Category: พระ เครื่องราง ของขลัง

เหรียญแจกทานหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ปี2512

(จากเวป คม ชัด ลึก วันที่ 18-11-2555)

*** ในบรรดาพระเครื่องของ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ที่นับว่า สุดยอดที่สุด คือ พระรูปเหมือนใต้ฐานตอกโค้ดรูประฆัง หรือที่เรียกกันในวงการว่า รูปเหมือนก้นระฆัง ปี ๒๕๑๒ และ เหรียญแจกทาน ปี ๒๕๑๕ ซึ่งเช่าหากันที่หลักแสนขึ้นไปทั้ง ๒ รุ่นนี้ สำหรับ เหรียญแจกทาน เป็นเหรียญที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดน่ารักมาก พิมพ์ทรงไม่เหมือนเหรียญของพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นใด นับเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะของ หลวงพ่อพรหม ก็ว่าได้ เหรียญรุ่นนี้มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์สังฆาฏิสั้น (สร้าง ๘,๐๐๐ เหรียญ เนื้อเหรียญสตางค์บาท, เนื้อเหรียญสตางค์สลึง และเนื้อทองเหลืองชุบทอง รมดำและไม่ได้รมดำ) กับ พิมพ์สังฆาฏิยาว (สร้าง ๕,๐๐๐ เหรียญ เนื้อทองเหลืองรมดำและไม่ได้รมดำ เนื้อทองแดงรมดำและไม่ได้รมดำ) ด้านหลังมีพิมพ์เดียว เหรียญที่เช่าหาแพงที่สุด คือ เนื้อสตางค์บาท (สีขาวแบบอัลปาก้า) สร้าง ๕๐ เหรียญ เช่าหาในเวลานี้ที่หลักแสนกลางขึ้นไป ส่วน เนื้อสตางค์สลึง (สีเหลือง) สร้าง ๒๐๐ เหรียญ เช่าหาในเวลานี้ที่หลักแสนกลาง และเนื้อทองแดง ทองเหลืองทั่วไป เช่าหากันที่หลักแสนต้น เหรียญแจกทานหลวงพ่อพรหม ในภาพนี้เป็น เนื้อสตางค์สลึง สวยคมชัดมาก เจ้าของคือ สุพจน์ สวัสดิ์วงศ์วิชา (สุพจน์พระเครื่อง) สายตรงพระหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ผู้จัดทำ หนังสือหลวงพ่อพรหม ปกสีน้ำเงิน ซึ่งได้ขายจนหมดเกลี้ยงไปจากแผงหนังสือนานแล้ว จนเป็นที่แสวงหากันมาก และเจ้าตัวได้ตั้งปณิธานไว้แล้วว่า จะไม่จัดพิมพ์ขึ้นมาใหม่อย่างแน่นอน สำหรับ พระหลวงพ่อพรหม สอบถามได้ที่โทร.๐๘-๑๗๗๘-๓๕๙๙ ยินดีให้คำปรึกษาโดยไม่จำเป็นต้องซื้อขายก็ได้ ***

*** เหรียญหลวงพ่อพรหม รุ่นแจกทาน อีกเหรียญหนึ่งเป็นเนื้อทองเหลือง พิมพ์สังฆาฏิยาว ซึ่งดูเหมือนกับเหรียญเนื้อสตางค์สลึงมาก หากดูด้านข้างแล้วจะเห็นความแตกต่างกันที่ ความหนาบางของเหรียญ ถ้าเป็นเนื้อสตางค์สลึงขอบจะบางกว่ากันจนเห็นได้ชัด สำหรับ เหรียญแจกทานหลวงพ่อพรหม เนื้อทองเหลือง พิมพ์สังฆาฏิยาว ในภาพนี้เป็นของ “ท่านโอ” ธนายุต ศิวายพราหมณ์ ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เหรียญนี้ส่งประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศมาแล้วหลายงาน ล่าสุดคืองานที่ทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ***

สำหรับรูปเหมือนปั๊ม รุ่นก้นระฆัง ปี พ.ศ.๒๕๑๒ ก่อนเข้าพรรษา เนื้อทองเหลือง และทองเหลืองชุบทองประมาณ ๑,๐๐๐ องค์ เนื้อทองแดง จำนวนประมาณ ๕,๕๐๐ องค์ เนื้อตะกั่ว จำนวนประมาณ ๓๕๐ องค์ คณะกรรมการวัด นำโดย นายละออ คุ้มเขต นายอุทัย เพชรมนตรี และนายฉั่น ถาปนพัฒนกุล จัดสร้าง ปลุกเสกระหว่างเข้าพรรษา ตลอดไตรมาส รายได้สมทบทุนสร้างมณฑป

Advertisements

เหรียญ โต พรหมรังสี อายุวัฒน์ 2542

ภาพจากเวปประมูล

ได้เหรียญนี้มา ก็ลองหาข้อมูลจากเวป ได้น้อยมาก สังเกตุเครื่องหมายซึ่งมีทั้ง กงจักร – ทัพบก, สมอ – ทัพเรือ และ ปีก – ทัพอากาศ ตรวจสอบดูว่าเป็นเครื่องหมายของใคร พบว่าเป็นจอง หน่วยงานปลัดกระทรวงกลาโหม หรือไม่ก็ กองบัญชาการทหารสูงสุด ด้านล่างของเครื่องหมายมีดาว สามดวง น่าจะเกี่ยวกับอะไรสักอย่างเช่น เป็นยสพลเอก พันเอก หรือ ร้อยเอก ก็ยังไม่แน่ว่ามีความหมายว่าอะไร ใครมีข้อมูลรบกวนแบ่งปันหน่อยนะครับท่าน

“พระสยามเทวาธิราช” มีจริงหรือ โดย เปลวสีเงิน จากไทยโพสต์

(คัดลอกมาจากเวป www.thaipost.net )

เมื่อวาน (๑ ส.ค.๕๕) คุณพิกุล ธนะพรพันธุ์ มาคุยด้วย นอกจากงานเขียน-งานแปลของเธอที่เห็นเป็นเล่มๆ อยู่ตามชั้นหนังสือแล้ว เธอยังเป็นผู้จัดทำวารสาร Inspiration ของบริษัท PRAKIT FCB เพื่อส่งให้ลูกค้าและสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ตอนหนึ่งเธอถามว่า

“พระสยามเทวาธิราช” มีจริงหรือไม่?

