Tag: พระกรุ

พระคงถูกขุดพบที่วัดพระคง ส่วนวัดอื่น ๆ ในจังหวัดลำพูนได้มีการขุดพบพระลำพูนสกุลอื่น ๆ พร้อมกับการพบพระคงประกอบอยู่ในกรุด้วยเสมอ ซึ่งแทบจะขุดพบในวัดต่าง ๆ ทุกวัดในจังหวัดลำพูน พร้อมในเชียงใหม่

จากการสันนิษฐานพระคง ลำพูน น่าจะมีการสร้างในยุคที่ใกล้เคียงกับพระรอดกรุวัดมหาวัน แต่จำนวนพระคงมีมากกว่าพระรอดจึงทำให้ความนิยมใน พระคงมีน้อยกว่าพระรอด ซึ่งในปัจจุบันราคาเช่าหาพระคง ก็ไม่ได้เป็นรองพระสกุลลำพูนอื่น ๆ จะเป็นรองก็เพียงแต่พระรอดเท่านั้น พระคงที่มีหน้ามีตา ฟอร์มสมบูรณ์ คมชัดลึกทุกอย่างหายาก ราคาเช่าหาก็จะสูงตามไปด้วย ไม่ได้เป็นรองพระสกุลลำพูนอื่น ๆ เลย

การดูพระคงแท้สามารถดูได้เบื้องต้นจากพิมพ์พระคง โดยดูจากรายละเอียดของลำตัว ลำแขนโดยเฉพาะแขนซ้ายจะทิ้งดิ่งลงมาแล้วหักศอกเป็นมุม ทำให้มือซ้ายวางพาดตักเป็นแนวขนาน โดยจะต่างไปจากพระบาง ซึ่งจะทำมุมบริเวณศอก แต่ไม่ได้เป็นมุมฉาก เม็ดบัวใต้ฐานจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับวงรีวางในลักษณะแนวนอน ไม่เป็นเหลี่ยม อีกทั้งซอกระหว่างบังเม็ดที่ 5 และ 6 จะปรากฎเนื้อเกินที่เป็นลักษณะขีดแบบพริ้วระหว่างเม็ดบัวชุดบน และล่าง เรียกว่าเส้นตัวหนอน “ซึ่งขอย้ำว่าต้องเป็นเส้นที่หยุกหยิก ไม่เป็นเส้นตรง” ในบางองค์ซึ่งมีการทำเลียนแบบเส้นนี้จะมีลักษณะตรง แต่เนื่องจากเส้นตัวหนอนนี้มักจะไม่ปรากฎ เนื่องจากไม่ติดในพิมพ์จึงต้องมีการดูจากส่วนอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่นเนื้อพระ ผนังโพธิ์ไม่เรียบร้อยจนเกินไป มีความเป็นธรรมชาติ ใบโพธิ์ไม่กระด้างมีความพริ้ว การดูพระแท้ไม่สามรถที่จะดูในจุดใดเพียงจุดเดียว แล้วจะสามารถฟันธงได้ว่าองค์นี้แท้หรือไม่ จะต้องมีการดูส่วนประกอบหลาย ๆ อย่าง โดยขอเน้นว่าบางองค์ที่ผ่านการใช้มานาน นั้นจะไม่สามารถดูตำหนิบางจุดได้ จึงต้องอาศัยดูจากเนื้อพระทั้งพระแท้ และไม่แท้ เปรียบเทียบกัน (ควรหาพระไม่แท้มาเปรียบเทียบด้วย อาจจะหาเช่าองค์ที่มีความใกล้เคียงในราคาไม่แพง เพื่อมาใช้ประกอบในการเปรียบเทียบด้วย) ทั้งความเป็นธรรมชาติในหลาย ๆ จุด “เน้นว่าความเป็นธรรมชาตินั้นมีความแตกต่างจากความตั้งใจทำตำหนิมาก” ต้องสังเกตุให้ถี่ถ้วนด้วย

(ภาพ และเนื้อเรื่องจากเวป)

Advertisements

ประวัติการสร้างพระนางพญา วัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก

ในปี พ.ศ.๒๐๙๑ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ กองทัพพม่าซึ่งมีกำลังไพร่พลมากกว่าได้ขยายอาณาเขตเข้าตีเมืองมอญ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับแดนไทย ไว้เป็นที่มั่น แล้วสั่งเกณฑ์กองทัพมาตั้งประชุมพลที่เมืองเมาะตะมะ พระเจ้าหงสาวดีได้เสด็จเป็นจอมทัพยกเข้ามารุกรานเมืองไทย หมายเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้น ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเมื่อทราบ ข่าวว่ากองทัพพระเจ้าหงสาวดียกเข้ามาประชิดกรุง เสด็จยกกองทัพหลวงออกไปหวังจะลองกำลังข้าศึกดูว่าจะหนักเบาเพียงใด โดยทรงพระคชาธาร สมเด็จพระสุริโยทัย พระอัครมเหสี ได้แต่งองค์เป็นชายอย่างพระมหาอุปราช ทรงคชาสาร ตามเสด็จไปด้วยพระราเมศวรและพระมหินทร์ ราชโอรสทั้งสอง

กองทัพสมเด็จพระมหาจักรพรรดิออกไปปะทะกับกองทัพพระเจ้าแปร ซึ่งเป็นทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี ไพร่พลของทั้งสองกองทัพเข้ารบพุ่งกันเป็นสามารถ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าแปรต่างทรงช้างขับไพร่พล หนุนมาพบกันเข้าก็ชนช้างกันตามแบบการยุทธในสมัยนั้น ช้างพระที่นั่งสมเด็จพะมหาจักรพรรดิ เสียทีแล่นหนีช้างข้าศึกเอาไว้ไม่อยู่ พระเจ้าแปรขับช้างไล่มา สมเด็จพระสุริโยทัยเกรงพระราชสวามีจะเป็นอันตราย จึงขับช้างทรงเข้าขวางทางข้าศึกเอาไว้ พระแปรได้ทีฟันสมเด็จพระสุริโยทัย ด้วยสำคัญว่าเป็นชาย สิ้นพระชนซบลงกับคอช้าง พอพระราเมศวรกับพระมหินทร์ทั้งสองพระองค์ขับช้างทรงเข้าต่อสู้ พระเจ้าแปรก็ถอย จึงกันเอาพระศพสมเด็จพระชนนีกลับ

