Tag: วัดใหม่อมตรส

พระสมเด็จ บางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส กรุใหม่

242

พระสมเด็จ บางขุนพรหม วัดมใหม่อมตรส เป็นหนึ่งใน ๓ พระสมเด็จที่สร้างโดย สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี พระสมเด็จบางขุนพรหม นั้นสร้างเพื่อบรรจุในกรุ เพื่อหวังจะเก็บเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ค้นพบจึงฝังดินไว้ สร้างจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากับจำนวน พระธรรมขันต์

พระสมเด็จบางขุนพรหม โดยสมเด็จโต สร้างก่อนปี ๒๕๐๐ โดยมีการลักลอบ เอาออกจากกรุ มาจำนวนหนึ่ง โดยการตกเหมือนตกปลาใช้ดินเหนียวผูกเชือก หย่อนลงไป จะได้พระติดขึ้นมา ระยะหลังมีการเทน้ำเข้าไป เพื่อให้พระลอยน้ำออกมาตามช่องที่เจาะไว้ พระที่ลักลอบเหล่านี้ เรียกกันว่าเป็นสมเด็จบางขุนพรหม กรุเก่า จะมีคราบกรุน้อย จนประมาณปี ๒๕๐๐ มีการทำลายผนังกรุ แล้วบุกเข้าไปน้ำพระออกมาหลายครั้ง จนทางวัดตัดสินใจเปิดกรุ น้ำพระทั้งหมดออกมา เราเรียกพระกรุที่น้ำออกมานี้ว่าเป็น พระกรุใหม่ ทางวัดได้คัดพระจำนวนหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ ประทับตราวัด และนำออกมาให้เช่า อย่างเป็นทางการ มีหลักฐานเป็น ใบปลิวเชิญชวน

สมเด็จบางขุนพรหมในภาพ มีคราบกรุไม่แตกต่างกันมาก แต่องค์ทางซ้ายมีตราวัดประทับอยู่ ทั้ง ๒ องค์ เป็นพิมพ์นาคปรก น่าจะพิมพ์จากแม่พิมพ์เดียวกันด้วยครับ สนใจติดต่อได้ครับ

สมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส กรุใหม่

พิมพ์ปรกโพธิ์ เปิดกรุประมาณปี ๒๕๐๐ มีจำนวนประมาณ ๓๐๐๐ องค์ที่ทางวัดได้คัดเลือกเฉพาะที่สภาพดี ประทับตรงยางวัดด้านหลัง เช่น องค์ทางซ้ายมือ

พระกรุเจดีย์เล็ก วัดใหม่อมตรส (บางขุนพรหม) พิมพ์ยืนประทานพร

(เนื้อหาคัดลอกจากเวป)

