Tag: กรุงเทพ

เหรียญหล่อจอบใหญ่ รุ่นแรก หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง ธนบุรี ปี๒๔๗๘

เหรียญหล่อหลวงพ่อไปล่ ฉนฺทสโร วัดกำแพง ธนบุรี ปี ๒๔๗๘ นับเป็นเหรียญหล่อแบบโบราณที่มีราคาเช่าหาในเวลานี้ แพงที่สุด เหรียญหนึ่งของวงการพระ มี ๒ พิมพ์คือ พิมพ์จอบใหญ่ มีรูปทรงสัณฐานสี่เหลี่ยม แต่ด้านบนมนเหมือนตัว ก.ไก่ หรือพระซุ้มกอ แต่คนสมัยก่อนดูเหมือนกับ จอบขุดดิน จึงเรียกว่า พิมพ์จอบ และนื่องจากองค์พระมีขนาดใหญ่กว่าเหรียญหล่อทั่วๆ ไป วงการพระในทุกวันนี้ จึงเรียกว่า พิมพ์จอบใหญ่ พระพิมพ์นี้ สำหรับแจกผู้ชาย ส่วน พระพิมพ์เล็ก สำหรับแจกผู้หญิงนั้น รูปร่างไม่เหมือนกับ จอบ จึงไม่ได้เรียกว่า พิมพ์จอบเล็ก หากแต่เรียกว่า พิมพ์รูปไข่ เพราะมีรูปเป็นวงรีเหมือนกับไข่ไก่หรือไข่เป็ดนั่นเอง

วัตถุ มงคลที่ขึ้นชื่อและได้รับความนิยมมากที่สุดของท่าน ได้แก่ เหรียญหล่อ ปี2478 ซึ่งสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสมีอายุครบรอบ 75 ปี มี 2 พิมพ์ คือ เหรียญจอบ และเหรียญรูปไข่ ซึ่งทั้งสองพิมพ์นี้จัดว่าได้รับความนิยมมากที่สุด สร้างจากเนื้อโลหะผสมทองเหลือง หลวงพ่อไปล่เมื่อวัยหนุ่มท่านมีความสนใจในทางวิชาอาคม โดยได้เดินทางไปเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่นเรียนทางคงกระพันชาตรีกับพระอาจารย์คง เรียนวิชาผูกหุ่น พยนต์กับหลวงพ่อหรุ่น วัดบางปลา เรียนทางเมตตามหานิยมกับหลวงพ่อพ่วง วัดกก เรียนทางสักยันต์คงกระพันกับหลวงพ่อดิษฐ์ วัดกำแพง พุทธคุณเหรียญหล่อของหลวงพ่อไปล่ จึงขึ้นชื่อว่ามีพุทธคุณสูงในเรื่องมหาอุด คงกระพันชาตรี และเมตตามหานิยม เป็นที่ยอมรับของวงการ และเป็นเหรียญหล่อที่มีค่านิยมสูงสุดเหรียญหนึ่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่นิยมของผู้คนในย่านบางบอน บางขุนเทียน ว่ากันว่าหากคนวัดกำแพงมีเหรียญวัดหนังแล้ว ถ้าใครมีเหรียญหลวงพ่อไปล่ไปขอแลกเขาจะยอมแลกทันที นี่เป็นความนิยมของเหรียญหลวงพ่อไปล่ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณครับ

ภาพล่างเป็นองค์ที่เก็บไว้ องค์กลางมีผู้รู้ว่าเป็นไปได้สูง และเรียกว่าพิมพ์ ๓ จุด

พระผงของขวัญ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ

ภาพ และเนื้อหาจากเวป

พระผงของขวัญวัดปากน้ำนั้น สร้างโดยพระมงคลเทพมุนี หรือ หลวงพ่อสด ในรุ่นแรกนั่น สร้างเมื่อปี 2493 โดยให้ช่างหลวงแกะพิมพ์มาถวาย มีทั้งสิ้น 10 บล็อค เจตนาในการสร้างเพื่อ นำปัจจัยไปสร้างอุโบสถ…โดยจะมอบให้แก่ผู้ที่บริจาค 25 บาทขึ้นไป ท่านละ 1 องค์ โดยรับจากมือท่านเอง…