ผมไม่เคยคิดคำตอบในประเด็นนี้มาก่อน และความจริงถึงผมจะตอบอย่างใด ก็เป็นแค่ “สิ่งเชื่อ” เฉพาะตน จะเป็น “สิ่งจริง” หรือไม่ อย่างไร ก็…ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ คือเป็นสิ่งที่ “ผู้รู้” รู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น

แต่อัตโนมัติแห่งจิตมั่นเสียงตอบไปว่า

“มีจริง”!

ที่หนักแน่นเช่นนั้นมาจาก ๒ ส่วน คือ ส่วนแรกในภาวะเป็นรูปวัตถุจับต้องได้ เพราะผมเคยเข้าไปถวายสักการะ และในส่วนที่เป็นภาวะนาม นั่นเป็นสิ่งรับรู้ได้ด้วยใจ ถ้าใครอยากรู้ ก็จงทำขี้ตะกอนแห่งจิต คือกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ต่อชาติ ต่อพระศาสนา และต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ “นอนก้น”

เมื่อจิตเปลี่ยนจากทุจริตเป็นสุจริต สู่ “จิตใส” แล้ว ก็จะเห็นองค์แห่ง “พระสยามเทวาธิราช” ที่ทรงทำหน้าที่อภิบาลรักษาบ้านเมือง ตามนัยแห่งคำว่า…เป็นสิ่งที่ผู้รู้ รู้ได้เฉพาะตน นั่นแหละ!

วาระแห่งเดือนสิงหานี้ เป็นเดือนมงคลแห่งธรรมดังว่า และวันนี้ก็เป็นวันอาสาฬหบูชา เราจะมาทำความรู้จักเพื่อความเข้าใจชัดๆ เกี่ยวกับ “พระสยามเทวาธิราช” จาก “วิกิพีเดีย” ไปพร้อมๆ กัน คือผมจะลอกมาให้อ่านทั้งหมด หรือท่านจะไปเปิดอ่านเองตามเว็บ ก็……..ตามอัธยาศัยครับ

พระสยามเทวาธิราช เป็นเทวรูป หล่อด้วยทองคำสูง ๘ นิ้ว ประทับยืนทรงเครื่องกษัตริยาธิราช ทรงฉลองพระองค์อย่างเครื่องของเทพารักษ์ มีมงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบดรรชนีเสมอพระอุระ

องค์พระสยามเทวาธิราชประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์ ลักษณะแบบวิมานเก๋งจีน มีคำจารึกเป็นภาษาจีนที่ผนังเบื้องหลัง แปลว่า “ที่สถิตแห่งพระสยามเทวาธิราช” เรือนแก้วเก๋งจีนนี้ประดิษฐานอยู่ในมุขกลางของพระวิมานไม้แกะสลักปิดทอง ตั้งอยู่เหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ตอนกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองนี้ เรียกว่า พระวิมานไม้แกะสลักปิดทองสามมุข ด้านหน้าขององค์พระสยามเทวาธิราชตั้งรูปพระสุรัสวดี หรือพระพราหมี เทพเจ้าแห่งการดนตรีและขับร้อง มุขตะวันออกของพระวิมาน ตั้งรูปพระอิศวรและพระอุมา มุขตะวันตกของพระวิมาน ตั้งรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ

“หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล” พระธิดาใน “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ทรงเล่าว่า “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” โปรดการศึกษาประวัติศาสตร์ ได้มีพระราชดำริว่า ประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นภยันตรายมาได้เสมอ คงจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่ สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการบูชา

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ” ปั้นหล่อเทวรูปสมมุติขึ้น ถวายพระนามว่า “พระสยามเทวาธิราช” ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรมในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า……….

“…ตอนมหาอำนาจทางตะวันตกทำการเปิดประตูค้ากับพวกตะวันออก ในระยะเวลาต้นๆ ศตวรรษที่ ๑๙ ของคริสต์ศักราชนั้น พวกเมืองข้างเคียงไม่รู้ทันเหตุการณ์ภายนอกว่า ทางตะวันตกมีอำนาจปืนเรือพอที่จะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย จึงพากันไม่ยอมทำสัญญาด้วย ซ้ำยังขับไล่ ใช้อำนาจจนเกิดเป็นสงครามขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่คนมีแต่มีดจะต้องแพ้ผู้มีปืน แล้วถูกเป็นเมืองขึ้นไปโดยสะดวก

ฝ่ายทางเมืองไทยเรานั้น มหาอำนาจตกลงกันให้อังกฤษมาเป็นผู้เปิดประตูทำสัญญาค้าขาย ซึ่งตามที่จริงก็เคยมีไมตรีกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่เมื่อบ้านเมืองมีเหตุการณ์ศึกสงครามเกิดขึ้น ชาวต่างประเทศไปมาค้าขายไม่สะดวกได้ ก็จำต้องหยุดการติดต่อกันไปเป็นพักๆ การเป็นเช่นนี้แก่ทุกบ้านทุกเมือง

