Tag: พระกริ่ง

กำเนิด’พระกริ่ง’เมืองไทยควรเน้นคุณค่าทางศิลปะและพิธีกรรม

(คัดลอกจาก นสพ.คม ชัด ลึก ออนไลน์ 2011-09-08)

การสร้าง ‘พระกริ่ง’ ในเมืองไทยควรเน้นคุณค่าทางศิลปะและพิธีกรรม : ปกิณกะพระเครื่อง โดย พ.พศวรรษ

           “พระกริ่ง” เป็นพระพุทธรูปขนาดเล็ก เป็นศิลปะการปั้นแบบลอยองค์ พุทธศาสนิกชนที่นับถือพุทธศาสนาฝ่ายมหายานให้ความเคารพนับถือกันมาก และนิยมสร้างพระกริ่งกัน มาก ในประเทศที่นับถือพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เช่น ประเทศทิเบต จีน เป็นต้น เพื่อเป็นการสืบต่ออายุพุทธศาสนา   ซึ่งต้องใช้งบประมาณ, กำลังคน และเวลา ผู้เป็นเจ้าภาพในการจัดสร้างส่วนใหญ่ มักจะเป็นพระมหากษัตริย์ หรือผู้มีอำนาจและบารมี มอบให้พระคณาจารย์ที่ทรงความรู้ในทางเวทวิทยาคุณ และทางพระพุทธศาสนา เป็นผู้กำหนดพิธีกรรมสร้างขึ้น

           ต่อมาความนิยมสร้างพระกริ่งได้ แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย กัมพูชา (เขมร) ที่มีอาณาเขตประเทศติดกับประเทศไทย ซึ่งประชาชนอาจมีการติดต่อซึ่งกัน การนำเอาศาสนาวัตถุขนาดเล็กติดตัวเข้ามากับนักบวช ก็คงจะมีปรากฏ

           เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๕๔๖ กษัตริย์เขมรพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ ๑ เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีเชื้อสายมาจากอาณาจักรศรีวิชัย ทรงเคารพนับถือ และมีความเคร่งครัดในทางพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทรงให้การทำนุบำรุงพุทธศาสนา จนมีความเจริญสูงสุด และมีความเจริญต่อเนื่องมา จนถึงพระมหากษัตริย์ของประเทศเขมรอีกพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงครองราชย์ระหว่างพ.ศ.๑๗๒๔-๑๗๔๘

           พระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะฝ่ายมหายานโดยแท้ ได้พยายามเผยแพร่ลัทธิทางศาสนานี้เข้ามาซึมซาบ อยู่ในจิตใจของประชาชน ทรงเป็นพระมหาราชาธิราชองค์สุดท้ายของเขมร เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ท่าน ประเทศเขมรก็เข้าสู่ยุคเสื่อม

           ในรัชสมัยของพระองค์ท่าน ได้สร้างเมืองใหม่ชื่อว่า นครชัยศรี ซึ่งก็คือ ปราสาทพระขรรค์ สำหรับเป็นพุทธสถานประดิษฐานพระประติมากรรม พระอวโลกิเตศวร โดยเชื่อกันว่า เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณาองค์ที่สำคัญที่สุด ของพุทธศาสนาฝ่ายลัทธิมหายาน ทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศบุญกุศลแด่ พระเจ้าธรณินทรวรมัน ผู้เป็นพระชนก (พ่อ) สร้างปราสาทตาพรหม เพื่อประดิษฐาน พระปฏิมาปรัชญา ซึ่งนับถือว่าเป็นเทพแห่งปัญญา อุทิศส่วนกุศลแด่พระวรราชมารดา  ดังมีจารึกว่า

           ปราสาทตา พรหม เป็นอาวาสสำหรับพระมหาเถระ ๑๘ พระองค์ และพระภิกษุอีก ๑,๗๔๐ รูป    สร้างปราสาทบายนเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสนองพระองค์ จากถาวรวัตถุดังกล่าวมาแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ได้สร้างโรงพยาบาล คือ อโรคยาศาลา เป็นทานทั่วพระราชอาณาจักร ๑๐๒ แห่ง  ด้วยเหตุแห่งการนับถือ พระพุทธไภษัชยคุรุ จึงทรงพยายามอนุวัติตามพระพุทธจริยาของพระพุทธไภษัชยคุรุพระองค์นั้น