**รุ่น 1 นี้ สร้างทั้งหมด 84,000 องค์ แต่ไม่ได้มีการแจกทั้ง 84,000 องค์ ** เนื่องจากหลวงพ่อ

จะ คัดนำเอาพระที่บิดเบี้ยว…กดไม่ติด…ไม่สวยออก(25บาทสมัยนั้นก็แพงอ่ะคับ) ซึ่งด้วยการที่หลวงพ่อพยายามอยากให้ญาติโยมได้สิ่งที่ดีสมราคานี้เอง หลวงพ่อจึงได้อฐิฐานจิตตามหลักธรรมกายของท่าน อยู่นานกว่าจะได้ผงวิเศษและพระแต่ละองค์…และเป็นผลให้ผู้ที่ได้นำไปใช้เกิดปฏิหารต่างๆมากมาย จน เรื่องเล่าต่อไปปากต่อปากมากมาย…ทำให้พระหมดในเวลาไม่นาน ต่อมาในปี 2494 ท่านก็ได้สร้างพระรุ่น 2 ขึ้นอีก 84,000 องค์เช่นเคยและก็ไม่ได้แจกหมดเช่นเคย…แต่ในขณะที่แจกพระรุ่น 2 นั้นเอง…ชาวบ้านได้มาปรึกษากับท่านด้วยเรื่องที่ พระของท่านนั่นจะเปื่อยยุ่ยเมื่อเปียกน้ำ ทำให้พระเสียหาย(สมัยก่อนไม่มีตลับกันน้ำ) ท่านเลยได้สั่งให้พระลูกวัด..นำพระรุ่น 2 ที่เหลืออยู่ไปเคลือบแล็คเกอร์ให้พระนั่นมีความคงทนมากขึ้น ช่วงหลังจากนั้นหลวงพ่อก็ได้สร้างพระรุ่น 3 ขึ้นโดยให้มีการผสมน้ำมันตั้งอิ๋วมากขึ้นจนเพื่อให้พระแกร่งขึ้น แต่พระรุ่น 3 นี้ มีการนำมาแจกภายหลังหลวงพ่อมรณะภาพทำให้ประชาชนเข้าใจว่าหลวงพ่อไม่ได้เสก… ส่วนปัจจุบันที่เราไม่ได้เห็นพระรุ่น 2 ก็เนื่องจากว่าเรารวมเอามาเรียกเป็นพระรุ่น 1 นั่นเอง

**สำหรับพระที่หลวงพ่อท่านคัดออกไว้ไม่ได้แจกนั่น ภายหลังทางวัดนำออกมาให้ญาติโยมบูชา…เรียกกันว่าพระ”รุ่นตกค้าง” ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า”รุ่น1สภาพใช้”หรือ”รุ่น1ใช้สึก”ซึ่งถ้าผู้อ่านได้พบคำว่า “รุ่น ตกค้าง”ในหนังสือพระเล่มใดจะพบได้ว่ามีราคาเบากว่ารุ่น 3 น่าเก็บยิ่งนักแต่หากเป็น”รุ่น1สภาพใช้”หรือ”รุ่น1ใช้สึก”จะมีราคาแพงกว่า รุ่น 3 เท่าตัวทีเดียว…ดังนั้นแนะนำว่าเจอเมื่อไรก็เก็บกันได้สบายๆคับกับพระ” รุ่นตกค้าง” ที่เล่าๆ มาเป็นเพียง ประวัติการสร้างของพระรุ่น 1-3 อาจจะเร่งๆไปหน่อยช่วงรุ่น 3(ง่วง)