การรบพุ่งในวันนั้นเป็นอันยุติไม่รู้แพ้รู้ชนะกัน แม้ว่าสมเด็จพระสุริโยทัยจักสิ้นพระชนม์ พระศพสมเด็จพระสุริโยทัยได้อันเชิญไปประดิษฐานไว้ที่สวนหลวง ตรงที่สร้างวังหลังต่อมาได้สร้างพระเมรุพระราชทานเพลิง พระศพสมเด็จพระสุริโย ทัยที่ในสนามหลวง ตรงกับวัดเขตวัดสบสวรรค์ และได้สร้างพระอารามขึ้นตรงกับพระเมรุกับได้สร้าง พระมหาเจดีย์เป็นอนุสรณ์ถึงวีรกรรมของ พระองค์ท่านผู้มีทั้งพระทัยกล้าหาญ มั่นคงเด็ดเดี่ยว ให้อนุชนรุ่นหลังได้จดจำสืบกันต่อมา

การศึกในครั้งนั้น กองทัพของพระเจ้าหงสาวดี แม้จะมีรี้พลมากกว่าก็ไม่สามารถที่รบพุ่งหักหาญให้ กรุงศรีอยุธยาแตกหักลงได้ เพียงแต่ล้อมเมืองเอาไว้เฉยๆ อยู่ไปนานเข้าเสบียงอาหารร่อยหรอลง รี้พลก็ระส่ำระส่าย ประกอบกับขณะนั้นกำลังรบทางหัวเมืองฝ่ายเหนืออันเป็น มณฑลราชธานีครั้งสมเด็จ พระร่วงเจ้า ยังมีกำลังมาก อีกทั้งพระมหาธรรมราชา ซึ่งเป็นอุปราชครองหัวเมืองเหนือทั้งปวงอยู่ที่เมืองพิษณุโลก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้มีใบบอกให้ยกกองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ ลงมาช่วยตีกระหนาบ ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีพอได้ข่าว กองทัพไทยในฝ่ายเหนือลงมาก็ตกพระทัย

ยกทัพกลับไป ทางด้านเจดีย์สามองค์ ปี พ.ศ. ๒๑๐๖ พระมหาธรรมราชาผู้ครองเมืองพิษณุโลก ได้อภิเษกเป็นพระศรีสรรเพชญ หรือเจ้าฟ้าสองแคว ทรงอภิเษกสมรสกับพระวิสุทธิกษัตริย์ พระราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กับสมเด็จพระสุริโยทัย ผู้ซึ้งมีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นนักรบอย่างแท้จริง ยอดวีรกษัตรีนั่นเอง มีพระราชโอรส๒องค์ คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้กอบกู้ชาติให้หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น กับสมเด็จพระเอกาทศรถ และพระธิดา๑องค์ คือ พระสุพรรณกัลยา

พระมหาธรรมราชาทรงครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเมืองพิษณุโลกสืบต่อมาเป็น เวลานาน พระองค์ทรงทะนุบำรุงเมือง ตลอดจนพระศาสนาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า วัดใหญ่ อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช เป็นพุทธสถานที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นวัดที่พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เป็น สถานที่ประกอบศาสนกิจตลอดมา คงจะเป็นเช่นเดียวกันกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปัจจุบันนี้

พระนางพญา

พระนางพญา หรือ พระพิมพ์นางพญา ซึ่งนิยมกันว่าเป็น ราชินีแห่งพระเครื่อง เป็นพระเครื่องที่พบอยู่ในพระเจดีย์ และบริเวณวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดสร้างไว้ ในแผ่นจาลึกลานทองของพระครูอนุโยค วัดราชบูรณะ มีผู้คัดลอกกันไว้ว่า พระนางพญาสร้างในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา

จากการพิจารณาเนื้อดินและพุทธศิลปะของพระนางพญาแล้ว มีความเก่าถึงช่วงต้น ๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เฉพาะพิมพ์เข่าโค้งช่างในสมัยอยุธยาได้สร้างขึ้น เลียนแบบศิลปะสมัยสุโขทัย ซึ่งเห็นได้อย่างเด่นชัด นอกจากพิมพ์นี้พิมพ์เข่าตรงยังมีลักษณะใกล้เคียง กับศิลปะสมัยพระเจ้าอู่ทอง ๒ จากภูมิสถานของวัดนางพญาก็อยู่ในสกุลช่างเดียวกัน

เมื่อพิจารณาถึงกษัตริย์ทุกพระองค์ที่เคยครองเมืองพิษณุโลกแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครองเมืองพิษณุโลกนานที่สุด ในสมัยกรุงศรีอยุธยานับเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนา ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลก นาถ เมืองพิษณุโลกเป็นราชธานีแห่งที่ ๒ มีความพรั่งพร้อมทั้งกำลังพลและกำลังทางเศรษฐกิจ

พระนางพญาคงสร้างขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๐๐๗-๒๐๒๕ ในคราวเดียวกันกับที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อสร้างพระปรางค์แบบต้นสมัยอยุธยาที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลกและได้บูรณะพระสถูปเจดีย์ใหญ่ ฐานคล้ายเจดีย์มอญ ที่วัดราชบูรณะ ซึ่งพระสถูปเจดีย์องค์นี้ยังเป็นสง่า อยู่ริมฝั่งลำน้ำน่านจนบัดนี้

พระนางพญา เป็นพระดินเผาที่มีเนื้อหยาบที่สุดในบรรดาพระเนื้อดินชุดเบญจภาคี มีเนื้อสีอิฐแดงเหลือง เนื้อเขียว เนื้อดำ จุดเด่นของเนื้อพระนางพญา คือ มวลดินประเภทเม็ดทรายที่แทรกปนอยู่ในเนื้อ เป็นจำนวนมากเรียกกันว่าเม็ดแร่ ขนาดสัณฐานของเม็ดทรายจะต้องใกล้เคียงกันทั่วองค์พระ เพราะเป็นเนื้อที่ผ่านการกรองมาแล้ว

พิมพ์และตำหนิเอกลักษณ์

พระนางพญา มี ๗ พิมพ์ ด้วยกัน คือ

  1. พิมพ์เข่าโค้ง
  2. พิมพ์เข่าตรง
  3. พิมพ์เข่าตรง ( มือตกเข่า)
  4. พิมพ์อกนูนใหญ่
  5. พิมพ์สังฆาฏิ
  6. พิมพ์อกนูนเล็ก
  7. พิมพ์อกแฟบ ( พิมพ์เทวดา)

ตำหนิเอกลักษณ์

  1. พระเกศเหมือนปลีกล้วย
  2. ปรากฏกระจังหน้าชัดเจน
  3. หน้าผากด้านขวาขององค์พระจะยุบ หรือบุบน้อยกว่าหน้าผากด้านซ้ายขององค์พระ
  4. ปลายหูด้านซ้ายมือขององค์พระ จะติดเชื่อมกับสังฆาฎิ
  5. ปลายหูด้านขวามือขององค์พระ จะแตกเป็นหางแซงแซว
  6. เส้นอังสะจะช้อนเข้าใต้รักแร้
  7. จะมีเม็ดผดขึ้นอยู่ระหว่างเส้นอังสะกับเส้นสังฆาฎิ
  8. ท้องขององค์พระจะมีกล้ามเนื้อเป็น ๓ ลอน
  9. ปลายมือพระหัตถ์ข้างซ้ายขององค์พระจะแหลมแตกเป็นหางแซงแซว
  10. พระหัตถ์ที่วางบนเข่า จะไม่มีนิ้วมือยื่นเลยลงมาให้เห็น

