Month: August 2011

พระสมเด็จวัดระฆังฯ พ.ศ.๒๕๑๕ รุ่นอนุสรณ์ฯ ๑๐๐ปี ‘สมเด็จฯ โต’

image

ตำนานการสร้างพระเครื่องของ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ธนบุรี นับตั้งแต่สมัย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เรื่อยมาจนถึงสมัย หลวงปู่นาค หลวงปู่หิน ฯลฯ ยังไม่มีครั้งใดที่มีการจัดสร้างอย่างเป็นทางการ ดั่งเช่น รุ่น "อนุสรณ์ฯ ๑๐๐ ปี" ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวัดระฆัง ที่มีการบันทึกประวัติทุกขั้นตอนของการจัดสร้างไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ปฐมเหตุแห่งการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ สืบเนื่องมาจากวัดระฆัง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ระดับวรมหาวิหาร ที่มีประวัติการสร้างมาตั้งแต่สมัยก่อตั้ง กรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้ถาวรวัตถุต่างๆ ที่สร้างในสมัยนั้น   และได้ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก โดยเฉพาะ หอพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นที่เก็บรักษา พระธรรมคำสอน และเอกสารสำคัญต่างๆ ของทางวัด จึงมีความจำเป็นต้องบูรณปฏิสังขรณ์อย่างเร่งด่วน โดยต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก ขณะที่กำลังของทางวัดเองยังมีไม่เพียงพอ

ขณะ เดียวกัน ม.ล.เนื่องพร สุทัศน์ (ผู้ริเริ่มโครงการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้) ได้อ่านพบวันมรณภาพ (บางแห่งใช้คำว่า "สิ้นชีพิตักษัย") ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เมื่อวันเสาร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ (ต้น) ปีวอก จุลศักราช ๑๒๓๔ ตรงกับวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕ ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริรวมอายุได้ ๘๕ ปี พรรษา ๖๕ ซึ่งจะ ครบ ๑๐๐ ปี ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๕ เห็นว่าเป็นนิมิตหมายกำหนดการที่ดี ในการจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อระดมเงินทุนบูรณะหอพระไตรปิฎกดังกล่าว จึงได้ทำเป็นโครงการขึ้น โดยขอรับความเห็นชอบจาก พระราชธรรมภาณี รักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการสร้างปูชนียวัตถุเพื่อเป็นอนุสรณ์ครบ ๑๐๐ ปีแห่งมรณภาพของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหมรํงสี) ณวัดระฆังโฆสิตาราม จ.ธนบุรี"

โครงการนี้ได้รับการสนับ สนุนจาก กองทัพเรือ โดยมี พล.ร.อ.จรูญ เฉลิมเตียรณ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น รับผิดชอบเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงาน พระราชธรรมภาณี รักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ พล.ร.ท.อุดม สุทัศน์ ณ อยุธยา เจ้ากรมอู่ทหารเรือ เป็นประธานกรรมการดำเนินการฝ่ายฆราวาส

วัตถุ มงคลที่ได้จัดสร้างขึ้นในครั้งนี้ ได้แก่

  1. พระพุทธรูปจำลอง (องค์พระประธานในพระอุโบสถ วัดระฆัง) ขนาดบูชา เนื้อนวโลหะ
  2. พระกริ่งจำลององค์พระประธาน เนื้อทองคำ และเนื้อนวโลหะ
  3. รูปเหมือนหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ขนาดบูชา เนื้อนวโลหะ
  4. รูปเหมือนหล่อลอยองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เนื้อทองคำ เงิน และนวโลหะ
  5. เหรียญรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เนื้อทองคำ เงิน และทองแดง
  6. พระเครื่องเนื้อผง พิมพ์สมเด็จ และพิมพ์รูปเหมือน

สำหรับพระเครื่องเนื้อผง ได้จัดทำออกเป็น ๓ แบบหลักๆ คือ

  1. พิมพ์พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ทรงนิยม
  2. พิมพ์รูปเหมือนสมเด็จฯ โต และ
  3. พิมพ์สมเด็จคะแนน