สำหรับ เรื่องหลักในการพิจารณาพิมพ์แล้ว ยากจริงๆคับ ต้องอาศัยหนังสือประกอบ เนื่องจากเฉพาะรุ่น 1ก็10พิมพ์แล้ว แล้วรุ่น 3 อีก 27พิมพ์ได้…ลำบากในการบอกคับอยากช่วยแต่แนะนำหาหนังสือภาพดูสักเล่มจะแจ่ม คับผมเองมีคับ แต่อายจะโชว์คับ เขียนไว้ซะเต็มไปหมดแต่งนู้นเขียนนี้ช่วยจำอ่ะคับ เอาคร่าวๆนะคับ รุ่น 1 ส่วนมากมือดีดน้ำมนต์จะกลมๆสวย ฐานบัวโค้งๆรับแข้งหูจะมีติ่งสั้นบ้างยาวบ้าง ส่วนมากไม่เท่ากัน(มีเท่ากัน1ใน10) หน้ายิ้มได้รูป

พระสังกัจจายน์ กรุวัดเงินคลองเตย พิมพ์มีหู


ได้มาเป็นพิมพ์มีหู เล่ากันว่าใน บริเวณที่ตั้งของการท่าเรือกรุงเทพฯ หรือท่าเรือคลองเตยนี้ เดิมทีเคยเป็นที่ตั้งของวัดถึง3วัด คือ วัดหน้าพระธาตุ วัดทอง และ วัดเงิน โดยตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในปี พ.ศ.2481 ทางราชการต้องการที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อทำการก่อสร้างท่าเรือ

วัดหน้าพระธาตุ วัดเงิน และวัดทอง จึงถูกเวนคืน สำหรับวัดหน้าพระธาตุ และวัดทองได้มีมติจากกรรมการวัดให้ยุบรวมกัน แล้วย้ายมาสร้างวัดใหม่ โดยได้ที่ตั้งใหม่ และชื่อวัดว่าวัดธาตุทองในปัจจุบัน

สำหรับวัดเงิน เมื่อถูกเวนคืนที่ดินแล้วได้สิ้นสภาพไป ในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่วัดเงิน เพื่อสร้างท่าเรือคลองเตยนั้น ขณะที่คนงานทำการรื้อพระเจดีย์ ที่เศรษฐีชาวรามัญผู้ที่สร้างวัดได้สร้างไว้ ได้พบพระเครื่องเนื้อผงเป็นจำนวนมาก แต่ไม่อาจทราบได้ว่าใครเป็นผู้สร้างพระบรรจุไว้ แต่น่าจะเป็นเศรษฐีชาวรามัญสร้างไว้เพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา

นอกจากนี้นักนิยมสะสมพระเครื่องต่างเชื่อว่า พระกรุวัดเงินคลองเตยมีอายุเก่ากว่า พระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จบางขุนพรหม และพระสมเด็จวัดเกศไชโย โดยมีอายุมากกว่า 150 ปี

การขุดพบ พระกรุวัดเงินคลองเตย พระในกรุล้วนเป็นพระกรุเนื้อผงปูนปั้นทั้งสิ้น มีจำนวนหลายสิบพิมพ์ และมีจำนวนมาก หลายหมื่นองค์ พระที่พบแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • ขนาดเขื่อง เนื้อละเอียด
  • ขนาดย่อม เนื้อหยาบ

มีนักสะสมรุ่นเก่าบางท่านเชื่อว่า พระกรุวัดเงินคลองเตย น่าจะมีการสร้าง 2 ครั้งด้วยกัน คือครั้งแรกเป็นพระพิมพ์ขนาดเขื่อง เนื้อละเอียด และครั้งหลัง เป็นพระพิมพ์ขนาดย่อม เนื้อหยาบ

สำหรับพระกรุวัดเงินคลองเตย พิมพ์สังกัจจายน์ ดังที่จะกล่าวนี้ เป็น พระพิมพ์นิยมอันดับหนึ่ง ซึ่งแม้จะอยู่ในประเภท พระพิมพ์ขนาดย่อม เนื้อหยาบ แต่ว่ามีจำนวนน้อยกว่าพิมพ์อื่นๆมาก