พระนางพญาพิษณุโลก จัดว่าเป็นพระเนื้อดินที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นพระชั้นนำที่สุดของเมืองพิษณุโลกและถูกจัดให้เป็นพระในชุด “เบญจภาคี” ที่ถือว่าสุดยอดของประเทศไทยอีกด้วย

พระนางพญากำเนิดที่ “วัดนางพญา” พิษณุโลกความจริงวัดนางพญาก็เป็นวัดเดียวกับ “วัดราชบูรณะ ต่อมาภายหลังได้สร้างถนนผ่ากลางเลยกลางเป็น 2 วัด การได้ชื่อว่า “วัดนางพญา” ก็เพราะได้พบพระนางพญานั่นเอง

ตามการสันนิฐาน พระนางพญานั้นเป็นผู้ที่สร้างคือ “พระวิษุสุทธิกษัตรี” มเหสีของ “สมเด็จพระมหาธรรมราชา” ผู้ที่ได้สร้างหรือปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นบริเวณที่พบพระนางพญานั่นเอง เข้าใจว่าการสร้างพระนางพญานั้นประมาณปี พ.ศ. 2090 – 2100 หรือประมาณสี่ร้อยกว่าปี

พระนางพญา เป็นพระรูปทรงสามเหลี่ยมทุกพิมพ์นั่งมารวิชัย ไม่ประทับบนอาสนะหรือมีฐาน รองรับ รูปทรงงดงามแทบทุกพิมพ์โดยเฉพาะจะเน้นบริเวณอกที่ตั้งนูนเด่น และลำแขนทอด อ่อนช้อยคล้ายกับ “ผู้หญิง” จึงเรียกพระพิมพ์นี้ว่าพระพิมพ์ “นางพญา” อีกประการหนึ่งก็คือผู้ที่สร้างก็คือ “พระวิสุทธิกษัตรี” นั่นเอง

พระนางพญาถูกค้นพบเมื่อประมาณ พ.ศ. 2444 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จะเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก ทางจังหวัดจึงเตรียมการรับเสด็จที่วัดนางพญา โดยจัดการสร้างปะรำพิธีรับเสด็จ เมื่อคนงานขุดหลุมก็เกิดพบพระจำนานมาก ก็คือพระนางพญานั่นเอง ทางจังหวัดและเจ้าอาวาสก็เก็บพระเหล่านั้นไว้ พอสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จ ทางเจ้าอาวาสและทางจังหวัดก็ได้นำพระขึ้นทูลเกล้าฯ สมเด็จพุทธเจ้าหลวงก็ได้ทรงแจกจ่าย ให้แก่ราชบริพารที่ตามเสด็จถ้วนหน้า ส่วนที่เหลือก็นำกลับกรุงเทพฯ

พระนางพญาถูกค้นพบต่อมาอีกหลายกรุ แต่ก็เป็นพระพิมพ์เดียวกันกับพระที่พบที่วัดนางพญาทุกอย่าง และเนื้อพระก็เนื้อเดียวกัน อาจจะแตกต่างกันก็เพียงภูมิประเทศที่ค้นพบ เช่น พบที่บ้าน “ตาปาน” บริเวณนี้น้ำท่วมประจำ พระเสียผิวมีเม็ดแร่ลอยมาก จึงเรียกว่า “กรุน้ำ” ในปี พ.ศ. 2479 มีผู้พบพระนางพญา ที่วัด “อินทรวิหาร” บรรจุอยู่ในบาตรที่เจดีย์องค์เล็ก

ต่อมามีผู้ค้นพบพระนางพญาที่วัดเลียบ (ราชบูรณะ) ในกรุงเทพฯ พบที่ “พระราชวังบวรมงคล” (วังหน้า) พบที่ “วัดสังขจาย” ฝั่งธนบุรี ครั้งสุดท้ายพบที่ “วัดราชบูรณะ” จังหวัดพิษณุโลกอีกครั้ง เมื่อมีการทำท่อระบายน้ำในบริเวณวัดในประมาณปี พ.ศ. 2532 พระนางพญา เป็นพระที่สร้างจากเนื้อดิน ผสมว่าน เกสรดอกไม้ 108 ตลอดจนแร่กรวดทรายต่าง ๆ แล้วนำไปเผา

พระส่วนใหญ่จะมีเนื้อหยาบ ที่ละเอียดอ่อนจะมีน้อยกว่ามาก มีทั้งหมด 7 พิมพ์ด้วยกัน คือ

  1. พิมพ์เข่าโค้ง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่พิมพ์หนึ่ง
  2. พิมพ์เข่าตรง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่ โดยเฉพาะพิมพ์เข่าตรง แยกออกเป็น 2 พิมพ์ด้วยกันคือ พิมพ์เข่าตรง “ธรรมดา” กับพิมพ์เข่าตรง “มือตกเข่า” แต่ทั้งสองพิมพ์ก็ถือว่าอยู่ในความนิยมเหมือนกันทั้งคู่
  3. พิมพ์อกนูนใหญ่ ถือเป็นพิมพ์ใหญ่
  4. พิมพ์สังฆาฏิ ถือเป็นพิมพ์กลาง
  5. พิมพ์อกแฟบ (หรือพิมพ์เทวดา) ถือเป็นพิมพ์เล็ก)
  6. พิมพ์อกนูนเล็ก ถือเป็นพิมพ์เล็ก
  7. พิมพ์พิเศษ เช่น พิมพ์เข่าบ่วง หรือพิมพ์ใหญ่พิเศษ

พระนางพญาไม่ว่าพิมพ์ไหน ลักษณะของเนื้อจะเหมือนกันหมด ผิดกันแต่พิมพ์ทรงเท่านั้น ส่วนทางด้านพุทธคุณนั้นยอดเยี่ยมทางด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดเป็นเลิศ สมกับเป็นหนึ่งในห้าชุดของชุดเบญจภาคีนั้นเอง

(ภาพ และเนื้อหาจากเวป)

ประวัติพระมเหศวร กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แตกกรุ

ตอนนี้ได้มาแล้ว ๓ องค์ เป็นพิมพ์ใหญ่ ๒ องค์ องค์หนึ่งออกเงิน อีกองค์สีออกแดงส้มที่เค้าว่าแก่ตะกั่ว ส่วนอีกองค์เป็นพิมพ์หลังพระนาคปรกที่เค้าว่าหายากโดยสีออกดำ