แต่ ละแบบได้จัดสร้างจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ ตามจำนวนพระธรรมขันธ์ (ยกเว้นพิมพ์พระคะแนน) การจัดสร้างพระเนื้อผงทั้งหมดนี้ ทางวัดได้กำหนดขอบเขตในการจัดทำทุกขั้นตอน ให้อยู่ภายในเขตวัดเท่านั้น โดยมี พระครูใบฎีกาโชคชัย เป็นผู้ดูแลควบคุมงานทั้งหมด

ผง ต่างๆ ที่นำมาผสมเป็นมวลสาร ซึ่งเนื้อแท้มีส่วนสำคัญๆ และถือเป็นมงคลอย่างยิ่ง ได้แก่ ผงปถมัง ซึ่งพระเกจิอาจารย์ต่างๆ ได้ประสิทธิประสาทไว้ ผงพระที่แตกหักชำรุดไม่เป็นองค์แล้ว เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จกรุบางขุนพรหม พระสมเด็จปิลันท์ จำนวนมาก ว่านนานาชนิด เศษปูนซึ่งหลุดกระเทาะจากพระอุโบสถ เป็นต้น รวมทั้งเกสรดอกไม้ โดยเฉพาะเกสรดอกบัวที่บูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เกสรดอกไม้ที่บูชาพระตามที่ต่างๆ เศษทองคำเปลวที่ปิดบูชาพระ เป็นต้น

ปัจจุบัน พระสมเด็จรุ่น ๑๐๐ ปี สมเด็จฯ (โต) ปี ๒๕๑๕ ได้รับความนิยมแสวงหากันอย่างกว้างขวาง องค์ละหลายพันบาทขึ้นไปถึงหลักหมื่น ซึ่งผู้เขียนจะได้นำมาเขียนถึงแต่ละพิมพ์ในโอกาสต่อไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จฯวัดระฆัง

การ จัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ คณะกรรมการได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาทรงเททองเป็นปฐมฤกษ์ ตามกำหนดฤกษ์ โอกาสนี้ได้เสด็จฯ ขึ้นทอดพระเนตรหอพระไตรปิฎก และทรงร่วมกันปลูกต้นจันทน์ที่หน้าหอพระไตรปิฎกอีกด้วย

ในครั้งนั้น ได้มีการบันทึกเหตุการณ์ถึงความอันน่าอัศจรรย์ใจในวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไว้ว่า ระยะนั้นเป็นช่วงหน้าฝน กรมอุตุฯได้พยากรณ์จากสถิติในรอบ ๓๐ ปี ว่าจะมีเมฆมาก และจะมีฝนตกชุกตลอดในช่วงบ่ายจนถึงค่ำ เกือบทั้งเดือนกันยายนของปีนั้น ซึ่งในคืนก่อนวันเสด็จฯ (๑๗ ก.ย.๒๕๑๔) ช่างได้ก่อสุมเตาหล่อหลอมโลหะ ปรากฏว่าฝนได้ตกตลอดเวลา ต่อเนื่องมาจนถึงตอนบ่ายของวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๑๔ จนได้หยุดตกก่อนหน้าเวลาเสด็จฯ เพียง ๒-๓ ชั่วโมงเท่านั้น แต่ท้องฟ้าก็คงฉ่ำไปด้วยฝน

แต่ด้วยอำนาจแห่งความ ศักดิ์สิทธิ์ และด้วยพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ปรากฏว่า เมื่อได้ฤกษ์ที่จะทรงเททอง ท้องฟ้าซึ่งฉ่ำไปด้วยฝน ได้กลับกระจ่างสว่างขึ้นทันที มีแสงจากดวงอาทิตย์อ่อนๆ สาดไปทั่วพิธีมณฑล ยังความปีติอย่างแรงกล้าแก่ผู้ที่ได้ประสบพบเห็นโดยทั่วหน้ากัน นับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ขณะเดียวกัน รูปเหมือนสมเด็จฯ (โต) ขนาดเท่าองค์จริง ที่ทรงประกอบพิธีเททองในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่สุมพิมพ์กลางฝนมาตลอด และเป็นของใหญ่ ซึ่งยากในการหล่อ แต่เมื่อทรงเททองแล้ว ปรากฏว่า เมื่อเอาดินพิมพ์ออกหมดแล้วพบว่า รูปเหมือนสมเด็จฯ โต เททองได้เหมือนและดีบริสุทธิ์ ไม่มีชำรุดหรือเสียหายแม้แต่น้อย