พระสังกัจจายน์กรุวัดเงินคลองเตย แบ่งออกเป็น 2 พิมพ์ด้วยกัน คือ

  1. พิมพ์มีหู
  2. พิมพ์ไม่มีหุ

พุทธลักษณะ ด้านหน้าตรงกลางเป็นรูป พระมหากัจจายนะ หรือที่คนทั่วไปนิยมเรียกว่า พระสังกัจจายน์ องค์พระนั่งขัดสมาธิราบ ประทับเหนืออาสนะกลีบบัวสองชั้น แถวบนมี5กลีบ แถวล่างมี 4 กลีบ อยู่ภาในกรอบซุ้มเส้นลวดโค้งยอดมนสอบเรียวขนาดองค์ พระทั้งสองพิมพ์ฐานด้านล่าง กว้างประมาณ 2.1-2.2 ซม. วนสูงประมาณ 2.6-2.7 ซม. และมีความหนาประมาณ 5 มม. ค่าคามนิยมระหว่างพิมพ์มีหูและพิมพ์ไม่มีหูนั้น พิมพ์มีหูสนนราคาจะแพงกว่าพิมพ์ไม่มีหู ทั้งนี้เพราะความสวยงามลอดทั้งจำนวน ซึ่งพิมพ์มีหูสวย หายากและพบน้อยกว่านั่นเอง

ลักษณะเนื้อพระ พระกรุวัดเงินคลองเตยจะเป็นพระเนื้อผงปูนปั้น โดยจะพูดถึงแต่พระขนาดย่อม เนื้อหยาบ ซึ่งเป็นเนื้อมาตรฐานในพระสำนักนี้ ลักษณะเนื้อสีขาวจัด เนื้อในมีรูพรุนปลายเข็มไม่แน่นตัว แต่มีความแกร่ง มวลสารต่างๆพบน้อยมาก จะเห็นมีแต่เพียงจุดสีดำ หรือจุดสีขาวขุ่น ขนาดเล็กมาก

ลักษณะคราบกรุ เป็นแบบฟองเต้าหู้ คือเป็นคาบกรุชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายฟองเต้าหู้ ทีแลดุเป็นแผ่นๆ มีทั้งเกาะหนาแน่นสลับแทรกตัว และฉาบผิวบางๆ โดยจะเกาะอยู่ทั่วไปไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลัง และด้านข้าง

นอกจากนี้ยังมีคราบขี้ตะกรัน หมายถึงเศษปูนและเม็ดทรายภายในเจดีย์ กะเทาะร่วงหล่นลงมาเกาะติดผิว บางองค์พบมากบางองค์น้อย ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ส่วนใดภายในกรุ

เหรียญหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ออกที่วัดพระธาตุสบฝาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

เหรียญหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ออกที่วัดพระธาตุสบฝาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งหลวงปู่โต๊ะท่านอนุญาตให้สร้าง และท่านทำพิธีปลุกเสกอธิษฐานจิต แจกให้กับผู้ร่วมทำบุญบูรณะพระธาตุสบฝาง ที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2522 เป็นเหรียญที่ออกแบบได้สวยงามมากๆครับ สมัยก่อน ยังพอพบเจอกันบ้างครับ แต่ปัจจุบัน เหรียญนี้หายากจริงๆครับ ไม่รู้หายไปไหนหมด สงสัยไปอยู่ในกรุของลูกศิษย์สายหลวงปู่กันหมดน่ะครับ เพราะส่วนใหญ่ตอนนี้ลูกศิษย์ของหลวงปู่เป็นใหญ่เป็นโต ร่ำรวยเป็นเศรษฐีกันแทบทั้งนั้นแล้วครับ

เหรียญสังฆาฏิเล็ก ท่านเจ้าคุณนรฯ. วัดเทพศิรินทร์ฯ.ปี๒๕๑๓ เนื้อทองแดง

เหรียญสังฆาฏิเล็ก ท่านเจ้าคุณนรฯ. วัดเทพศิรินทร์ฯ.ปี๒๕๑๓ เนื้อทองแดง สภาพสวยสมบูรณ์ ผิวไฟเดิมๆครับ (ไม่มีชื่อบนเหรียญ)