ประวัติที่มาของกรุแตก และพบแผ่นลานทอง ที่เล่าขานกันมาคือ มีชาวจีนคนหนึ่งปลูกผักอยู่ใกล้วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดร้าง) วันหนึ่ง ได้ปีนขึ้นไปบนองค์พระปรางค์ แล้วงไปในกรุ ได้พบแก้วแหวนเงินทองเป็นจำนวนมาก จึงขโมยออกมา แล้วหนีไปเมืองจีน ต่อมามีคุณลุงอาชีพพายเรือจ้าง ลงไปในกรุเป็นคนที่ ๒ ได้แผ่นลานทอง และพระกำแพงศอกขึ้นมาหลายองค์ แผ่นลานทองเอาไปหลอมได้ทองราว ๒๐-๓๐ บาท นับเป็นการทำลายหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างน่าเสียดายยิ่ง จากนั้นเมื่อชาวบ้านรู้ข่าวต่างก็แห่กันไปลงกรุ ขนเอาพระเครื่อง พระบูชา ตลอดจนพระกำแพงศอก ไปเป็นจำนวนมาก กว่าทางราชการจะรู้เรื่อง การขุดกรุล่วงเลยไปถึงประมาณ ๑๐ วัน ผู้ว่าราชการเมือง พระทวีประชาชน (อี้ กรรณสูต) ต่อมาเป็น พระยาสุนทรสงคราม จึงตั้งกรรมการขุดกรุขึ้นมาชุดหนึ่ง ได้พระเครื่องพระบูชาเป็นเล่มเกวียน กับลานทอง ๓-๔ แผ่น ส่งไปให้กรมศิลปากร สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส ทรงแปลอักษรในลานทอง แล้วส่งสำเนาคำแปลกลับมายังผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณ พระมเหศวร จัดได้ว่า เป็นพระที่มีพิมพ์ลักษณะแปลกพิมพ์หนึ่งของพระเครื่องเมืองไทย ที่ขุดพบในกรุวัดพระศรีฯ แห่งนี้ เป็นพระเนื้อ ชินเงิน ศิลปะอู่ทอง เช่นเดียวกับ พระผงสุพรรณ สันนิษฐานว่าเป็นพระที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์เมืองอู่ทอง

ความแปลกของพระพิมพ์นี้ซึ่งเรียกได้ว่า มีเพียงแห่งเดียวในเมืองไทย คือ พระเศียรพระมเหศวรหน้าหนึ่ง กับพระเศียรอีกหน้าหนึ่งจะวางกลับกัน หรือสวนทางกัน ด้วยเหตุที่พระเศียร ๒ ด้านวางสวนกลับกันไปมา นักพระเครื่องจึงเรียกพระพิมพ์นี้ “พระมเหศวร” มีบางท่านเข้าใจว่าตั้งชื่อตามชื่อของขุนโจรชื่อดังของเมืองสุพรรณ คือ เสือมเหศวร แต่ข้อเท็จจริงชื่อ พระมเหศวร มีมาก่อนไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ปี ก่อนหน้าที่จะมี เสือมเหศวร เกิดขึ้นในเมืองสุพรรณ ไม่น้อยกว่า ๓๐ กว่าปี ล่วงมาแล้ว

พระมเหศวร มีหลายพิมพ์ทรง แบ่งตามขนาดได้เช่น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก และพิมพ์ใหญ่พิเศษ หากแยกลงรายละเอียดก็จะได้อีกหลายสิบพิมพ์ ขณะเดียวกัน หากแบ่งตามพระพักตร์ (ใบหน้า) ก็จะได้อีกหลากหลาย อาทิ หน้าอู่ทอง หน้าพระเศียรขนนก หน้าพระเนตรโปน ฯลฯ พระมเหศวร นอกจากจะมีพิมพ์พระเศียรสวนกลับกันคนละหน้าแล้ว ยังมี พิมพ์สวนเดี่ยว คือเป็นพระหน้าเดียว ด้านหลังเรียบ บางองค์ด้านหลังมีลายผ้า นอกจากนี้ ยังมีพระพิมพ์ ๒ หน้า โดยมีพระเศียรไปทางด้านเดียวกัน เรียกว่า พิมพ์สวนตรง เหมือนกับพระพิมพ์ ๒ หน้าทั่วๆ ไป บางองค์ด้านหน้าเป็นองค์พระ ด้านหลังเป็นซุ้มระฆัง หรือเป็นพระนาคปรกก็มี จัดเป็นพระพิมพ์พิเศษที่หาได้ยากกว่าปกติ

พุทธลักษณะพระมเหศวร หากพิจารณาและวิเคราะห์จากรูปลักษณ์แล้ว พระมเหศวรมีสัณฐานเป็นทรงสี่เหลี่ยม ตรงกลางของด้านข้าง ทำเป็นรอยเว้าโค้งเข้าหาองค์พระ เป็นลักษณะการออกแบบแม่พิมพ์ที่มีมาแต่เดิม นับเป็นความอัจฉริยภาพของช่างโบราณ ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้แตกต่างกันออกไปเดิมๆ ได้อย่างงดงามลงตัว เมื่อดูจากด้านหน้าขององค์พระ บริเวณข้างพระเศียร อันปรากฏเส้นรัศมี หรือที่บางท่านเรียกว่า “เส้นม่าน” มีลักษณะคล้ายปีก หากเมื่อพลิกด้านหลังตรงบริเวณนี้จะเป็นบริเวณส่วนของพระเพลา และฐานของพระอีกด้าน เป็นการวางรูปลักษณ์ได้สัดส่วนลงตัวพอดีของพระทั้งสองด้าน

นับเป็นจินตนาการงานศิลป์ชั้นบรมครูอย่างแท้จริง ในการออกแบบพิมพ์ทรงองค์พระได้อย่างงดงามยิ่ง โดยไม่เหมือนกันพระพิมพ์อื่นๆ ที่พบเห็นกันมาก่อน เส้นรัศมี นับเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ พระมเหศวร ที่มักจะปรากฏให้เห็นเป็นเส้นขีดๆ บริเวณข้างพระเศียรทั้งซ้ายและขวา สองขีดบ้าง สามขีดบ้าง และบางครั้งถึงขั้นระบุว่า ต้องมีจำนวนเท่านั้นเท่านี้เส้น ยึดถือเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวของแต่ละแบบพิมพ์ การกำหนดกฎเกณฑ์เช่นนั้น อาจจะมีการเข้าใจผิด และคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เนื่องจากจำนวนเส้นรัศมีใน พระมเหศวร ของแต่ละพิมพ์นั้น มีทั้งสองขีด และสามขีด ไม่แน่นอนตายตัว ในจำนวนพระที่มีขีดรัศมีนั้น ลักษณะของขีดและตำแหน่งที่ปรากฏ แม้จะพอประมาณได้ว่า อยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างออกไปเช่นกัน รวมไปถึงพระบางองค์ที่ไม่มีเส้นรัศมีเลยก็มี แต่ก็เป็นพระแท้เช่นกัน