โดย อิศรา เตชะสา (ป.สตูดิโอ) จากหนังสือพิมพ์ คม ชัดลึก เสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2554

ฮวงจุ้ย – อิทธิพลของเสาต่อผู้อาศัย

อิทธิพลของเสาต่อผู้อยู่อาศัยในบ้าน

อิทธิพลของเสาที่มีต่อผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน สำนักงาน เนื่องจากมีหลายท่านวิตกกังวลมากว่า นั่งทำงานใกล้เสาบ้าง มีเหลี่ยมเสาตรงกับตำแหน่งที่นั่งบ้าง และเสาไฟฟ้า รวมทั้งเสาไฟฟ้าแรงสูง บริเวณใกล้บ้านพัก จะมีอิทธิพลต่อสุขภาพ ของผู้อยู่อาศัยภายในบ้านจริงหรือไม่อย่างไร นั้น

เสาไฟฟ้าที่ส่งผลไม่ดีให้กับบ้านอยู่อาศัย

เราต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า วิธีดูว่าเสาไฟฟ้าในลักษณะใดที่จะส่งผลที่ไม่ดีโดยตรงต่อผู้อยู่อาศัย ซึ่งขอชี้แจงว่า หากบ้านท่านมีเสาไฟฟ้าอยู่ในบริเวณแนวรั้วของบ้าน ก็สบายใจได้เพราะ จะไม่ส่งผลกระทบต่อบ้านของท่านอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากเสาไฟฟ้านั้น อยู่บริเวณตรงกันข้ามกับบ้านของท่าน คราวนี้ต้องมาสังเกต ให้ถี่ถ้วนอีกครั้งว่า เสาไฟฟ้านั้นตั้งวางอยู่จุดใด เพราะลักษณะอย่างนี้จะส่งผลกระทบต่อบ้านของท่านโดยตรงทีเดียว

* วิธีพิจารณาลักษณะที่ตั้งเสาไฟฟ้าไม่ให้คุณ

  1. กรณีที่เสาไฟฟ้าอยู่ตรงกับประตูหน้าบ้านของท่านตรงๆ จะส่งผลร้ายอย่างมากที่สุด และรุนแรงที่สุดด้วย
  2. กรณีที่เสาไฟฟ้าอยู่ตรงกับหน้าต่างหรือช่องลม จะส่งผลกระทบในทางไม่ดีเช่นกัน แต่จะไม่รุนแรงเท่ากับ เสาไฟฟ้าที่อยู่ตรงกับประตูหน้าบ้าน
  3. กรณีที่เสาไฟฟ้าอยู่ตรงกับตำแหน่งปีเกิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่งภายในบ้าน ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลผู้นั้น

สำหรับความรุนแรงที่เจ้าบ้านจะได้รับในทั้ง 2 กรณี ดังกล่าวข้างต้นนั้น ต้องมาสังเกตดูให้ดีว่า หากเสาไฟฟ้าต้นนั้น ล้มลงมายังตัวบ้านท่านแล้ว ความสูงของเสาจะพาดไม่ถึงตัวบ้านของท่านหรือไม่ ถ้าถึงแสดงว่าท่านจะได้รับผลกระทบเต็มๆ อย่างรุนแรง แต่หากว่าถ้าเสาไฟฟ้าต้นนั้น ล้มลงมาแล้วความสูงของเสาพาดไปไม่ถึงตัวบ้านของท่าน กล่าวคือ ระหว่างเสาไฟฟ้ากับบ้าน ของท่าน อาจมีถนนมาขวางกั้นไว้ ลักษณะเช่นนี้ก็จะไม่มีผลกระทบแต่อย่างใดจึงไม่ต้องกังวลใจ