เหรียญพระพุทธชินราช หลังพระพุทธชินสีห์ ปี๒๔๗๓

เหรียญพระพุทธชินราชหลังพระพุทธชินสีห์ วัดมกุฎกษัตริยาราม ปี 2473 – 2478 หนึ่งในเหรียญหายากของกรุงเทพฯ ตัวจริง ๆ น่ะหาไม่เจอแล้วสภาพนี้จัดว่าสวย ได้มาแบบยังมีกะหลั่ยทองด้วย

เหรียญเสมา ฉลุยกหน้า หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง กรุงเทพ

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังถือเป็นเหรียญสุดยอดนิยมของพระเครื่องประเภทเหรียญ เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังจัดอยู่ในชุดเบญจภาคีเหรียญ และมีมูลค่าราคาสูงมาก เหรียญหลวงปู่เอี่ยมมีทั้งเหรียญยันต์สี่ เหรียญฉลุทองคำ เหรียญฉลุยกหน้า และเหรียญยันต์ห้า เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง จัดสร้างขึ้นเมื่อคณะศิษย์ของหลวงปู่ ได้ขออนุญาตจัดสร้างขึ้นไว้เป็นที่ ระลึก หลวงปู่ก็ได้อนุญาตให้สร้าง ลูกศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ โกศล สิริเวชกุล หรือที่ชาวบ้านมัก เรียกกันว่า “หมอกิม” ได้ติดต่อให้นายเนียม ซึ่งเป็นช่างทองรับไปจัดทำ ซึ่งในครั้งแรกก็คือเหรียญยันต์สี่ มีด้วยกันสองเนื้อคือเนื้อทองแดงและเนื้อเงิน ด้านหลังของเหรียญยังแบ่งเป็นสองแบบคือแบบสามจุดและหลังสี่จุด จำนวนเหรียญที่สร้างประมาณ 5,000 เหรียญ เป็นเหรียญแบบสี่จุดประมาณ 4,000 เหรียญและหลังแบบ 3 จุดประมาณ 1,000 เหรียญ นอกจากนี้ช่างยังได้ออกแบบพิเศษขึ้นมาอีก แต่มีจำนวนน้อยตามผู้สั่งทำคือ เหรียญฉลุยกหน้า เนื้อทองคำและเนื้อเงิน เหรียญฉลุเนื้อทองคำ เหรียญฉลุเนื้อทองคำลงยา เหรียญแบบพิเศษนี้ริเริ่มสั่งทำโดยหมอกิม ซึ่งหมอกิมได้มอบให้ช่างทองอีกคนหนึ่ง คือช่างเจ๋ง อยู่ที่ภาษีเจริญ เป็นผู้จัดทำ เหรียญแบบพิเศษทั้ง 3 แบบนี้ได้แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ดังนี้ เหรียญแบบฉลุยกหน้า ใช้แบบจากรูปถ่ายที่หลวงปู่มีผ้ารัดประคด และเหรียญฉลุทองคำทั้งแบบลงยาและไม่ลงยา ที่แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ซึ่งต่อมาก็นำมาใช้เป็นแม่พิมพ์เหรียญยันต์ห้านั่นเอง ส่วนด้านหลังของเหรียญแบบฉลุทองคำทั้งสองแบบ ใช้แม่พิมพ์ของเหรียญยันต์สี่มา เป็นแม่พิมพ์ เหรียญหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่นี้ ได้แจกจ่ายให้แก่ผู้บริจาคเงินสมทบทุน การปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ ของวัดหนัง ส่วนเหรียญแบบพิเศษนั้น สร้างหลังจากที่สร้างเหรียญยันต์สี่แบบธรรมดา ไม่นานนักคือหมอกิมได้นำทองคำไปให้ช่างทองคำให้เมื่อทำเสร็จ มีคนอื่นเห็นเข้าต่างก็ชอบใจจึงได้ไหว้วานให้ หมอกิมจ้างช่างให้ทำให้บ้าง แต่ก็สร้างน้อยมากตามผู้สั่งทำ ส่วนมากก็เป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่แทบทั้งสิ้น เหรียญของหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่ทั้งแบบเนื้อทองแดง เนื้อเงินและแบบพิเศษ ทุกเหรียญ การตัดขอบของเหรียญหลังจากปั๊มเหรียญเสร็จแล้ว จะตัดขอบด้วยการใช้เลื่อยฉลุตัดขอบทุกเหรียญ ที่เรามักจะเรียกกันว่า “เหรียญข้างเลื่อย” ส่วนเหรียญยันต์ห้านั้นสร้างต่อมาในภายหลังจากเหรียญยันต์สี่ โดยพระครูคำและพระปลัดแจ้ง ได้ไปขออนุญาตหลวงปู่ขอจัดสร้างเหรียญไว้อีกรุ่นหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ หลวงปู่ก็ไม่ได้ขัด พระปลัดแจ้งจึงได้ไปให้ช่างเนียมได้จัดทำให้ โดยใช้แม่พิมพ์เหรียญฉลุทองคำเป็นแม่พิมพ์ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่เป็นแบบยันต์ห้า สร้างจำนวนประมาณ 1,000 เหรียญ เป็นเนื้อสัมฤทธิ์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้นำไปให้หลวงปู่เสก หลังจากนั้นอีกประมาณสามเดือนหลวงปู่ก็มรณภาพลง ๏….