ฉะนั้น เมื่อเสร็จศึกกับพม่าในรัชกาลที่ ๑ แล้ว ถึงรัชกาลที่ ๒ ชาวโปรตุเกสก็เข้ามาจากเมืองมาเก๊า เพื่อขอทำสัญญาค้าขายใน พ.ศ.๒๓๖๓ โปรดเกล้าฯ ให้รับสัญญาเพราะเรายังต้องการซื้อปืนไฟจากชาวตะวันตกอยู่ ต่อมาอีก ๒ ปี มิสเตอร์จอน ครอเฟิด (John Grawford) ทูตอังกฤษเข้ามาขอทำสัญญาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียใน พ.ศ.๒๓๖๕

ถึงรัชกาลที่ ๓ อังกฤษเกิดรบกันขึ้นกับพม่าเป็นครั้งแรก ครั้นชนะแล้วจึงให้กัปตันเฮนรี่ เบอร์เนย์ (Henry Burney) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๘ ทูตอเมริกัน มิสเตอร์เอ็ดมอนด์ โรเบิต (Edmond Robert) เข้ามาทำสัญญาเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๕ มิสเตอร์ริดชัน (Ridson) ทูตอังกฤษเข้ามาทำสัญญาขอซื้อช้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๑ และเซอร์เจมส์ บรู๊ค (Sir Jame Brooks) ผู้เคยเป็นรายา (White Raja) ผู้ครองเกาะซาราวัก (Sarawak) เข้ามาขอทำสัญญาอีกเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.๒๓๙๓ ซึ่งเป็นปีที่ “พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ ๓ เสด็จสวรรคต

รวมทูตอังกฤษที่เข้ามาทำสัญญากับเมืองไทยถึง ๔ ครั้ง แต่ก็ได้ทำแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นเรื่องผ่านแดนไทยกับพม่า และสัญญาซื้อขายช้าง ม้า และแลกเปลี่ยนสินค้าบางอย่าง ไม่ได้ทำสัญญากับเมืองไทยโดยตรงอย่างเมืองอื่นๆ ส่วนทางเมืองไทยก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าจะมีผู้ใดจะเกะกะทางนี้ได้

บางคนนึกเลยไปว่าเหล็กจะลอยน้ำได้อย่างไร ในเมื่อมีใครมาเล่าว่าทางมหาอำนาจตะวันตกนั้นมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็ก ไทยจึงไม่เต็มใจจะเปิดประตูค้ากับผู้ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแต่รับข้อที่จำเป็นในเวลานั้นเท่านั้น แต่ในที่สุดเราก็ได้พบรายงานของเซอร์เจมส์ บรู๊ค ผู้ซึ่งเข้ามาครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ ๓ ว่า

“..พระเจ้าแผ่นดินกำลังเสด็จอยู่บนพระแท่นสวรรคต และพระองค์ที่จะทรงเสวยราชย์ใหม่ก็มีหวังจะพูดกันได้เรียบร้อย ฉะนั้น จึงขอรอการใช้กำลังบังคับไว้ก่อน…”

ตามรายงานนี้เห็นได้ชัดว่า เขาเตรียมจะใช้กำลังกับเราอยู่แล้ว เผอิญให้เกิดมีการสวรรคตและเปลี่ยนแผ่นดิน “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เสด็จขึ้นมาเสวยราชย์ในเวลาที่ทรงทราบเหตุการณ์นอกประเทศดีอยู่แล้ว เพราะทรงมีเวลาศึกษาเพียงพอ ในเวลาที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุถึง ๒๗ ปี

พอเสวยราชย์ได้ ๔ ปี เซอร์จอน โบว์ริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกง ก็มีจดหมายส่วนตัวเข้ามากราบทูลว่า คราวนี้ตัวเขาจะเข้ามาเป็นราชทูตแทนพระองค์ควีน วิคตอเรีย ไม่ใช่เป็นแต่เพียงทูตมาจากผู้สำเร็จราชการอินเดียเช่นคนก่อนๆ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนถึงต้องขัดใจกัน “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทรงทราบข้อไขอันนี้ดี จึงเปิดประตูรับในฐานะมิตร และเป็นผลให้เราได้พ้นภัยมาได้แต่ผู้เดียวในทางตะวันออกประเทศนี้

เมื่อเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว มีพระราชดำริว่าเมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิดๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ จึงสมควรจะทำรูปเทพพระองค์นั้นขึ้นไว้สักการบูชา แล้วโปรดให้ “พระองค์เจ้าดิษฐวรการ” (หม่อมเจ้ารัชกาลที่ ๑) นายช่างเอกทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา ขนาด ๘ นิ้วฟุต งดงามได้สัดส่วน แล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์ ทรงถวายพระนาม “พระสยามเทวาธิราช” แล้วประดิษฐานไว้ในพระวิมานกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณจนทุกวันนี้

ท่านผู้ใหญ่ชั้นคุณย่าของข้าพเจ้าเล่าว่า ในรัชกาลที่ ๔ ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะทุกวัน และเป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก บัดนี้เนื่องแต่ทางพระราชสำนักต้องตัดทอนรายจ่ายมากมายมาแต่ในรัชกาลที่ ๗ จึงคงยังมีเครื่องสังเวยถวายแต่เฉพาะวันอังคารและวันเสาร์ อาทิตย์ละ ๒ ครั้ง และในเวลาปีใหม่ก็มีการบวงสรวงสังเวยเป็นพิธีใหม่ มีละครรำของกรมศิลปากรในเวลาเช้าวันสังเวยนั้น

“..อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่างๆ ดังเราท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นว่า “พระสยามเทวาธิราช” นั้นมีจริง เราจงพร้อมใจกันอธิษฐานด้วยกุศลผลบุญที่เราได้ทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงได้ทรงคุ้มครองป้องกันภัย และโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกันเทอญ..”

“พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะเป็นประจำวัน เครื่องสังเวยที่ถวายเป็นประจำนั้น จะถวายเฉพาะวันอังคารและวันเสาร์ก่อนเวลาเพล โดยจะมีพนักงานฝ่ายพระราชฐานชั้นในเป็นผู้เชิญเครื่องตั้งสังเวยบูชา เครื่องสังเวยประกอบด้วย ข้าวสุกหนึ่งถ้วยเชิง หมูนึ่งหนึ่งชิ้น พร้อมด้วยน้ำพริกเผา ปลานึ่งหนึ่งชิ้นพร้อมด้วยน้ำจิ้ม ขนมต้มแดงและขนมต้มขาว กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อนหนึ่งผล ผลไม้ตามฤดูกาลสองอย่าง และน้ำสะอาดอีกหนึ่งถ้วย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสังเวยเทวดาในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี

ต่อมาในสมัย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” มีพระราชดำริว่า พระอภิเนาว์นิเวศน์พระพุทธมณเฑียร และพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นโครงสร้างเสาไม้หุ้มปูนที่ได้สร้างขึ้นในสมัย “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก ยากที่จะบูรณะให้คงสภาพเดิมไว้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อลงทั้งหมด และอัญเชิญ “พระสยามเทวาธิราช” ไปประดิษฐานไว้ ณ พระวิมานทองสามมุขเหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตราบจนถึงทุกวันนี้

พระราชพิธีบวงสรวงใหญ่พระสยามเทวาธิราช ตามประเพณีกำหนดไว้ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติแบบโบราณ ในรัชกาลปัจจุบัน “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” หรือพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ เสด็จฯ แทนพระองค์มาทรงถวายเครื่องสังเวยเป็นราชสักการะพระสยามเทวาธิราช และมีละครในจากกรมศิลปากรรำถวาย

ระหว่างวันที่ ๗-๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ เมื่อครั้งฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญ “พระสยามเทวาธิราช” จากพระวิมานในพระที่นั่งไพศาลทักษิณขึ้นเสลี่ยงโดยประทับบนพานทอง ๒ ชั้น สู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประดิษฐาน ณ บุษบกมุขเด็จ เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบวงสรวง ในวันพุธที่ ๗ เมษายน ๒๕๒๕

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สาธุชนเข้าถวายสักการะ “พระสยามเทวาธิราช” หลังเสด็จฯ กลับ จนถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๕ นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีโอกาสได้เข้าถวายสักการะพระสยามเทวาธิราชเฉพาะพระพักตร์.

พระกริ่ง จีวรลายดอก วัดสุทัศน์

(ภาพ และข้อความคัดลอกจากเวป http://www.bp.or.th )

พระกริ่งอีกรุ่นของวัดสุทัศน์ที่พิธีสุดยอดองค์สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(พุฒ สุวฑฒโน)ศิษย์เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ของสมเด็จพระสังฆราช(แพ ติสสเทวมหาเถร)ได้มอมเกศา จีวรอุดไว้ใต้ก้นพระ และยังแถมตระกรุตมาด้วยถือว่าเป็นตระกรุตรุ่นแรกของทางวัดเลยก็ว่าได้สุดยอด ครับ

https://i0.wp.com/img231.imageshack.us/img231/1036/06112008057fn8.jpg

ผมได้มา ๑ องค์ ใต้ฐานมีจาร หลายจาร มีจารพุฒซ้อนอยู่ด้วยครับ

เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อดี สุวัณโณ วัดสุวรรณ 2506 นครปฐม

เปิดประวัติ”หลวงพ่อดี” เหรียญยอดนิยม-ดีสมชื่อ(จบ)
มุมพระเก่า
อภิญญา

(จากเวป ข่าวสด)

‘หลวงพ่อดี สุวัณโณ’ อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระเกจิดังแห่งเมืองนครปฐม ที่ชาวบ้านในพื้นที่พุทธมณฑล-ศาลายา ต่างเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเป็นอย่างมาก

พื้นเพท่านเป็นชาวตำบลมหาสวัสดิ์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ.2446 ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

กระทั่งอายุ 18 ปี สนใจที่จะเข้าศึกษาเล่าเรียน แต่สมัยนั้นโรงเรียนหายากจึงเข้าบรรพชา ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่มีการศึกษาเจริญรุ่งเรือง เพราะพระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ ขันธโชติ) ท่านส่งเสริมสนับสนุนทางการศึกษา

เมื่อบรรพชาแล้ว จึงอยู่ศึกษาที่วัดกลางบางแก้ว โดยเรียนสนธิมูลกัจจายน์กับพระอาจารย์เนียม ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ในวัดกลางบางแก้ว ภายใต้การควบคุมดูแลจากหลวงปู่บุญอย่างใกล้ชิด และศึกษาอักขระขอมกับพระอาจารย์แสง อาจารย์ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ผู้เชี่ยวชาญทางอักขระวิธีจนมีความรู้เป็นอย่างดี

ถึงปี พ.ศ.2466 อายุล่วงเข้า 20 ปี อุปสมบทที่วัดงิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีพระครูปัจฉิมทิศบริหาร (เกิด) วัดงิ้วราย (อาจารย์วิปัสสนาชื่อดัง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการพุฒ วัดกกตาล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระปลัดบุญ วัดแค เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวัณโณ

หลังอุปสมบทแล้ว ได้อยู่เฝ้าปรนนิบัติอุปัชฌาย์ ก่อนย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุวรรณ ซึ่งในขณะนั้นมีหลวงพ่อเนียม เป็นเจ้าอาวาส

เหตุที่ท่านมาจำพรรษาที่วัดสุวรรณ ด้วยหลวงพ่อเนียม เจ้าอาวาสเป็นพระอาจารย์ของท่าน เมื่อครั้งเป็นสามเณร ภายหลังหลวงปู่บุญได้ส่งมาปกครองวัดสุวรรณ ระหว่างนั้นท่านได้ออกธุดงค์ ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาความวิเวก เจริญวิปัสสนา บางปีท่านก็จะไปจำพรรษาอยู่ที่อื่นๆ เช่น ที่วัดขนอนคด ราชบุรี วัดกกตาล และที่สระบุรีบ้าง

ต่อมาเมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพ ชาวบ้านซึ่งได้เห็นท่านมีจริยวัตรน่าเลื่อมใส จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ท่านเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา

ท่านได้รวบรวมกำลังศรัทธาของสาธุชนทั้งพระหลาย สร้างสาธารณกุศลต่างๆ บูรณปฏิสัง ขรณ์พระอุโบสถซึ่งชำรุดทรุดโทรม จนมีความสวยงาม เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น สร้างกุฏิสงฆ์ใหม่หลายหลัง สร้างศาลาการเปรียญให้กว้างขวาง เพียงพอแก่การใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรียนให้แก่กุลบุตร-กุลธิดาได้เข้าศึกษาหาความรู้

นอกจากนี้ ยังสร้างถาวรวัตถุอีกมากมาย จนวัดสุวรรณกลายเป็นวัดที่งามสง่า เป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาวบ้านย่านนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดี คือ ความดี ซึ่งชนะความชั่วทุกอย่างได้อย่างอัศจรรย์ ครั้งหนึ่งเด็กวัดเดินชนท่าน ท่านยิ้มและแผ่เมตตาให้ จนเป็นที่เกรงใจของเด็ก หรือในบางครั้งมีพระลูกวัดชกต่อยกัน ท่านก็เรียกมาไต่ถามด้วยความเมตตา จนพระไม่กล้ากระทำความผิดอีกต่อไป

ด้วยคุณธรรมความดีของท่านนี่เอง เมื่อท่านสร้างมงคลวัตถุสิ่งใดออกมาแจกจ่าย จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก อาทิ ธงมหามงคล ที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม ทำมาค้าขายได้ดี เงินทองเข้าร้านร่ำรวย

นอกจากธงมหามงคล หลวงพ่อดีท่านยังสร้างเหรียญขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2506 รุ่นแรก ลักษณะแบบใบเสมา มีรูปท่านครึ่งองค์ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวน 5,000 เหรียญ โดดเด่นด้านเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี

เคยมีคำร่ำลือว่า พวกชาวเรือหางยาวที่แล่นผ่านหน้าวัดท่าน เกิดมีเรื่องถึงยิงกันบนเรือ ต่างคนต่างไม่เป็นไร เพราะต่างคนต่างมีเหรียญหลวงพ่อดี เมื่อสอบถามกันได้ความมีเหรียญหลวงพ่อดี ทั้งสองฝ่ายจึงเลิกวิวาทกัน

จนกล่าวขวัญว่า “ใครมีเหรียญหลวงพ่อดี ต้องดีกันอยู่เสมอ”

ต่อมาเหรียญรุ่นหนึ่งหายาก ท่านจึงสร้าง รุ่น 2 เป็นชนิดกลม เนื้ออัลปาก้า จำนวน 3,000 เหรียญ ปรากฏว่าหมดในวันออกเหรียญรุ่น 2 นี้หายากอีก ท่านจึงสร้าง รุ่น 3 เป็นแบบรูปไข่ เนื้อทองแดง ครั้งนี้ท่านเปลี่ยนเป็นสร้างรูปเต็มองค์

หลวงพ่อดี มรณภาพด้วยวัยชรา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2536 สิริอายุ 89 ปี พรรษา 68

ก่อนมรณภาพ หลวงพ่อดีสั่งให้เก็บสังขารท่านไว้ แต่เจ้าอาวาสรูปถัดมาได้จัดงานพระราชทานเพลิง จนเกิดปาฏิหาริย์สังขาร ไม่ไหม้ไฟ

ระหว่างที่ “หลวงพ่อดี สุวัณโณ” อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านนี้ ท่านก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้รวบรวมกำลังศรัทธาของสาธุชนทั้งหลาย สร้างสาธารณกุศลต่างๆ บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถซึ่งชำรุดทรุดโทรมจนมีความ สวยงาม เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น สร้างกุฏิสงฆ์ใหม่หลายหลัง สร้างศาลาการเปรียญให้กว้างขวาง เพียงพอแก่การใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรียนให้แก่กุลบุตร-กุลธิดาได้เข้าศึกษาหาความรู้

