไก่
  2. พิมพ์ขี่ครุฑ
  3. พิมพ์ขี่เม่น
  4. พิมพ์ขี่นก
  5. พิมพ์ขี่ปลา
  6. พิมพ์ขี่หนุมาน แต่ละแม่พิมพ์ยังแบ่งเป็นพิมพ์ย่อยอีกหลายพิมพ์

ขั้นตอนการสร้างพระของหลวงพ่อปาน

  1. ทำผงพระพุทธคุณ ท่านทำผงและลบผงด้วยตนเอง ทำเฉพาะในระหว่างวันเข้าพรรษาเท่านั้น ผงที่ทำได้แก่ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห และผงมหาราช ทำโดยปั้นดินสอพองเป็นแท่ง เขียนอักขระลงบนกระดานแล้วลบผงรวบรวมไว้
  2. ทำแม่พิมพ์ กำหนดแบบจากนิมิตที่ท่านได้เห็นในสมาธิ ทำเป็นทรงสี่เหลี่ยม องค์พระปฏิมาประทับนั่งปางสมาธิและปางมารวิชัย มีรูปสัตว์เป็นพาหนะ ได้แก่ ไก่ หนุมาน ครุฑ เม่น นก และปลาอยู่ข้างล่าง และมีอักขระขอม มะ อะ อุ อยู่ด้านข้างขององค์พระ ผู้แกะแม่พิมพ์เป็นศิษย์และชาวบ้านผู้มีฝีมือในทางการช่าง ด้วยเหตุนี้ พระของท่านจึงมีหลายพิมพ์และหลายฝีมือ
  3. ดินใช้สร้างพระ ใช้ดินก้นคลองในแม่น้ำหน้าวัดนำมากรองเอาส่วนที่หยาบออก เหลือดินละเอียดมาโขลกตำเข้าด้วยกัน แล้วกดแม่พิมพ์ และใช้ไม้ไผ่ปลายแหลมเสียบทางด้านบน เพื่องัดออกจากแม่พิมพ์
  4. นำพระที่ได้ไปผึ่งแห้ง แล้วนำเข้าสุมไฟแกลบรวม 7 วัน 7 คืน แล้วจึงนำพระออกจากบาตร
  5. บรรจุผงพุทธคุณ พระในวัดจะช่วยกันบรรจุผงพระพุทธคุณที่หลวงพ่อปานทำไว้ในรูที่ถูกไม่ไผ่เจาะทุกองค์
  6. ปลุกเสก หลวงพ่อปานจะทำพิธีปลุกเสกเดี่ยวอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นอันเสร็จพิธี

(รายละเอียดนำมาจากหนังสือพระเครื่องปริทัศน์ ภาพชนะการประกวด งานมหกรรมฯ จ.นครปฐม 2 ต.ค. 2520)


การแจกพระ

หลวงพ่อปานท่านสร้างพระและแจกเรื่อยมา คาดว่าในครั้งแรกท่านแจกพระในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2460 โดยแจกเป็นทาน พร้อมแจกใบฝอยบอกรายละเอียดวิธีการอาราธนาใช้พระควบคู่ไปด้วย เพื่อผู้ใช้จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง นายณรงค์ วรวีระ (ญาติของอาจารย์ภุชชงค์ จันทวิช นักเขียนเรื่องพระและโบราณวัตถุ โดยเฉพาะเรื่องเครื่องถ้วย) ได้เคยนำหนังกลางแปลงไปฉายที่วัดและเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “ราว พ.ศ.2470 เคยไปช่วยงานหลวงพ่อปานที่วัดบางนมโค และได้รับพระพิมพ์หลวงพ่อปานมาองค์หนึ่ง

เวลาแจกท่านให้คนละองค์เท่านั้น ท่านบอกว่าถ้าเอาไปเกินจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ของทางวัดคอยเอาปูนป้ายที่มีผู้เข้ารับเพื่อเป็นที่สังเกตว่าได้รับพระไปแล้ว จะได้ไม่วนเวียนกลับไปรับอีก” นอกจากนั้นผู้ที่รับพระของท่านไปจะต้องเป็นผู้อยู่ในศีลธรรมและกฎหมาย หรือถือศีลห้า มิฉะนั้นพระของท่านจะใช้ไม่ได้ผล ซึ่งอาจเป็นนโยบายหรืออุบายอย่างหนึ่ง ที่จะอบรมศีลธรรมแก่ประชาชนให้ยึดมั่นในคุณธรรม สร้างแต่กรรมดี ซึ่งผู้คนในปัจจุบันไม่ค่อยคำนึงถึงข้อนี้กันนัก