* ผลกระทบของเสาไฟฟ้าที่อยู่ตรงกันข้ามกับบ้าน

เสาไฟฟ้าที่อยู่ตรงกันข้ามกับบ้านเรือนของเรานั้น จะส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อผู้อยู่อาศัยในบ้านแน่นอน โดยจะกระทบ ต่อสุขภาพของสมาชิกในบ้าน บางครั้งเมื่ออาศัยอยู่ในบ้านที่มีเสาไฟฟ้าอยู่ตรงกันข้ามนานๆ อาจจะเกิดโรคแปลกๆ ซึ่งไม่สามารถ หาสาเหตุของโรคได้ หรืออาจจะเสียเงินรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักทีจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง และหากร้ายแรงที่สุด ก็จะส่งผล ให้เป็นโรคมะเร็งได้ ทั้งนี้ จะส่งผลกับบุคคลผู้ใดภายในบ้านนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งของเสาไฟฟ้า นั้นตรงกับ ตำแหน่งของ บุคคลใดในบ้านเป็นสำคัญ นอกจากนี้ หากเป็นเสาไฟฟ้าที่มีหม้อแปลงขนาดใหญ่ด้วยแล้วยิ่งมีผลร้ายแรงเป็นทวีคูณ ซึ่งจะทราบได้โดย การใช้เข็มทิศทางฮวงจุ้ย ช่วยในการวัดทิศทางนั่นเอง

สรุปลักษณะของเสาไฟฟ้าที่ทำร้ายบ้าน 4 ทิศทาง

  1. บ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ หลังบ้านเป็นทิศใต้ และมีเสาไฟฟ้าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามฝั่งซ้ายของบ้าน หรือตรงกับตำแหน่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้าน
  2. บ้านที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หลังบ้านเป็นทิศตะวันออกเฉียงใต้ และมีเสาไฟฟ้าอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ฝั่งซ้ายของบ้าน หรือตรงกับตำแหน่งทิศตะวันตกของบ้าน
  3. บ้านที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หลังบ้านเป็นทิศตะวันตกเฉียงใต้ และมีเสาไฟฟ้าอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ฝั่งขวาของบ้าน
  4. บ้านที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังบ้านเป็นทิศตะวันตก และมีเสาไฟฟ้าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามฝั่งขวาของบ้าน หรือตรงตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้าน

* วิธีการแก้ไข

ง่ายนิดเดียว ขอเพียงท่านได้หาซื้อกระจกนูนมาตรฐาน 8 ทิศ โดยมี 8 ทิศอยู่กลางกระจกตามหลักฮวงจุ้ย และนำไปติดไว้ตรงตำแหน่งที่ตรงกับเสาไฟฟ้านั้น ก็จะสามารถช่วยสลายพลังที่ไม่ดีออกไป เนื่องจากกระจกนูน จะมีคุณสมบัติพิเศษในการสะท้อนพลังที่ไม่ดีของวิบากทั้งหลาย ตามหลักการทางฮวงจุ้ย นั่นเอง

สำหรับความหมายของ 8 ทิศนั้น ถือว่าเป็นพลังจักรวาลที่รวมทุกอย่างไว้ใน 8 ทิศ จึงยิ่งสามารถช่วยผลักดัน ให้มีการสะท้อนพลัง ได้ผลดียิ่งขึ้น แต่ในกรณีที่เสาไฟฟ้าอยู่ตรงกับบริเวณหน้าต่างก็ให้ท่านปิดหน้าต่างบานนั้น เพื่อไม่ให้มองเห็นภาพเสาไฟฟ้า แล้วให้นำกระจกนูน 8 ทิศไปติดเอาไว้ได้เช่นกัน

* ผลกระทบของเสาภายในบ้าน สำนักงาน ต่อผู้อยู่อาศัย และวิธีการแก้ไข

ภายในบ้าน หรือสำนักงานใด มีเสาต้นใหญ่ๆ อยู่ภายในแล้ว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายตาของผู้ที่ต้องพบเห็นทุกวัน ซึ่งจะทำให้เกิดความเครียดและวิตกกังวลขึ้นได้ ซึ่งท่านสามารถแก้ไขได้โดยออกแบบเสาด้านหน้าบ้าน ให้เป็นที่ตั้งตู้ปลา เพื่อความสวยงาม สบายตายิ่งขึ้น หรือบางท่านที่มีทุนทรัพย์ อาจจะทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ปิดมุมของเสา หรือนำตู้เอกสารไปปิดไว้ก็ได้ เพราะเชื่อว่ามุมของเสาเปรียบเสมือนคมมีด คมดาบ ที่ฟาดฟัน ตัวเราอยู่ทุกวี่ทุกวัน นั่นเอง