นอกจากนั้นยังสร้างถาวรวัตถุอีกมากมาย จนวัดสุวรรณกลายเป็นวัดที่งามสง่า เป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาวบ้านย่านนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดีนั้นแปลกกว่าพระคณาจารย์อื่นๆ ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านคือ “ความดี” ซึ่งชนะความชั่วทุกอย่างได้อย่างอัศจรรย์ ยากจะหาเถระใดปฏิบัติได้เช่นท่าน ท่านดีจริงๆ ดีจนไม่น่าเชื่อ แม้เด็กวัดจะเดินชนท่าน ท่านก็ยิ้มเฉย แผ่เมตตาให้ จนเป็นที่เกรงใจของเด็ก คือ ชนะความชั่วด้วยความดี พระลูกวัดชกต่อยกัน ท่านก็เรียกมาไต่ถามด้วยความเมตตา จนพระไม่กล้ากระทำความผิดอีกต่อไป ด้วยคุณธรรมความดีของท่านนี่เอง

เมื่อท่านสร้างมงคลวัตถุสิ่งใดออกมาแจกจ่าย จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

โดยเฉพาะ “ธงมหามงคล” ครั้งหนึ่ง ท่านปัดกวาดห้องพระภายในกุฏิเจ้าอาวาสเก่า ท่านได้พบธงลงยันต์ผืนหนึ่งมีความสวยงามมาก เป็นแบบฉบับที่ดี ที่ท่านพึงพอใจ (ภายหลังทราบว่าเป็นธงของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม) ท่านจึงนำมาศึกษาจนมีความเข้าใจเป็นอย่างดี แล้วทำแจกจ่ายแก่บรรดาศิษย์ให้ทดลองนำไปใช้ ปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดีในทางมหาลาภ ร้านค้าใดมีธงของท่านปักไว้ ก็ทำมาค้าขายได้ดี เงินทองเข้าร้านร่ำรวยไปตามๆ กัน จนท่านลงไม่ทัน เพราะธงนั้นต้องลงอักขระด้วยมือ

บางรายนำไปใช้คุ้มครองบ้านเรือนก็ได้ผล ขโมยเข้าบ้านไม่ถูก เดินไปทางไหนเห็นกอไผ่บังหน้าเต็มไปหมด มีอยู่หลายรายนำไปใช้ป้องกันฝนตก ก็ได้ผล เพราะถึงฤดูก่อนเข้าพรรษา มีชาวบ้านต้องทำพิธีบวชลูกหลานกันมาก ตามบ้านนอกพื้นดินบริเวณบ้านเป็นลานดิน หากฝนตกลงมาการจัดงานก็ลำบาก จึงได้ใช้ธงหลวงพ่อดีเอาขึ้นปักไว้บนหลังคาบ้าน จุดธูปบอกกล่าว ปรากฏว่าฝนไม่ตกลงมาบริเวณงาน แต่รอบๆ ทั่วไปตกลงมาเป็นเทน้ำ เรื่องนี้ร่ำลือกันมาก

นอกจากธงมหามงคลแล้ว หลวงพ่อดีท่านยังสร้างเหรียญขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2506 รุ่นแรก ลักษณะแบบใบเสมา มีรูปท่านครึ่งองค์ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวน 5,000 เหรียญ แจกจ่ายไปจนหมด ปรากฏว่าทางเมตตามหานิยมเป็นเอก ส่วนทางคงกระพันชาตรีก็แน่เหมือนกัน พวกชาวเรือหางยาวที่แล่นผ่านหน้าวัดท่านเอาไปใช้ เกิดมีเรื่องยิงกันบนเรือ ต่างคนต่างไม่เป็นไร เพราะต่างคนต่างมีเหรียญหลวงพ่อดี ทำไปทำมาเมื่อสอบถามกันได้ความ มีเหรียญเหมือนกันคือ เหรียญหลวงพ่อดี จึงเลิกวิวาทกัน หันมาดีกันสมชื่อของท่าน

จนกล่าวขวัญว่า “ใครมีเหรียญหลวงพ่อดี ต้องดีกันอยู่เสมอ”

ต่อมาเหรียญรุ่นหนึ่งหายาก ท่านจึงสร้าง รุ่น 2 เป็นชนิดกลม เนื้ออัลปาก้า ขึ้นมาอีก 3,000 เหรียญ ปรากฏว่าหมดในวันออกเหรียญรุ่น 2 นี้หายากอีก ท่านจึงสร้างรุ่น 3 เป็นแบบรูปไข่ เนื้อทองแดง ครั้งนี้ท่านเปลี่ยนเป็นสร้างรูปเต็มองค์ เพราะสร้างครึ่งองค์แล้วมีคนท้วงว่าขัดกับลักษณะของหลวงพ่อ ซึ่งเป็นพระใจดี แต่ให้รูปทั้งทีให้แค่ครึ่งเดียว ไหนๆ จะให้กันทั้งทีต้องให้ทั้งองค์

จนกระทั่งอายุได้ 89 ปี พรรษาที่ 68 จึงถึงแก่มรณภาพด้วยวัยชรา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2536 ก่อนมรณภาพท่านสั่งให้เก็บสังขารท่านไว้ แต่เจ้าอาวาสรูปถัดมาจัดงานพระราชทานเพลิง เกิดปาฏิหาริย์ร่างท่านไม่ไหม้ไฟ

‘หลวง พ่อดี สุวัณโณ’ อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระเกจิดังแห่งเมืองนครปฐม ที่ชาวบ้านในพื้นที่พุทธมณฑล-ศาลายา ต่างเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเป็นอย่างมาก

พื้นเพท่านเป็นชาวตำบลมหา สวัสดิ์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ.2446 ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

กระทั่งอายุ 18 ปี สนใจที่จะเข้าศึกษาเล่าเรียน แต่สมัยนั้นโรงเรียนหายากจึงเข้าบรรพชา ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่มีการศึกษาเจริญรุ่งเรือง เพราะพระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ ขันธโชติ) ท่านส่งเสริมสนับสนุนทางการศึกษา