พระภาวนาโกศลเถระ(สุวณฺณสโรเถระ…(เอี่ยม)… )…๚ะ๛ เดิมชื่อเอี่ยม เป็นชาวบางขุนเทียนโดยกำเนิด บ้านอยู่ริมคลองบางหว้า หลังวัดหนัง กำเนิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๙ ปีมะโรง จัตวาศก ตรงกับวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๕ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และมีนามสกุลว่า “ทองอู๋” ชาวบ้านบางขุนเทียนเรียกกันว่า “หลวงพ่อปู่เฒ่า” ส่วนบุคคลทั่วๆ ไป และนักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย เรียกว่า “หลวงพ่อวัดหนัง” โยมบิดามารดามีชื่อว่า นายทอง และนางอู่ ซึ่งเป็นต้นตระกูล “ทองอู๋” ในขณะนี้ โยมทั้งสองท่าน ประกอบอาชีพเป็นชาวสวนและมีฐานะมั่นคง เมื่อได้มีการตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ บุคคลชั้นหลังของตระกูลนี้ขอใช้นามสกุลว่า “ทองอู่” อันเป็นนามรวมของโยมทั้ง ๒ แต่ต่อมาไม่นานนัก ก็ได้มีเจ้านายพระองค์หนึ่ง ทักท้วงว่าไปพ้องกับพระนามของเจ้าต่างกรมพระองค์เข้า จึงต้องเปลี่ยนมาเป็น “ทองอู๋” สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ เครือญาติพี่น้องร่วมท้องเดียวกับพระภาวนาโกศลเถระ มีอยู่ด้วยกัน ๓ คนคือ โยมพี่สาวชื่อ นางเปี่ยม ทองอู๋ เป็นผู้รักษาศีลอุโบสถและไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว ดังนั้นเมื่อสิ้นโยมบิดามารดาแล้ว จึงมาฝากไว้ในความอุปการะของนายทรัพย์ ทองอู๋ บิดาของนายพูน ทองพูนกิจ ผู้เป็นบุตรผู้พี่ของพระภาวนาโกศลเถระ คือนายเอม ทองอู๋ “””””””””””””””””””” การศึกษา การศึกษาอักขร สมัยเมื่อพระภาวนาโกศลเถระ ยังเด็กอายุ ๙ ปี โยมทั้ง ๒ ของท่านได้นำมาฝาก เรียนหนังสือ ในสำนักพระครูธรรมถิดาญาณ หรือหลวงปู่รอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหนัง ราชวรวิหาร ในปี พ.ศ. ๒๓๘๗ ในสมัยต่อมา ได้เป็นพระอาจารย์ วิทยาคม ของพระภาวนาโกศลเถระ (เอี่ยม) การศึกษาพระบาลีปริยัติธรรม เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี ท่านได้ศึกษาพระบาลีปริยัติธรรม ในสำนักพระมหายิ้ม วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อจากนั้น ได้ไปอยู่ในสำนัก พระปิฎกโกศล (ฉิม) วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) บรรพชา ต่อมาท่านได้กลับมาบรรพชาเป็นสามเณร และศึกษาพระปริยัติธรรมต่อที่วัดหนัง ราชวรวิหาร สำนักเดิม ของท่าน อีกวาระหนึ่ง การศึกษาในระยะนี้ ดำเนินมาหลายปี ติดต่อกันจนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๓๙๔ เมื่อท่าน อายุได้ ๑๙ ปี จึงได้เข้าสอบ แปลพระปริยัติธรรมสนามหลวง ซึ่งสมัยนั้น ต้องเข้าสอบแปลปากเปล่า ต่อหน้าพระพักตร์ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่น่าเสียดายที่ท่านสอบพลาดไป เลยลาสิกขาบท กลับไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพอยู่ระยะหนึ่ง อุปสมบท อาจจะเป็นด้วยบุญกุศลที่จะต้องเป็นสมณะเพศเพื่อพระศาสนา เพื่อการฟื้นฟูปฏิสังขรณ์สังฆาวาส เสนาสนะ แห่งวัดนี้ ให้ฟื้นฟูคืนจากสภาพอันเสื่อมโทรมขึ้นสู่ยุคอันรุ่งเรืองสูงสุด ในกาลสมัยต่อมา หรือเพื่อความเป็น พระเกจิอาจารย์ ชั้นเยี่ยมแห่งองค์พระกษัตราธิราชเจ้า และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ของบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ท่านจึง หันกลับเข้ามาสู่ร่มเงาแห่งกาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้จากไปเพียง ๓ ปีเท่านั้น ในปี พ.ศ. ๒๓๙๗ เมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ท่านได้เข้ามาอุปสมบท ตามขนบจารีตอันดั้งเดิมของชาวไทย เพื่อสืบต่อพระบวรพุทธศาสนา และเพื่อแสดง กตเวทิตธรรม แด่โยมผู้บุพการีทั้งสอง ซึ่งได้ทำการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดราชโอรสาราม (วัดจอมทอง) อ.บางขุนเทียน จ.ธนบุรี (เขตจอมทอง กรุงเทพฯในปัจจุบัน) พระอุปัชฌาย์ได้ขนานนามว่า “สุวณฺณสโร” พระสุธรรมเทพเถระ (เกิด) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมเจดีย์ (จีน) กับพระภาวนาโกศลเถระ (รอด) เป็นคู่กรรมวาจาจารย์