ในกรณีที่จำเป็นต้องนั่งทำงานบริเวณใกล้เสา ก็ขอแนะนำให้ท่านนั่งทำงาน ในลักษณะที่หลังพิงเสาใหญ่ดีกว่า นั่งหันหน้าเข้าหาเสา เพราะจะทำให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

นอกจากนี้ หากสถานที่ที่ท่านนั่งทำงานอยู่ มีเสา 2 ข้างด้านหลัง ท่านก็สามารถออกแบบ ให้ช่องว่างระหว่างเสามาทำพื้นที่ใช้สอย ที่เป็นประโยชน์ โดยอาจวางตู้เซฟ หรือตู้เก็บเอกสาร เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถพักอยู่อาศัย หรือทำงานใกล้ๆ เสาได้อย่างมีความสุข และรอดพ้นจากลักษณะวิบากของเสาตาม หลักการทางฮวงจุ้ยแล้ว

Resource : หลันฮัว http://www.fpo.go.th

พระสมเด็จเกศไชโยพิมพ์ ๗ ชั้น

p31thurl2

ความเป็นมาของ “พระสมเด็จเกศไชโย” ผู้เขียนก็ได้อธิบายไปแล้วเมื่อฉบับวันเสาร์ที่ผ่าน วันนี้จึงขอนำท่านผู้อ่านพบกับการชี้จุดสังเกตกันเลย เพื่อจะได้ทราบพิมพ์ไหนมีข้อสังเกตที่ควรรู้เช่นไรบ้าง และก่อนจะชี้จุดสังเกตผู้เขียนขอเรียนว่า “พระสมเด็จเกศไชโย” มีการสร้างขึ้นถึง ๒ ครั้ง ดังนี้ ครั้งแรก สร้างขึ้นหลังจาก “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เสร็จแล้วจึงสร้าง “พระพิมพ์สมเด็จเกศไชโย” ด้วยเนื้อผงขาวรูปทรง “สี่เหลี่ยมผืนผ้ายกกรอบกระจก” ที่มีทั้งพิมพ์ “๗ ชั้น ๖ ชั้น ๓ ชั้น” โดยสร้างขึ้นที่วัดระฆังแล้วนำไปบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ เพื่อเป็นพุทธบูชาตามคตินิยมโบราณกาลเวลาผ่านไปประมาณ ๑๐ ปี “พระพุทธรูปองค์ใหญ่” ที่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้งจึงตากแดดตากฝนนานนับสิบปี ประกอบกับการก่อสร้างไม่แข็งแรงได้พังทลายลงจึงพบเห็น “พระพิมพ์สมเด็จ” ชาวบ้านที่แห่มาดูจึงหยิบฉวยเอาไปบูชาจำนวนมากครั้น “สมเด็จโต” ทราบเรื่องจึงสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นใหม่อีกพร้อมกับสร้าง “พระพิมพ์สมเด็จ” เพิ่มเติมเพื่อนำไปบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ เหมือนครั้งแรกเนื่องจากพระพิมพ์ที่เหลือมีไม่ครบ ๘๔,๐๐๐องค์ และอาจจะด้วยมีเวลาที่จำกัดการสร้างพระพิมพ์ขึ้นใหม่นี้ก็ยังไม่ครบจำนวนจึง นำ “พระสมเด็จวัดระฆัง” จำนวนหนึ่งไปร่วมบรรจุไว้ด้วยเพื่อให้ครบตามจำนวนดังนั้น “เนื้อ” ของ “พระสมเด็จวัดเกศไชโย” จึงมีทั้ง “เนื้อละเอียด-เนื้อแกร่ง” และ “เนื้อน้ำมัน” (ผสมน้ำมันตังอิ้วมาก) ซึ่งวันนี้ขอชี้จุดสังเกต “พิมพ์ ๗ ชั้น” ซึ่งเป็นพิมพ์นิยมสูงสุดเป็นประเดิม