           นอก จากนี้ พระองค์ยังทรงสร้างรูปพระปฏิมา ชยพุทธมหานาถ ประดิษฐานในเมืองต่างๆ ๒๓ แห่ง ทรงสร้าง ธรรมศาลา สร้างถนนขุดสระน้ำ เพื่อเป็นพุทธบูชาพระไภษัชยคุรุ เป็นหลักฐานให้แน่ใจว่า พระกริ่งปทุม เขมร ที่เราได้เห็นและตกทอดมาสู่พวกเราในยุคปัจจุบัน ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างแพร่หลายกว่าทุกยุคทุกสมัย และสร้างในรัชสมัยของพระองค์ท่านอย่างแน่นอน

           การสร้างพระกริ่งใน ยุคพระองค์ท่าน คงจะต้องมีการประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา มีพิธีโหรและพิธีพราหมณ์เข้ามาร่วมตามขั้นตอน มีการปลุกเสกประจุฤทธิ์เข้าไปในองค์พระ ตามกรรมวิธีของลัทธิพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ทำให้ พระไภษัชยคุรุ (พระกริ่ง) ที่สร้างในยุคนั้นมีความเข้มขลัง มีพุทธลักษณะที่บริบูรณ์ด้วยศิลป์ ทั้งนี้ เพราะมีการประกอบพิธีกรรมที่ถูกขั้นตอน โดยเน้นการพิธีที่ต้องการความขลังและศักดิ์สิทธิ์ ถือได้ว่า ในสมัยของพระองค์ท่านเป็นยุคที่เจริญในการสร้างถาวรวัตถุทางศาสนาจึงได้ เจริญสูงสุด 
           ด้านประเทศไทยที่มีอาณาเขตประเทศติดต่อกัน ใกล้ชิด พระเกจิอาจารย์ของประเทศไทยได้รับอิทธิพลการสร้าง พระพุทธไภษัชยคุรุ ด้านพิธีกรรมและขั้นตอนการสร้างของประเทศเขมรนี้เข้ามาทั้งหมด และนำมาปรับเข้ากับตำราการลงทองหล่อพระรูปสำคัญ ที่ต่อมากลายเป็นมรดกตกทอดกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยามาร่วมในการประกอบ พิธีกรรมด้วยความขลังและสิริมงคลในการสร้างย่อมเกิดเป็นทวีคุณ

           นอก จากนี้พระเกจิอาจารย์หลายท่าน ยังหาโลหะธาตุที่ถือกันว่าเป็นของ ทนสิทธิ์ มีอิทธิปาฏิหาริย์ในตัวเอง มาผสมเพื่อเพิ่มความขลังศักดิ์สิทธิ์ ในขั้นตอนการลงทองด้วย แผ่นยันต์ ๑๐๘ และ นะ ๑๔ นะ

พระกริ่งที่หล่อในประเทศไทย ที่มีหลักฐานยืนยันปรากฏได้แน่นอน คงจะเป็น พระกริ่งปวเรศ   ซึ่งสร้างโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ ทรงหล่อขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร ประมาณพ.ศ.๒๔๓๐ มีจำนวนไม่มาก

           ต่อมา ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๑ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถระ) วัดสุทัศนเทพวราราม ได้ทรงหล่อพระกริ่งสืบต่อมาหลายครั้ง ดังที่ท่านผู้อ่านและนักสะสมพระเครื่องสายพระกริ่งรูป หล่อได้พบเห็น ซึ่งทุกรุ่นต่างก็มีพุทธศิลป์ที่งดงาม มีความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ มีเอกลักษณ์และเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่ได้รับและเคารพบูชา

           ซึ่ง เมื่อหมดยุคของพระองค์ท่าน พระศรีสัจจญาณมุนี (สนธิ์ ยติธโร) ผู้เป็นศิษย์ได้รับมอบตำรา และขั้นตอนการประกอบพิธีกรรม ได้ประกอบพิธีกรรมเททองหล่อพระกริ่งสืบต่อมา และแพร่หลายอยู่ในขณะปัจจุบันนี้

          มีผู้รู้หลายท่านในวงการพระเครื่องได้ให้ความเห็นว่า พระพุฒาจารย์ (มา)วัดจักรวรรดิราชาวาส   ก็มีการหล่อพระกริ่งเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่เคยพบ พบเห็นแต่เพียง พระชัยวัฒน์ แบบพิมพ์ต่างๆ เท่านั้น ที่ได้หล่อขึ้นมาในหลายวาระ