พระมเหศวร เป็นพระเนื้อชินเงิน ซึ่งเป็นโลหะผสมจากเนื้อตะกั่ว ดีบุก เงิน และปรอท บางองค์ที่แก่ดีบุกองค์พระจะออกผิวพรรณสีขาวคล้ายสีเงิน บางองค์ที่แก่ตะกั่ว องค์พระจะออกสีเทาดำ และบางองค์ที่มีส่วนผสมของตะกั่วค่อนข้างสูง จะปรากฏสนิมแดง (แดงส้ม) ของตะกั่วอยู่ประปรายทั่วองค์พระทั้ง ๒ ด้าน

พระมเหศวร เป็นพระยอดนิยมอีกพิมพ์หนึ่งของเมืองสุพรรณบุรี แม้ว่าช่วงที่พระพิมพ์นี้ขึ้นจากกรุใหม่ๆ สู่สนามพระเครื่อง ได้รับความนิยมน้อยกว่า พระสุพรรณหลังผาน ก็ตาม แต่เนื่องจาก พระสุพรรณหลังผาน มีจำนวนพระขึ้นจากกรุน้อยกว่า ทำให้พบเห็นได้ยากกว่า ขณะเดียวกัน พระมเหศวร มีจำนวนพระมากกว่า และแพร่หลายในวงกว้างกว่า จึงทำให้ พระมเหศวร ได้รับความนิยมมากกว่า จนได้รับการยกย่องให้เป็น ๑ ใน ๕ ของ ชุดเบญจภาคีพระยอดขุนพล เนื้อชิน อันประกอบด้วย พระร่วงหลังรางปืน (หลังลายผ้า) พระหูยาน พระท่ากระดาน พระชินราชใบเสมา และ พระมเหศวร

พระพุทธคุณ เยี่ยมยอดด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดมหาอุด โดยเฉพาะด้านคงกระพันชาตรี ถือว่าสุดยอดที่สุด ความนิยมของพระมเหศวรจัดอยู่ในระดับแถวหน้า ของวงการพระเครื่องประเภทเนื้อ ชินยอดขุนพล ขนาดองค์พระ พระมเหศวร พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์ใหญ่พิเศษ (หน้าใหญ่) กว้างประมาณ ๒.๕ ซม. สูงประมาณ ๓.๗๕ ซม. พิมพ์กลางและพิมพ์เล็กมีขนาดและรูปทรงย่อมลงมาเล็กน้อย แทบจะดูไม่แตกต่างกันมากนัก

พระมเหศวร พิมพ์ใหญ่ (พิเศษ) องค์สวยๆ ระดับแชมป์ ราคาซื้อขายกันอยู่ที่หลักล้านมานานแล้ว พิมพ์อื่นๆ ราคาลดหลั่นลงมาตามสภาพองค์พระ และพระทุกพิมพ์นับวันจะทวีค่าราคาเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ เพราะ พระแท้พระสวย หายาก ในขณะที่ พระปลอม มีมากกว่า และระบาดมานานแล้ว

พระเครื่องเมืองกำแพง

พระประวัติพระเครื่องเมืองกำแพง

ยอดพระเครื่องอันดับหนึ่ง ของจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดใกล้เคียงจัดอยู่ในชุด “เบญจภาคี”ที่มีค่าในทางโภคทรัพย์ยิ่งนัก ตำนานการสร้าง พระกำแพงทุ่งเศรษฐีนั้น กำเนิดที่พระบรมธาตุนครชุม เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร เมื่อปี พ,ศ,๒๔๔๙ ดังมีใจความดังต่อไปนี้ “เมื่อกินข้าวแล้ว ล่องเรือมาขึ้นที่วัดพระธาตุ วังเดิมเป็นพระเจดีย์เช่นเดียวกับที่วัดพระธาตุใหญ่ ๑ ย่อม ๒ องค์ พญาตะก่ารวมสร้าง ๓ องค์รวมเป็นองค์เดียวกัน แปลงรูปเป็นพระเจดีย์มอญ แต่ยังไม่แล้วเสร็จพญาตะก่าตายพะโป๊ะจึงได้มาปฏิสังขรณ์ ต่อมาได้ยกฉัตรยอดวังทำแต่มพะละแหม่งเพิ่งแล้ว แต่ฐานชุกชียังไม่ถือปูนไม่รอบพระเจดีย์องค์นี้ทาสีเหลือง มีลายสีเหลือง แลดูในน้ำงามดี มีพระครูอยู่ในวัดเป็นเจ้าคณะรองรูปหนึ่ง พระครูเจ้าคณะแขวงอำเภอ
พรานกระต่ายอีกพวกหนึ่ง เป็นสองพวกออกจะลงรอยกัน มีโรงเรียนอยู่ในหมู่กุฏิมีราษฏรมาหาเป็นอันมาก “พระเจดีย์ทั้ง ๓ องค์นี้ นายชิด มหาดเล็ก หลานพระยาประธานคโรทัย วึ่งเป็นนายอำเภออยู่ในมลฑลนครชัยศรี ลาป่วยออกมารักษาตัว ไปได้ตำนาน และพระพิมพ์มาให้ ยังมีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระยาศรีธรรมโศกราช ทรงดำริที่จะบำรุงพระพุทธศาสนา จึงไปเชิญพระธาตุจากลังกา และสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่แควแม่น้ำปิงและแม่น้ำยมเป้นจำนวน ๘.๔๐๐๐ พระเจดีย์พระฤาษีจึงได้สร้างพระพิมพ์ขึ้น ถวายพระญาศรีธรรมโศกราชเป็นอุปการะ จึงได้บรรจุพระธาตุ และพระพิมพ์ไว้ในพระเจดีย์ตั้งแต่นั้นมา เหตุที่พบพระพิมพ์กำแพงเพชรขึ้นนี้ เมื่อปีระกาเอกศก จุลศักราช ๑๒๑๑ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆังฯ ขึ้นมาเยี่ยมญาติในเมืองกำแพงเพชร ได้อ่านแผ่นศิลาจารึกไทยโบราณ ที่มีอยู่ในวัดเสด็จ ได้ความว่า มีพระเจดีย์โบราณบรรจูพระบรมธาตุ อยู่บนบริเวณแม่น้ำปิง ฝั่งตะวันตก ตรงหน้าเมืองข้าม จึงได้ค้นขว้ากันขึ้นตามพพระเจดีย์ ๓ องค์ ชำรุด ทั้ง ๓ องค์ พญาตะก่า ขอสร้างรวมเป็นองค์เดียว จึงได้ลื้อพระเจดีย์ จึงได้พบพระพิมพ์และวิธีบูชา นายชิดได้กล่าวสรุปถึงพระพิมพ์เมืองกำแพงเพชรเมื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีความว่า “วันที่ ๒๒ สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๕ ข้าพระพุทธเจ้า นายชิด มหาดเล็กวรเดช หลานพระยาประธานนคโรไทยจางวางเมืองอุทัยธานี เดิมได้รับราชการในกระทรวงมหาดไทยเป็นตำแหน่งนายอำเภอ อยู่มลฑลนครชัยศรีข้าพระพุทะเจ้าป่วยเจ็บทุพพลภาพ
จึงกราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ราชการ ขึ้นมารักษาตัวอยู่บ้านภรรยาที่เมืองกำแพงเพชร ข้าพระพุทธเจ้าได้สืบเสาะหาพระพิมพ์ของโบราณซึ่งมีผุ้ขุดค้นได้ ในเมืองกำแพงเพชรนี้ได้ไว้หลายอย่าง พร้อมพิมพ์แบบทำพระหนึ่งแบบขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวาย
ข้าพระพุทธเจ้าได้สืบถามผู้เม่าผู้แก่ ถึงตำนานพระพิมพ์เหล่านี้ อันเป็นที่เชื่อถือกันในแขวงเมืองกำแพงเพชรสืบมาก่อนได้ความว่า พระพิมพ์เมืองกำแพงเพชรนี้ มีมหาชนเป็นอันมากนิยมนับถือฤาชามาช้านานแล้ว มีคุณานิสงฆ์แก่ผุ้สักการบูชาในปัจจุบัน หรือมีอนุภาพทำให้สำเร็จ สมความปรารถนาแห่งผู้มีไว้สักการบูชาด้วยอเนกประการ” สัณฐานของพระพุทธนี้ตามที่ได้มีผู้พบเห็นมีดังนี้