กริ่งพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศฯ

สร้างราวปี พ.ศ.2490 พร้อมกับกริ่วสัมพุทโธ ส่วนใหญ่จะปรากฏชื่อที่ฐานด้านหน้าบริเวณต่ำกว่าบัวชั้นล่างลงมาเป็นลักษณะ ตัวตอกทีละตัวคมลึกลงในเนื้อ ส่วนด้านหลังบางองค์จะตอกตัวย่อ ส ห ซึ่งยังไม่มีหลักฐานว่าหมายถึงอะไร แต่มีบางท่านให้ความเห็นว่าอาจเป็นพระที่นำไปแจกที่จังหวัดสิงห์บุรีดัง กล่าวไว้ข้างต้นก็อาจเป็นได้ พระชุดนี้หล่อฐานกลวงและปิดฐานด้วยแผ่นทองฝาบาตร แต่หลายองค์ที่พบโลหะมักหลุด

สำหรับกริ่งชินสีห์จะมีลักษณะพิมพ์เดียวกับกริ่งพระศรีศาสดา ต่างกันที่อักษรจารึกที่ฐานด้านหน้าเท่านั้น มีหนังสือเล่มหนึ่งผู้เขียนเล่าไว้ว่า สมเด็จย่าทรงใช้กริ่งพระพุทธชินสีห์ประจำพระองค์คู่กับพระกริ่งสุจิตโต พิมพ์เล็ก