_MG_3716_MG_3718

  1. “กรอบกระจก” ก็คือคำเปรียบเทียบของ “พระพิมพ์” ที่องค์พระพุทธปางสมาธิขัดราบประดิษฐานอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งก็คือ “เส้นขอบแม่พิมพ์” แต่การตัดขอบไม่ได้ตัดตามแนวเส้นขอบแม่พิมพ์ โดยตัดห่างจากเส้นขอบแม่พิมพ์จึงทำให้มีปีกทั้งสี่ด้านที่ ด้านซ้ายและขวา จะใหญ่กว่า ด้านบนและด้านล่าง อีกทั้ง “เส้นขอบด้านบน” จะไม่เป็นเส้นตรงโดยมุมเส้นขอบกระจกด้ายซ้ายองค์พระจะมีลักษณะคล้ายหัวตัว “สระโอ”
  2. “เส้นครอบแก้ว” ลักษณะคล้าย “หวายผ่าซีก” ที่ได้รูปสม่ำเสมอสวยงามส่วน “พระเกศ” (ผม) ลักษณะคล้ายกับ “ปลีกล้วย” หรือ “เปลวเทียน” ไปจรดเส้นซุ้มครอบแก้วที่หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “พระเกศ” ของพิมพ์นี้จะไม่อยู่กึ่งกลาง “พระเศียร” (ศรีษะ) แต่เยื้องไปทางด้ายซ้ายองค์พระเล็กน้อย
  3. ”พระเศียร” (ศรีษะ) ลักษณะกลมมนเล็กขณะที่ “พระกรรณ” (หู) เป็นเส้นใหญ่หนาและโค้งงอนในลักษณะพระจันทร์ครึ่งเซี้ยวจึงเป็นที่มาของคำ ว่า “หูบายศรี” โดยพระกรรณด้านขวาจะชิดพระพักตร์มากกว่าด้านซ้ายและปรากฏ “พระศอ” (คอ) เด่นชัดทุกองค์
  4. “พระพาหา” (แขน) ทั้งสองข้างกางออกแล้วไปหักมุมตรง “พระกัปปะระ” (ศอก) เพื่อประสานกันในท่านั่งสมาธิที่ด้านซ้ายองค์พระ นอกจากจะกางออกมากกว่าด้านขวาแล้วยังใหญ่กว่าด้านขวาเล็กน้อยอีกด้วย
  5. “พระอุระ” (อก) หากสังเกตให้ดีจะพบว่ามีลักษณะคล้ายกับ “รากฟันกราม” ของคนโดยพระอุระด้านซ้าย จะนูนสูงกว่าด้านขวาและเป็นที่มาของคำว่า “อกร่อง” ส่วน “พระเพลา” (ตัก) ลักษณะจะเป็นแท่งทึบที่ไม่มีการแยก “พระบาท” (เท้า) ให้เห็นเป็นข้างซ้ายและขวาอีกทั้งตรงกลางจะแอ่นโค้งเล็กๆ
  6. “ฐาน” มีทั้งหมด ๗ ชั้น โดยชั้นบนสุดนอกจากสั้นและหนาแล้ว ยังเป็นเส้นโค้งคล้ายกับท้องเรือขณะที่ ฐานชั้นที่ ๓ ลักษณะแอ่นขึ้นเล็กน้อยและปลายฐานทั้งสองข้าง ของฐานชั้นที่สองถึงชั้นที่เจ็ดลักษณะอ่อนพลิ้วทุกชั้นส่วนปลายฐานของ ฐานชั้นที่ ๑ ทั้งสองข้างมลักษณะเรียวแหลมและจรดเส้นซุ้ม

พุทธธัสสะ

(ภาพแรก และเนื้อหาจากเดลินิวส์ออนไลน์ เสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2554 ส่วนภาพอื่นๆเป็นชองผม

_MG_3723_MG_3725

สมเด็จเกศไชโย พิ1มพ์เจ็ดชั้น

_MG_3712_MG_3714

และพิมพ์เข่าบ่วง