  1. พระลีลา (ที่ว่าพระเดินอย่างหนึ่ง
  2. พระยืนอย่างหนึ่ง
  3. พระนั่งสมาธิอย่างหนึ่ง

วัตถุที่ทำเป็นองค์พระต่างกันเป็น ๔ อย่าง คือ

  1. ดีบุก (หรือตะกั่ว)
  2. ว่าน อย่างหนึ่ง
  3. เกษรอย่างหนึ่ง
  4. ดินอย่างหนึ่ง

พระสังกัจจายน์ กรุวัดเงินคลองเตย พิมพ์มีหู


ได้มาเป็นพิมพ์มีหู เล่ากันว่าใน บริเวณที่ตั้งของการท่าเรือกรุงเทพฯ หรือท่าเรือคลองเตยนี้ เดิมทีเคยเป็นที่ตั้งของวัดถึง3วัด คือ วัดหน้าพระธาตุ วัดทอง และ วัดเงิน โดยตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในปี พ.ศ.2481 ทางราชการต้องการที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อทำการก่อสร้างท่าเรือ

วัดหน้าพระธาตุ วัดเงิน และวัดทอง จึงถูกเวนคืน สำหรับวัดหน้าพระธาตุ และวัดทองได้มีมติจากกรรมการวัดให้ยุบรวมกัน แล้วย้ายมาสร้างวัดใหม่ โดยได้ที่ตั้งใหม่ และชื่อวัดว่าวัดธาตุทองในปัจจุบัน

สำหรับวัดเงิน เมื่อถูกเวนคืนที่ดินแล้วได้สิ้นสภาพไป ในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่วัดเงิน เพื่อสร้างท่าเรือคลองเตยนั้น ขณะที่คนงานทำการรื้อพระเจดีย์ ที่เศรษฐีชาวรามัญผู้ที่สร้างวัดได้สร้างไว้ ได้พบพระเครื่องเนื้อผงเป็นจำนวนมาก แต่ไม่อาจทราบได้ว่าใครเป็นผู้สร้างพระบรรจุไว้ แต่น่าจะเป็นเศรษฐีชาวรามัญสร้างไว้เพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา

นอกจากนี้นักนิยมสะสมพระเครื่องต่างเชื่อว่า พระกรุวัดเงินคลองเตยมีอายุเก่ากว่า พระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จบางขุนพรหม และพระสมเด็จวัดเกศไชโย โดยมีอายุมากกว่า 150 ปี

การขุดพบ พระกรุวัดเงินคลองเตย พระในกรุล้วนเป็นพระกรุเนื้อผงปูนปั้นทั้งสิ้น มีจำนวนหลายสิบพิมพ์ และมีจำนวนมาก หลายหมื่นองค์ พระที่พบแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • ขนาดเขื่อง เนื้อละเอียด
  • ขนาดย่อม เนื้อหยาบ

มีนักสะสมรุ่นเก่าบางท่านเชื่อว่า พระกรุวัดเงินคลองเตย น่าจะมีการสร้าง 2 ครั้งด้วยกัน คือครั้งแรกเป็นพระพิมพ์ขนาดเขื่อง เนื้อละเอียด และครั้งหลัง เป็นพระพิมพ์ขนาดย่อม เนื้อหยาบ

สำหรับพระกรุวัดเงินคลองเตย พิมพ์สังกัจจายน์ ดังที่จะกล่าวนี้ เป็น พระพิมพ์นิยมอันดับหนึ่ง ซึ่งแม้จะอยู่ในประเภท พระพิมพ์ขนาดย่อม เนื้อหยาบ แต่ว่ามีจำนวนน้อยกว่าพิมพ์อื่นๆมาก

พระสังกัจจายน์กรุวัดเงินคลองเตย แบ่งออกเป็น 2 พิมพ์ด้วยกัน คือ

  1. พิมพ์มีหู
  2. พิมพ์ไม่มีหุ

พุทธลักษณะ ด้านหน้าตรงกลางเป็นรูป พระมหากัจจายนะ หรือที่คนทั่วไปนิยมเรียกว่า พระสังกัจจายน์ องค์พระนั่งขัดสมาธิราบ ประทับเหนืออาสนะกลีบบัวสองชั้น แถวบนมี5กลีบ แถวล่างมี 4 กลีบ อยู่ภาในกรอบซุ้มเส้นลวดโค้งยอดมนสอบเรียวขนาดองค์ พระทั้งสองพิมพ์ฐานด้านล่าง กว้างประมาณ 2.1-2.2 ซม. วนสูงประมาณ 2.6-2.7 ซม. และมีความหนาประมาณ 5 มม. ค่าคามนิยมระหว่างพิมพ์มีหูและพิมพ์ไม่มีหูนั้น พิมพ์มีหูสนนราคาจะแพงกว่าพิมพ์ไม่มีหู ทั้งนี้เพราะความสวยงามลอดทั้งจำนวน ซึ่งพิมพ์มีหูสวย หายากและพบน้อยกว่านั่นเอง