          ในยุคปัจจุบัน ได้มีพระคณาจารย์หลายสำนัก ประกอบพิธีกรรมการสร้างพระกริ่งกันอย่างแพร่หลาย จำนวนพระกริ่งที่ หล่อก็มีครั้งละจำนวนมาก ทำให้ขาดซึ่งศิลปะและพิธีกรรม ขาดแร่ธาตุ และผู้รู้ในขั้นตอนของการประกอบพิธีกรรม ขาดช่างผู้ชำนาญในการหล่อและเททอง แม้แต่ขั้นตอนของพิธีสงฆ์ก็ถูกลดทอน และลัดขั้นตอนลงไป จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง สำหรับตำนานและกำเนิดพระกริ่งของประเทศไทย ที่จะมีทั้งคุณค่าทางศิลปะและเป็นสิริมงคลในยุคนี้

พระกริ่งไพรีพินาศ รุ่นแรก ปี ๙๕ พิมพ์นิยมบัวเหลี่ยมแก่ทองคำ

พระกริ่งไพรีพินาศรุ่นแรก พ.ศ. ๒๔๙๕ วัดบวรนิเวศวิหาร จัดสร้างขึ้นมาเป็นครั้งแรกและเป็นพระกริ่งไพรีพินาศรุ่นแรกของประเทศไทย พระกริ่งไพรีพินาศรุ่นแรกนี้มีพระพุทธคุณสูงมากในเรื่องการอำนวยความร่มเย็น เป็นสุขให้แก่ผู้บูชาและสะท้อนความมุ่งร้ายหมายอาฆาตพยาบาทของ ศัตรู(ไพรี)ให้พินาศพ่ายแพ้ไป องค์นี้เป็นเนื้อทองผสมที่แก่เนื้อทองคำ ทำให้ปรากฏคราบน้ำทองกระจายงามระยัพตาตามซอกตามมุมต่าง ๆ

——————————————————————————————————-

ในปี พ.ศ.2495 สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก มีพระชนมายุครบ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับบำเพ็ญกุศลฉลองพระชนมายุถวายเป็นพระราชกุศล และในปี พ.ศ.2496 ได้มีการประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมา ทีฆายุมหมงคล จัดสร้างพระเครื่องวัตถุมงคลนามว่า “พระไพรีพินาศ” โดยจำลองพุทธลักษณะของพระไพรีพินาศเดิม มีทั้ง พระบูชา พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ เหรียญ ตลอดจนหม้อน้ำมนต์

พระกริ่งไพรีพินาศ ปี 2496 ใช้กรรมวิธีการสร้างตามแบบตำนานพระกริ่งที่ได้ตกทอดมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระ มหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ และมีพุทธลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะคือ เนื้อโลหะที่สร้างเป็นเนื้อทองเหลืองที่มีลักษณะพิเศษ ถึงแม้จะผ่านเวลาเนิ่นนานสีสันยังคงเป็นสีเหลืองสดใสที่อมเขียวอย่างเจือจาง เล็กน้อย กรรมวิธีการสร้างเป็นพุทธศิลปะการเทแบบโบราณ ไม่มีการแต่งผิวหรือแต่งองค์พระ และหล่อโบราณ โดยใช้ “ดินขี้วัว” อันเป็นสูตรสำคัญในการหล่อพระพุทธปฏิมามาแต่สมัยอดีตหลายร้อยปี ทำให้เกิดเอกลักษณ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ที่ผิวขององค์พระจะปรากฏดินขี้วัวที่จับบนผิวพระไม่หนาเป็นปึก จะจับอยู่ในรูพรุนละเอียดทั้งองค์พระ และสีของดินขี้วัวจะเป็นสีเขียวอมดำเข้ม

พระกริ่งไพรีพินาศ ปี 2496 หลายท่านจะเล่นเป็น พระกริ่งไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2495 จะมีขนาดเท่ากันทุกองค์ และจากการถอดหุ่นเทียนด้านข้างโดยรอบขององค์พระจะเป็น “ตะเข็บ” ซึ่งเกิดจากการประกบแม่พิมพ์ พุทธลักษณะ เม็ดพระศกด้านหน้าเป็นเม็ดกลมโต มี 9 เม็ด ที่พระเนตรจะมีเม็ดตาดำรูปกลมแบน ค่อนข้างนูนต่ำ พระหัตถ์ข้างขวาหงายขึ้น ฐานด้านหลังด้านล่างเป็นตัวหนังสือบุ๋ม “ไพรีพินาศ” ซึ่งติดคมชัด มีตำหนิที่ก้นของพระกริ่งไพรีพินาศเป็นรอยตะไบและรอยเสี้ยน อันเกิดจากร่องรอยของการตะไบให้เรียบหลังจากการอุดก้นหลังใส่เม็ดพระกริ่งลง ไป อันนับเป็นตำหนิสำคัญของการดูพระแท้ทีเดียว และสัณฐานขององค์พระด้านขวาจะยกสูงส่วนด้านซ้ายจะทรุดต่ำเล็กน้อย