เมื่อบรรพชาแล้ว จึงอยู่ศึกษาที่วัดกลางบางแก้ว โดยเรียนสนธิมูลกัจจายน์กับพระอาจารย์เนียม ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ในวัดกลางบางแก้ว ภายใต้การควบคุมดูแลจากหลวงปู่บุญอย่างใกล้ชิด และศึกษาอักขระขอมกับพระอาจารย์แสง อาจารย์ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ผู้เชี่ยวชาญทางอักขระวิธีจนมีความรู้เป็นอย่างดี

ถึงปี พ.ศ.2466 อายุล่วงเข้า 20 ปี อุปสมบทที่วัดงิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีพระครูปัจฉิมทิศบริหาร (เกิด) วัดงิ้วราย (อาจารย์วิปัสสนาชื่อดัง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการพุฒ วัดกกตาล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระปลัดบุญ วัดแค เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวัณโณ

หลังอุปสมบทแล้ว ได้อยู่เฝ้าปรนนิบัติอุปัชฌาย์ ก่อนย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุวรรณ ซึ่งในขณะนั้นมีหลวงพ่อเนียม เป็นเจ้าอาวาส

เหตุ ที่ท่านมาจำพรรษาที่วัดสุวรรณ ด้วยหลวงพ่อเนียม เจ้าอาวาสเป็นพระอาจารย์ของท่าน เมื่อครั้งเป็นสามเณร ภายหลังหลวงปู่บุญได้ส่งมาปกครองวัดสุวรรณ ระหว่างนั้นท่านได้ออกธุดงค์ ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาความวิเวก เจริญวิปัสสนา บางปีท่านก็จะไปจำพรรษาอยู่ที่อื่นๆ เช่น ที่วัดขนอนคด ราชบุรี วัดกกตาล และที่สระบุรีบ้าง

ต่อมาเมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพ ชาวบ้านซึ่งได้เห็นท่านมีจริยวัตรน่าเลื่อมใส จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ท่านเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา

ท่าน ได้รวบรวมกำลังศรัทธาของสาธุชนทั้งพระหลาย สร้างสาธารณกุศลต่างๆ บูรณปฏิสัง ขรณ์พระอุโบสถซึ่งชำรุดทรุดโทรม จนมีความสวยงาม เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น สร้างกุฏิสงฆ์ใหม่หลายหลัง สร้างศาลาการเปรียญให้กว้างขวาง เพียงพอแก่การใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรียนให้แก่กุลบุตร-กุลธิดาได้เข้าศึกษาหาความรู้

นอกจากนี้ ยังสร้างถาวรวัตถุอีกมากมาย จนวัดสุวรรณกลายเป็นวัดที่งามสง่า เป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาวบ้านย่านนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ความ ศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดี คือ ความดี ซึ่งชนะความชั่วทุกอย่างได้อย่างอัศจรรย์ ครั้งหนึ่งเด็กวัดเดินชนท่าน ท่านยิ้มและแผ่เมตตาให้ จนเป็นที่เกรงใจของเด็ก หรือในบางครั้งมีพระลูกวัดชกต่อยกัน ท่านก็เรียกมาไต่ถามด้วยความเมตตา จนพระไม่กล้ากระทำความผิดอีกต่อไป

ด้วยคุณธรรมความดีของท่านนี่เอง เมื่อท่านสร้างมงคลวัตถุสิ่งใดออกมาแจกจ่าย จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก อาทิ ธงมหามงคล ที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม ทำมาค้าขายได้ดี เงินทองเข้าร้านร่ำรวย

นอกจากธงมหามงคล หลวงพ่อดีท่านยังสร้างเหรียญขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2506 รุ่นแรก ลักษณะแบบใบเสมา มีรูปท่านครึ่งองค์ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวน 5,000 เหรียญ โดดเด่นด้านเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี

เคยมีคำร่ำลือว่า พวกชาวเรือหางยาวที่แล่นผ่านหน้าวัดท่าน เกิดมีเรื่องถึงยิงกันบนเรือ ต่างคนต่างไม่เป็นไร เพราะต่างคนต่างมีเหรียญหลวงพ่อดี เมื่อสอบถามกันได้ความมีเหรียญหลวงพ่อดี ทั้งสองฝ่ายจึงเลิกวิวาทกัน

จนกล่าวขวัญว่า “ใครมีเหรียญหลวงพ่อดี ต้องดีกันอยู่เสมอ”

ต่อ มาเหรียญรุ่นหนึ่งหายาก ท่านจึงสร้าง รุ่น 2 เป็นชนิดกลม เนื้ออัลปาก้า จำนวน 3,000 เหรียญ ปรากฏว่าหมดในวันออกเหรียญรุ่น 2 นี้หายากอีก ท่านจึงสร้าง รุ่น 3 เป็นแบบรูปไข่ เนื้อทองแดง ครั้งนี้ท่านเปลี่ยนเป็นสร้างรูปเต็มองค์

หลวงพ่อดี มรณภาพด้วยวัยชรา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2536 สิริอายุ 89 ปี พรรษา 68

ก่อนมรณภาพ หลวงพ่อดีสั่งให้เก็บสังขารท่านไว้ แต่เจ้าอาวาสรูปถัดมาได้จัดงานพระราชทานเพลิง จนเกิดปาฏิหาริย์สังขาร ไม่ไหม้ไฟ

เหรียญเสมา ๘ รอบ หลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ นั้งเต็มองค์ ปี ๒๕๑๘