พระพุทธคุณและความนิยม

พระเนื้อดินของหลวงพ่อปาน ท่านขึ้นชื่อว่ามีพุทธคุณในทางรักษาโรคภัยไข้เจ็บ กันคุณไสย และอาจอธิษฐานเสี่ยงทายในบางอย่าง เช่น ถ้าเดินทางจะไปดีมาดี มีลาภและมีสุข ขอให้พระเย็นในฝ่ามือ หากไม่ดีมีภัยอันตราย ก็จะร้อนในฝ่ามือ (สรรพคุณนี้หลวงพ่อปานท่านระบุไว้ในใบฝอยวิธีบูชาพระของท่านเอง)
คุณปรีชา เอี่ยมธรรม (จ่าเปี๊ยก) นักเล่นพระรุ่นเก่าและนักเขียนเรื่องพระเครื่องที่มีชื่อได้เล่าว่า พระหลวงพ่อปานนั้นขึ้นชื่อในทางรักษาโรคและเป็นที่หวงแหนของคนรุ่นก่อนมาก เมื่อตอนเด็ก ๆ คุณปรีชาชอบขอพระจากคนทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่จะให้ ไม่หวงกันนัก แต่มีอยู่รายหนึ่งไม่ยอมให้ คุณปรีชา เอี่ยมธรรม ได้เล่าว่า “….ผมจะขอพระที่เขาห้อยมากันคนละองค์ ส่วนใหญ่เป็นพระท้องถิ่น…ในชีวิตที่ขอพระตอนนั้นมีไม่ให้อยู่คนเดียว จำได้แม่น แกให้เหตุผลว่าถ้าผมเอาไป เท่ากับเอาหมอไปจากหมู่บ้านเขาเลย พระองค์นั้นคือพระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พิมพ์อะไรจำไม่ได้ นั่นเป็นเพราะสมัยนั้นการแพทย์ยังไปไม่ถึง ใครจะเป็นอะไรก็จะเอาพระมาแช่น้ำดื่มแก้โรคนั้นโรคนี้กัน …”

(จากหนังสือ Spirit Vol. 2 No.9 April – May 2004)
พระพุทธคุณของพระหลวงพ่อปานท่านขึ้นชื่อมาเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วคนแล้ว พระของท่านจึงน่าหาไว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันมีของเทียมเลียนแบบฝีมือดีมาก ท่านผู้ต้องการหาไว้บูชาควรหาองค์ที่ดูง่าย ซึ่งก็ยังคงพอหาได้อยู่เพราะท่านสร้างพระไว้เป็นจำนวนมาก ส่วนราคาแล้วแต่สภาพความสวยงามและพิมพ์ทรง แต่พระพุทธคุณก็เหมือนกัน ดังท่านได้ระบุเรื่องนี้ไว้ในใบฝอยวิธีใช้พระของท่านอีกว่า: “พระกับลูกอม (หลวงพ่อปานท่านสร้างลูกอมเนื้อผงด้วย) มีสรรพคุณเหมือนกันอย่างเดียวกัน …วิธีอาราธนาอย่างเดียวกัน ใช้ดอกไม้ธูปเทียนเหมือนกันตามแต่จะหาได้… บูชาพระพุทธ พระสงฆ์ เช่นที่เคยบูชากันมาก็เหมือนกัน”
ความข้างต้นเป็นสิ่งยืนยันว่า พระทุกพิมพ์ของท่านใช้ได้ดีเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเลือกพิมพ์ที่แพง ๆ ขอให้มีความเชื่อมั่นและเป็นคนดีมีศิลธรรมเป็นใช้ได้

(คัดลอกรูป และเนื้อเรื่องจาก เวปท่าพระจันทร์ http://www.pt-amulet.com)