การจัดสร้างพระกริ่งไพรีพินาศ ปี 2496 แบ่งเป็น 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานบัวเหลี่ยม และพิมพ์ฐานบัวแหลม ซึ่งต่างกันตรงฐานบัว ตามชื่อของพิมพ์ คือ บัวเหลี่ยมและบัวแหลม นอกจากนี้ เกสรบัวของพิมพ์บัวแหลมจะค่อนข้างชัดกว่า และอีกประการคือ เม็ดพระศกด้านหลังของพิมพ์บัวเหลี่ยมจะเป็นเม็ดกลมโตเหมือนด้านหน้า แต่พิมพ์บัวแหลมจะไม่ติดเป็นเม็ดกลม

นับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง ในโอกาสมงคลต่างๆ ของวัดบวรนิเวศวิหาร จึงมีการจัดสร้างพระไพรีพินาศและพระกริ่งไพรีพินาศ สืบต่อกันมาครับผม ข่าวพระเครื่อง

ที่มา…www.khaosod.co.th

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง

วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6590 ข่าวสดรายวัน

โดย ราม วัชรประดิษฐ์

พระกริ่งสมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์

ภาพ และเนื้อเรื่องคัดลอกจากเวป

พระกริ่งวัดสุทัศน์ ที่สร้างในสมเด็จพระสังฆราชแพ มีด้วยกันหลายรุ่น ซึ่งโดยส่วนมากในแต่ละครั้งที่สร้างนั้น สมเด็จพระสังฆราชท่านก็จะสร้างขึ้นตามกำลังวัน เช่น วันอาทิตย์มีกำลัง 6  วันจันทร์มีกำลัง 15  วันอังคารมีกำลัง 8 วันพุธมีกำลัง 17 วันพฤหัสบดีมีกำลัง 19 วันศุกร์มีกำลัง 21 และวันเสาร์มีกำลัง 10 เป็นต้น โดยแบ่งเรียกเป็นชื่อรุ่นต่างๆ ตามประวัติการสร้าง โดยขอกล่าวเป็นสังเขปดังนี้

  1. พระกริ่งเทพโมลี แบ่งออกเป็นสองรุ่น คือรุ่นแรกจะมีตอกโค๊ตเป็นตัวเลข และรุ่น 2 ไม่มีตอกโค๊ต ซึ่งได้สร้างขึ้นในสมัยเป็นพระเทพโมลี ในปีพ.ศ. 2441-2442
  2. พระกริ่งรุ่นธรรมโกษาจารย์ สร้างในปีพ.ศ.2443-2454
  3. พระกริ่งพรหมมุนี มีสร้างออกมาหลายรุ่นหลายคราว สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2455-2465
  4. พระกริ่งเขมรน้อย สร้างในปีพ.ศ.2458
  5. พระกริ่งรุ่นศิษย์ถวายสำรับ สร้างในปีพ.ศ.2458
  6. พระกริ่งพระยาศุภกร สร้างในปีพ.ศ.2460
  7. พระกริ่งเจ้าคุณทิพย์โกษา สร้างในปีพ.ศ. 2460
  8. พระกริ่งรุ่นพุฒาจารย์ สร้างในปีพ.ศ. 2466-2471
  9. พระกริ่งรุ่นวันรัตสร้างในปีพ.ศ. 2472
  10. พระกริ่งปีพ.ศ. 2478 เป็นพิมพ์ที่ดัดแปลงมาจากพระกริ่งปวเรศ วัดบวรวิหาร โดยต่างกันที่ไม่มีบัวคู่ข้างหลัง
  11. พระกริ่งปีพ.ศ.2479 เป็นกริ่งที่สร้างออกมามากถึง 464 องค์
  12. พระกริ่งหน้าอินเดียสร้างเมื่อปีพ.ศ.2482
  13. พระกริ่งประภามณฑลวัดดอน สร้างเมื่อปีพ.ศ.2480 ที่วัดดอนยานนาวา
  14. พระกริ่งหน้าไทย สร้างเมื่อปีพ.ศ.2482
  15. พระกริ่งปีพ.ศ.2483
  16. พระกริ่งวัดกลางสร้างเมื่อปีพ.ศ.2483 ที่วัดกลางวรวิหาร
  17. พระกริ่งรุ่นบรรจุสุพรรณบัฏ สร้างเมื่อปีพ.ศ.2483
  18. พระกริ่งวัดช้าง สร้างเมื่อปีพ.ศ.2484
  19. พระกริ่งพุทธนิมิตร สร้างเมื่อปีพ.ศ.2484
  20. พระกริ่งปีพ.ศ.2485 เป็นพิมพ์เดียวกับปีพ.ศ.2483 เพียงแต่สีเนื้อต่างกัน
  21. พระกริ่งเชียงตุง สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2486 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายสร้างเป็นจำนวน 108 องค์