ลักษณะเนื้อพระ พระกรุวัดเงินคลองเตยจะเป็นพระเนื้อผงปูนปั้น โดยจะพูดถึงแต่พระขนาดย่อม เนื้อหยาบ ซึ่งเป็นเนื้อมาตรฐานในพระสำนักนี้ ลักษณะเนื้อสีขาวจัด เนื้อในมีรูพรุนปลายเข็มไม่แน่นตัว แต่มีความแกร่ง มวลสารต่างๆพบน้อยมาก จะเห็นมีแต่เพียงจุดสีดำ หรือจุดสีขาวขุ่น ขนาดเล็กมาก

ลักษณะคราบกรุ เป็นแบบฟองเต้าหู้ คือเป็นคาบกรุชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายฟองเต้าหู้ ทีแลดุเป็นแผ่นๆ มีทั้งเกาะหนาแน่นสลับแทรกตัว และฉาบผิวบางๆ โดยจะเกาะอยู่ทั่วไปไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลัง และด้านข้าง

นอกจากนี้ยังมีคราบขี้ตะกรัน หมายถึงเศษปูนและเม็ดทรายภายในเจดีย์ กะเทาะร่วงหล่นลงมาเกาะติดผิว บางองค์พบมากบางองค์น้อย ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ส่วนใดภายในกรุ

พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี

พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี

ในบรรดาพระเครื่องชั้นนำของเมือง สุพรรณบุรี มักมีชื่อของ “พระ ขุนแผน” รวมอยู่ในพระกรุยอดนิยมต่างๆ จำนวนมาก หนึ่งในจำนวนนั้น คือ พระขุนแผน กรุบ้านกร่าง เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพระกรุโบราณ มีอายุการสร้าง มาหลายร้อยปี กล่าวกันว่าความงดงามของพุทธศิลปะ นั้นโดดเด่นยิ่งนัก ส่วนพุทธคุณนั้น ก็เลิศล้ำเกินคำบรรยาย ทั้งเมตตา มหานิยม มหาเสน่ห์ ตลอดจน คงกระพันชาตรี ยากที่จะหาพระพิมพ์ใดเสมอเหมือน จัดเป็นพระยอดนิยมชั้นแนวหน้าของวงการ มานาน

พระกรุวัดบ้านกร่าง พระดี พระดังแห่งเมืองสุพรรณบุรี

วัดบ้านกร่าง อันเป็นแหล่งกำเนิด “พระ ขุนแผน กรุบ้านกร่าง” อัน เลื่องชื่อนี้ ตั้งอยู่ที่ ตำบล ศรีประจันต์ จังหวัด สุพรรณบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน หรือ แม่น้ำสุพรรณบุรี ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์ วัดนี้เป็นวัดโบราณ ที่สร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา พระเครื่อง กรุวัดบ้านกร่าง แตกกรุจากเจดีย์หลังพระวิหารเก่าในบริเวณ วัดบ้านกร่าง เมื่อราว พ.ศ. 2447 มีเรื่องเล่ากันว่า ตอนที่พระแตกกรุออกมาใหม่ๆ พวกพระสงฆ์และชาวบ้าน ได้นำพระทั้งหมด มากมายหลายพิมพ์ มาวางไว้ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ใกล้วิหาร เด็กวัดในสมัยนั้นได้นำ พระที่วางไว้มาเล่นร่อนแข่งขันกันในลำน้ำสุพรรณบุรี เป็นที่สนุกสนาน เนื่องจากว่า ในสมัยนั้น พระวัดบ้านกร่าง ยังไม่มีมูลค่า และ ความนิยมมากมายเหมือนดังเช่นปัจจุบัน

ที่มาแห่งชื่อ “พระขุนแผน”

ชื่อ ”พระขุนแผน” ทั้งของเมืองสุพรรณ หรือ ขุนแผน เมืองไหนก็ตาม เป็นการเรียกชื่อ พระของคนสมัยหลัง เพราะคนโบราณ สร้างพระพิมพ์ ไม่เคยพบหลักฐาน ว่ามีการตั้งชื่อพระเอาไว้ด้วย มีแต่คนรุ่นหลังที่ไปขุดพบพระพิมพ์เป็นผู้ตั้งชื่อให้ทั้งสิ้น พระกรุวัดบ้านกร่าง ก็เช่นเดียวกัน เมื่อแตกกรุใหม่ๆ ก็ไม่มีชื่อ คนสุพรรณบุรี ยุคนั้นเรียกกันเพียงว่า “พระวัดบ้านกร่าง” คือถ้าเป็นพระองค์เดียวก็เรียก “พระบ้านกร่างเดี่ยว” ถ้าเป็นพระ 2 องค์คู่ติดกันก็เรียก “พระบ้านกร่างคู่” ต่อมาจึงมีการตั้งชื่อให้เป็น พระขุนแผน บ้าง พระพลายเดี่ยว บ้าง พระพลายคู่ บ้าง ที่มาของชื่อ พระพิมพ์ ขุนแผน เหล่านี้ เชื่อว่าคนตั้งชื่อคงต้องการให้คล้องจองกลมกลืน กับตัวละครในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน ที่โด่งดัง อันมีถิ่นกำเนิดในย่านสุพรรณบุรี คำว่า พระบ้านกร่าง จึงค่อยๆ เลือนหายไป หรืออีกนัยหนึ่ง ชื่อของ พระขุนแผน อาจได้มาจากการที่มีผู้บูชากราบไหว้ หรือ อาราธนานำติดตัวไปไว้ป้องกันอุบัติภัย ต่างๆ แล้วได้ประจักษ์ ความศักดิ์สิทธิ์ ในอำนาจพุทธคุณ ที่มี่คุณวิเศษ เหมือน ขุนแผนในวรรณคดี โดยเฉพาะ ด้านเสน่ห์ เมตตามหานิยม อาจด้วยเหตุนี้ จึงเรียกขื่อว่า พระขุนแผนสืบมา

การจำแนกพิมพ์ทรงพระกรุวัดบ้านกร่าง

พระกรุวัดบ้านกร่าง เข้าใจว่ามีจำนวนถึง 84,000 องค์ตามคติการสร้าง พระพิมพ์ในสมัยโบราณ เมื่อพระแตกกรุขึ้นมาก็ได้มีผู้แยกแบบ แยกพิมพ์ต่างๆ ตามความแตกต่างของพุทธลักษณะ ซึ่งมีจำนวนกว่า 30 พิมพ์ขึ้นไป บางแบบ ก็เรียกว่า “พระขุนแผน” ซึ่งมีพิมพ์ยอดนิยม เช่น พิมพ์ห้าเหลี่ยมอกใหญ่ พิมพ์ห้าเหลี่ยมอกเล็ก พิมพ์ทรงพลใหญ่ พิมพ์ทรงพลเล็ก พิมพ์พระประธาน พิมพ์เถาวัลย์เลื้อย พิมพ์แขนอ่อน ฯลฯ บางแบบก็เรียกว่า “พระพลาย” อันหมายถึงลูกของขุน แผน ซึ่งมีทั้งที่พิมพ์เป็นคู่ติดกัน เรียกว่า “พระพลาย คู่” และองค์เดี่ยวๆ เรียกว่า “พระพลายเดี่ยว” ซึ่ง แต่ละพิมพ์ก็ยังแบ่งแยกออกไปอีกเป็นสิบๆ พิมพ์ เช่น พลายคู่หน้ายักษ์ หน้ามงคล หน้าฤาษี หน้าเทวดา พลายเดี่ยวพิมพ์ชะลูด พิมพ์ก้างปลา ฯลฯ