หรียญเสมาแปดรอบ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2518 ฉลองอายุหลวงปู่ทิมครบแปดรอบ ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2518 พุทธคุณเด่นทางด้านเมตตามหานิยมใครเห็นใครรักใครเอ็นดู และแคล้วคลาดเป็นหลัก แบ่งเป็นเนื้อต่างๆดังนี้

เนื้อทองคำลงยา จำนวนการสร้าง ๕๖ เหรียญ
เนื้อเงินหน้าทองคำ จำนวนการสร้าง ๑๖๙ เหรียญ
เนื้อเงินลงยาสามสี จำนวนการสร้าง ๘๙๗ เหรียญ
เนื้อเงินลงยาสีเดียว จำนวนการสร้าง ๑๘๙๗ เหรียญ
เนื้อนวะหน้าเงินลงยา จำนวนการสร้าง ๒๒๙๗ เหรียญ
ทองแดงลงยา จำนวนการสร้าง ๕๐ เหรียญ
เนื้อนวโลหะ จำนวนการสร้าง ๔๐๐ เหรียญ
เนื้อทองแดง จำนวนการสร้าง ๒๒๒๙๗ เหรียญ

 

(ขอบคุณข้อมูลจากเวป pdamobiz.com)

‘พระหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน’ ‘เหรียญจอบใหญ่’ พิมพ์ มี ป.ปลา – ศึกษาให้ดีมีกำไร

จากหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ออนไลน์ วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๔

3376

จัดเป็นอีกพิมพ์ในตระกูล “พระหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน” ที่สร้างด้วยเนื้อ “ทองผสม” และนักสะสมให้ความนิยมสูงไม่แพ้ประเภท “รูปหล่อ” คุณค่าราคาจึงไม่แตกต่างกันคือปัจจุบันต้องใช้เงิน “หลายล้าน” จึงมีสิทธิ์ได้ครอบครองสำหรับ “พิมพ์จอบใหญ่” เพราะเป็นเหรียญที่สร้างด้วยวิธี “หล่อโบราณ” และสร้างขึ้นในยุคต้นประกอบกับเป็นพิมพ์ที่ พบเห็นยาก นักสะสมทุกระดับจึงระบุว่าสร้างไว้น้อยกว่าพิมพ์อื่น ๆ อีกทั้งขนาดขององค์พระ ไม่ใหญ่จนเกินงาม และ ไม่เล็กจนเกินไป เรียกว่ามีขนาดที่พอเหมาะกับการอาราธนาขึ้นแขวนคอนั่นเอง

ส่วนที่เรียกว่า “พิมพ์จอบใหญ่” ก็เนื่องจากรูปทรงองค์พระมีลักษณะที่คล้าย “จอบ” ที่ใช้สำหรับขุดดินโดยมีรูป “หลวงพ่อเงิน” ในท่านั่งสมาธิอยู่ภายในกรอบที่ล้อมรอบด้วย “เม็ดไข่ปลา” ส่วน “ห่วง” (หูเหรียญ) ก็เป็นห่วงเชื่อมที่หล่อติดมากับพิมพ์เพื่อใช้ห้อยคอในยุคนั้น ด้านหลังเรียบไม่มีอักขระหรือการจารอักขระแต่อย่างใด และมีการแบ่งแยกออกเป็น “สองพิมพ์” (บล็อก) คือ “พิมพ์มี ป.ปลา” หรือ “พิมพ์เส้นสังฆาฏิแตก” หรือนักสะสมบางคนเรียกว่า “พิมพ์จีวรชิด” ส่วนอีกพิมพ์คือ “พิมพ์ไม่มี ป.ปลา” หรือ “พิมพ์เส้นสังฆาฏิไม่แตก” หรือนักสะสมบางท่านเรียกว่า “พิมพ์จีวรห่าง” ซึ่งวันนี้ขอนำ “พิมพ์มี ป.ปลา” มาชี้จุดสังเกตที่ควรจดจำก่อนดังนี้

  1. “หูเหรียญ” ที่หล่อติดมากับพิมพ์ในองค์ที่หล่อติดดีจะมี “เม็ดไข่ปลา” ปรากฏเฉพาะด้านหน้าเท่านั้นและขอบเหรียญจะมี “เม็ดไข่ปลา” ล้อมรอบตลอดแนว
  2. “ศีรษะ” กลมมน “หน้าผาก” โหนกนูน “ใบหน้า” ยาวรีปรากฏ หู ตา จมูก ปาก ชัดเจน
  3. “ผ้าสังฆาฏิ” ปรากฏ “เส้นพิมพ์แตก” ทั้งด้านบนและด้านข้าง (ใกล้รักแร้) โดยเส้นพิมพ์แตกนี้มีลักษณะคล้ายตัวอักษร “ป.ปลา” จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อพิมพ์ว่า “มี ป.ปลา” หรือ “เส้นสังฆาฏิแตก”
  4. “แขนขวา” ที่วางในลักษณะแบบ “แขนหักศอก” ปรากฏร่องตรง “ข้อศอก” อย่างชัดเจนและ “มือ” ทั้งสองข้างที่ประสานกันจะมีร่องขั้นตรงกลาง เป็นการแบ่งแยกมือซ้ายกับมือขวาอย่างชัดเจน
  5. “ชายจีวร” ในพิมพ์ “มี ป.ปลา” เส้นล่างสุดจะชิดติดกันจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อพิมพ์ว่า “ชายจีวรชิด”
  6. “เส้นขอบ” ที่กั้นเม็ดไข่ปลาด้านล่างขวาองค์พระ “ปลายเส้น” จะแตกหายเข้าไปใต้เท้าซ้าย
  7. “ด้านหลัง” เรียบไม่มีอักขระหรือการจารอักขระแต่อย่างใด.

‘พุทธธัสสะ’