และจากภาพที่นำมาลงนี้ เป็นพระกริ่งวัดสุทัศน์ ที่สร้างในสมเด็จพระสังฆราชแพ รุ่นพุฒาจารย์ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ  2466 – 2471 โดยสร้างจากนวโลหะ (โลหะ 9 ประการ) มีกระแสเนื้อออกสีแดงกลับดำ หรือในบางองค์อาจเป็นเนื้อแดงกลับเงินและกลับดำก็มี และพระกริ่งรุ่นนี้จะมี พิมพ์ทรงที่เหมือนกันกับพระกริ่งรุ่นพรหมมุนีมาก คือทั้งสองรุ่นได้สร้างล้อพิมพ์มาจากพระกริ่ง จีนใหญ่เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่พระกริ่งรุ่นพุฒาจารย์จะมีความคมชัดมากกว่า ซึ่งพระกริ่งรุ่นพุฒาจารย์นี้ได้หล่อขึ้นแบบมีกริ่งอยู่ในตัว โดยอาจมีรอยอุดที่สะโพกฐานทางด้านหลัง 1 หรือ 2 รอย  และในองค์นี้ ยังมีรอยจารที่ใต้ฐาน ซึ่งพบในบางองค์ ในกริ่งของสมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์

ลองศึกษาเปรียบเทียบกับพระกริ่งปวเรศ วัดบวรวิหาร ตามลิงค์ข้างล่างนี้

prathaiamulet.igetweb.com/index.php?mo=14&newsid=46925

กริ่งชินบัญชร ก้นเงิน หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่

รูป และข้อความคัดลอกจากเวป ศิษย์หลวงพ่อกวย

ว่ากันว่าพระกริ่งชินบัญชรก้นเงิน ทำจำนวน 390 องค์ แบ่งเป็น กริ่งปิดก้นด้วยแผ่นเงิน แต่ไม่ตอกหมายเลย มีจำนวน 195 องค์ และพระกริ่งปิดก้นด้วยแผ่นเงิน ตอกหมายเลขไทย ตั้งแต่หมานเลข 1-195 รวมเป็น 390 องค์ พระกริ่งชุดนี้ ตอนหล่อมีผิวมะระเยอะจึงมีการแต่งผิวพระให้สวยงาม จึงทำให้เห็นเนื้อแท้ของพระสีน้ำตาล (สีเปลือกมันเทศ) เนื้อแท้ของพระชุดชินบัญชรครับ พระทุกองค์จะต้องตีโค้ดตัว นะ ในเม็ดงาที่ด้านหลังบริเวณฐาน และ ตอกโค้ด ศาลา ไว้ที่ใต้ฐานอีกด้วย โดยชุดที่ตีรันนิ่งนัมเบอร์ 1-195 นี่แหละครับ ที่เอาไปออกช่วยวัดเจ้าเจ็ดครับ ส่วนที่ไม่มีรันนิ่งนัมเบอร์เป็นชุดที่แจกกรรมการอีก 195 องค์ครับ

พระกริ่งพ่อหลวง วัดศรีสุดารามวรวิหาร

วันนี้ไปคาร์ฟู ดูชัดๆ กัพบว่าพระกริ่งที่สนใจ และไปดูบ่อยๆ เป็นพระกริ่งพ่อหลวง วัดศรีสุดารามวรวิหาร สร้างต้นปี 2550 มีรุ่นต่างๆ ดังนี้ครับ

  1. พระกริ่งพ่อหลวงเนื้อทองคำ เส้นเกษา 9 สมเด็จ น้ำหนักประมาณ 5 บาทกว่า สร้าง 80 องค์ ราคา 79,999 บาท
  2. พระกริ่งพ่อหลวง เนื้อนวโลหะพิเศษหล่อโบราณ เส้นพระเกษา 9 เส้น ราคา 3,999.- บาท
  3. พระกริ่งพ่อหลวง เนื้อนวโลหะ เส้นพระเกษา 1 เส้นของแต่ละสมเด็จฯ ราคา 1,999.-บาท
  4. พระกริ่งพ่อหลวง เนื้อทองทิพย์ ราคา 999.-บาท

แผงที่คาร์ฟูให้ราคา เนื้อนวโลหะ เส้นพระเกษา 1 เส้นไว้ที่ 8,000 บาท แพงโคตรๆ 4 เท่าตัวเลยครับ