การที่คนรุ่นเก่า เลือกที่จะตั้งชื่อ พระพิมพ์นั้นว่า ขุนแผน พิมพ์นี้เรียกพลาย คนรุ่นใหม่ คงไม่ทราบหลักเกณฑ์ หรือ ที่มาชัด ซึ่งคงเดาใจว่า คนที่ตั้งชื่อ ขุนแผน คงจะดูรูปร่างศิลปะในองค์พระ ถ้าพระองค์ ใดมีรูปแบบศิลปะสวยงามสะดุดตา ก็เรียกว่า พระขุนแผน ไว้ก่อนส่วนพระพิมพ์ใดหย่อนคุณค่าทางด้านศิลปะความงาม ความอ่อนช้อยก็ตั้งชื่อเรียกว่า พระพลาย เพื่อให้แตกต่าง กันไป…

อายุการสร้างของ พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง

พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี เมื่อพิจารณาจากศิลปะแล้ว บอกให้รู้ว่าเป็น พระในสมัยอยุธยาตอนกลาง โดยมีศิลปะที่อ่อนช้อยสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ที่สำคัญที่สุด คือ ในจำนวนพระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่างนี้ มีอยู่พิมพ์หนึ่งนั่นคือ “พระขุนแผน พิมพ์ห้าเหลี่ยมอกใหญ่” มีลักษณะและศิลปะเหมือนกับ “พระขุนแผนเคลือบ” ที่แตกกรุออกมาจากเจดีย์ วัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเจดีย์องค์นี้มีบันทึกไว้ในพงศาวดาร ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โปรดให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2135 ตามคำทูลแนะนำของสมเด็จพระวันรัตน์ วัดป่าแก้ว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ แห่งชัยชนะในการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา แห่งพม่า พระเจดีย์องค์นี้ชื่อว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” แต่ชาวบ้านเรียกว่า “พระเจดีย์ใหญ่” เพราะเป็นเจดีย์ ที่ใหญ่ที่สุดในอยุธยา ซึ่งตามประเพณีมาแต่โบราณว่า เมื่อสร้างพระเจดีย์แล้ว จะสร้างพระพิมพ์บรรจุไว้ด้วย

เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ถือกันว่าได้กุศลแรง พระขุน แผนเคลือบคงสร้าง เพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์ วัดใหญ่ชัยมงคลในครั้งนั้ ความคล้ายคลึงกันของพุทธศิลป์ ของ พระขุนแผน เคลือบกรุวัดใหญ่ชัยมงคล กับ พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี โดยเฉพาะพิมพ์ห้าเหลี่ยมอกใหญ่นี้ เมื่อนำพระทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นความแตกต่างกันน้อยมาก โดยเฉพาะเส้นสายและลวดลายการแกะของแม่พิมพ์ ทำให้น่าเชื่อว่า ช่างที่แกะสมัยนั้น คงเป็นคน คนเดียวกัน หรือ สกุลช่างศิลปะในสำนักเดียวกัน อายุการสร้างอาจไม่แตกต่างกันมากนัก หรืออาจแกะในคราวเดียวกัน และพิมพ์ในคราวเดียวกัน แต่ได้มีการแยกบรรจุเจดีย์ ต่างกัน ดังนั้น จึงพอที่จะสันนิษฐานได้ว่า พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง คงมีอายุอยู่ในราวรัชกาล สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ ประมาณ 400 ปีล่วงมาแล้ว

ลักษณะธรรมชาติ พระกรุวัดบ้านกร่าง

พระกรุวัดบ้านกร่าง โดยทั่วไปไม่ว่า จะเป็น พิมพ์ พระขุนแผน พระพลายเดี่ยว พระพลายคู่ นั้นเป็นพระเนื้อเดียวกัน คือ เนื้อดินเผาผสมว่านและเกสรดอกไม้ นานาชนิด ไม่ปรากฏว่ามีเนื้อประเภทอื่น ลักษณะเนื้อพระ มีทั้งชนิด เนื้อละเอียด และ เนื้อหยาบ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเนื้อหยาบที่มีส่วนผสมของกรวดทรายมาก มีทั้งแดง สีพิกุล สีเขียว และสีดำ ตามความอ่อนแก่ของความร้อนในขณะเผาไฟ แต่ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหยาบหรือละเอียด สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องมี ว่านดอกมะขาม มี แร่ทรายเงิน แร่ทรายทอง และ “รอยว่านหลุด” อยู่ด้วยทุกองค์ รอยว่านหลุด ดังกล่าว เป็นร่องเล็กๆ สัณฐานไม่แน่นอน เป็นรูปแท่งสี่เหลี่ยม บ้าง สามเหลี่ยม บ้าง และเป็น ร่องลึก ร่องตื้น ก็ได้ รอยว่านหลุด นี้ ถือเป็นเอกลักษณะของเนื้อพระกรุวัดบ้านกร่างที่จะขาดเสียมิได้ในการพิจารณา

นอกจากนี้ พระกรุวัดบ้านกร่าง ยังเป็นพระกรุที่ผิวสะอาด เนื่องจาก กรุพระมีสภาพดี ไม่จมดินหรือถูกน้ำท่วมขัง ดังนั้น จึงไม่มีคราบขี้กรุเกาะติดหนาให้เห็น จะมีเพียงแต่ฝ้ากรุบางๆ ฉาบติดอยู่ แต่ถ้าผ่านการใช้หรือการสัมผัสก็จะเหลือผิวฝ้ากรุตามซอกองค์พระ เท่านั้น พระ กรุวัดบ้านกร่าง เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็น พระ ขุนแผน พระพลายเดี่ยว พระพลายคู่ ล้วนแต่เป็นพระกรุที่มีอายุหลายร้อยปี และมี พุทธคุณสูงส่ง ทางด้าน เมตตา มหานิยม มหาเสน่ห์ แคล้วคลาด และ คงกระพันชาตรี เป็นเลิศ จึงเป็นที่นิยมเสาะหากันมานานแล้ว แม้ปัจจุบันความนิยมก็ไม่ได้ลดลงน้อยลงไปเลย……..

คัดลอกจากเวป http://www.itti-patihan.com/