พระกรุเจดีย์เล็ก วัดใหม่อมตรส (บางขุนพรหม) พิมพ์ยืนประทานพร เนื้อผงพุทธคุณ เมื่อปี พ.ศ.2500 พระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส ได้ประกอบพิธีเปิดกรุเจดีย์องค์ใหญ่ เพื่อนำ พระสมเด็จ ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ปลุกเสก ออกมาให้ประชาชนเช่าบูชา เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีคนร้ายไปแอบขุดเจาะเจดีย์ใหญ่องค์นี้เพื่อขโมยพระสมเด็จอยู่เป็นประจำ จากการที่ได้นำ พระสมเด็จ ให้ประชาชนเช่าบูชา ทำให้ทางวัดมีรายได้ขึ้นมาจำนวนหนึ่งจึงได้นำมาบูรณะปฏิสังขรณ์บริเวณวัด เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ โดยได้ว่าจ้างให้ช่างรับเหมา มาปรับปรุงบริเวณรอบองค์เจดีย์ใหญ่ซึ่งมี เจดีย์เล็ก เรียงรายรอบทั้ง ๔ ทิศของเจดีย์องค์ใหญ่ ทิศละ ๒ องค์ ตั้งซ้อนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบรวมทั้งหมด ๘ องค์ ซึ่งทางช่างได้รื้อ เจดีย์เล็ก ทั้งหมดออก ทำให้ช่างรับเหมาพบ กรุพระเครื่องจำนวนหนึ่งในเจดีย์เล็กรวมอยู่กับอัฐิ จึงได้เก็บพระเครื่องซ่อนไว้ไม่ให้ทางวัดทราบ คงมอบแต่อัฐิให้เท่านั้น ต่อมาช่างรับเหมาได้นำพระที่พบนี้ไปขายแก่เซียนพระคนหนึ่งในสนามพระ ทำให้ พระเครื่องกรุเจดีย์เล็ก เป็นที่รู้จักในวงการพระสมัยนั้น มีผู้นำพระเครื่องมาสอบถามกับเจ้าอาวาสวัดว่า มีพระเครื่องแตกกรุจากเจดีย์เล็กจริงหรือไม่? เจ้าอาวาสบอกว่า “ไม่มี” ทำให้เกิดความสับสนกันขึ้นในช่วงแรก แต่เมื่อได้มีการตรวจสอบพิจารณากันถึงเนื้อพระ และคราบกรุกับ พระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุใหม่) แล้ว พบว่ามีความเก่าใกล้เคียงกันมาก ซึ่งคาดว่าคงสร้างขึ้นใน ปี พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๑๕ ในการตรวจสอบประวัติซึ่งเชื่อว่าผู้สร้าง พระกรุเจดีย์เล็ก ก็คือ “เสมียนตราด้วง” ต้นสกุล “ธนโกเศศ” ผู้สร้างพระเครื่องชุดนี้ไว้เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับพระกรุเจดีย์ใหญ่ ซึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มอบผงวิเศษห้าประการ คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห ให้ผสมลงไปด้วยในตอนกดพิมพ์องค์พระทั้งหมด และได้เมตตาปลุกเสกให้ด้วย จากนั้น เสมียนตราด้วงจึงได้นำพระเครื่องในส่วนนี้ไปบรรจุไว้คู่กับอัฐิของบรรพชนในตระกูล และเมื่อช่างรื้อเจดีย์เล็กออกจึงพบอัฐิและพระเครื่องดังกล่าว พระเครื่องกรุเจดีย์องค์เล็ก มีทั้งหมด ๖ พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์ฐานหมอน พิมพ์สามเหลี่ยม พิมพ์ไสยาสน์ พิมพ์ยืนประทานพร พิมพ์จันทร์ลอย พระทุกองค์มีคราบกรุเกาะอยู่ด้วย มากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของพระกรุนี้ กล่าวสำหรับ พระพิมพ์ยืนประทานพร เป็นพระเครื่องเนื้อผงปูนปั้น เนื้อค่อนข้างหยาบและไม่แน่นตัว มวลสารต่างๆ เช่น จุดดำ เม็ดแดง แทบจะไม่พบเห็น ด้านหน้า องค์พระพุทธปฏิมากรประทับยืนบนอาสนะแท่น ทำเป็นเส้นตรงเป็นซี่ๆ ลงมา ใต้พระบาททำเป็นรูปครึ่งวงกลม พระหัตถ์ข้างขวายกขึ้นเสมอพระอุระ พระหัตถ์ข้างซ้ายทอดลงข้างลำพระองค์ สองข้างพระบาทมีกระหนกเชื่อมต่อกับอาสนะ ประทับยืนภายในซุ้มเส้นกรอบสี่เหลี่ยม สองข้างบนทำเป็นมุมเว้า….ด้านหลังองค์พระเป็นพื้นเรียบ ในปัจจุบัน วงการพระเครื่องได้ให้ความสนใจในพระกรุเจดีย์เล็กนี้มาก มีการเช่าหากันอย่างกว้างขวาง บางองค์เช่ากันถึงหลักแสนก็มี…และมี “พระปลอม” มาวางขายด้วยทุกพิมพ์

สมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่ พิมพ์อกครุฆเศียรบาตร

พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่ พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร….พระสมเด็จองค์นี้สภาพสวย นอกจากทรงพิมพ์แล้ว สิ่งที่ควรสังเกตุคือลักษณะคราบกรุที่ทับกันเป็นชั้นๆ อีกทั้งลักษณะกรุที่เรียกว่าฟองเต้าหู้ยี้ เนื้อพระสมเด็จบางขุนพรหมแก่ปูนกว่าสมเด็จวัดระฆัง ดังนั้นเวลามีเนื้อเปิดต้องจะเห็นเป็นสีขาวชัดเจนและเวลาขยายดูจะเห็นรอยปูน เป็นชั้นๆ ด้านหลังองค์พระจะเห็นรอยปูไต่ พระองค์นี้มีรอยประทับตราจากวัด บอกลักษณะของบางขุนพรหมกรุใหม่ ขนานแท้ครับ นำไปพิจารณาดูเป็นองค์ครูได้ครับ…องค์นี้เจ้าของเดิมเป็นหนึ่งในกรรมการ เปิดกรุ (ขอขอบคุณคุณหมอ เจ้าของพระ)

พระสมเด็จบางขุนพรหม จัดสร้างในปี พ.ศ.2411-2413 โดยท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ทรงประทานอนุญาต และมอบผงวิเศษ ไปเป็นส่วนผสมในการสร้างและได้ทำการปลุกเสกพระที่สร้างขึ้นนี้ตามคำอาราธนา ของเสมียนตราด้วง จากนั้นจึงนำพระที่ผ่านการปลุกเสกโดยสมเด็จฯท่านทุกองค์ ไปบรรจุลงในเจดีย์องค์ใหญ่…สำหรับพระที่สร้างในกิจครั้งนี้เป็นพระเนื้อผง แก่ปูนขาว รูปทรงสี่เหลี่ยม ตามแบบของพระสมเด็จวัดระฆัง ที่สร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ซึ่งเป็นการสร้างไปแจกไป หากแต่พระที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ เป็นพระที่สร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุลงในกรุหรือเจดีย์ทั้งสิ้น โดยมีจำนวนการสร้าง ตามคตินิยมเท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ คือ 84,๐๐๐ องค์….สมเด็จบางขุนพรหมสามารถแบ่งชื่อเรียก กรุเก่า-ใหม่ ตามเวลาการนำพระขึ้นจากกรุ กล่าวคร่าวๆ คือ พระกรุเก่า หมายความถึงพระที่ได้นำขึ้นจากกรุก่อนการเปิดกรุเป็นทางการ พระส่วนใหญ่คราบกรุจะสวย และสมบูรณ์กว่า ส่วนพระกรุใหม่ มาจากการนำพระขึ้นจากกรุอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2500 ซึ่งเป็นปีหลังน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ทำให้พระกรุใหม่มีคราบกรุหนา และคราบเต้าหู้เกาะเป็นชั้นๆ (ซึ่งคราบขี้กรุที่จับอยู่บนองค์พระเหล่านี้ เกิดจากความชื้นทำปฏิกิริยากับปูนขาว เกิดเป็นฟอสเฟตเกาะติดบนองค์พระ) ในการเปิดกรุมีพระที่มีสภาพดีโดยประมาณไม่ถึง 3,๐๐๐ องค์ ในจำนวนนี้พบองค์ที่สภาพสวยๆ น้อยมาก และทางวัดได้นำพระออกให้บูชา เพื่อหารายได้มาบูรณะวัดฯ พระกรุใหม่จะมีรอยตราประทับของวัดด้านหลังองค์พระ

สมเด็จบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) ปี2509

คัดลอกจากเวป

รายนามพระเถรานะเถระ พระคณาจารย์ ที่นั่งร่วมนั่งปรกบริกรรมปลุกเสกประกอบด้วย

  1. ท่านเจ้าประคุณพระเทพสิทธินายก (หลวงปู่นาค) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพ ฯ
  2. ท่านเจ้าประคุณพระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน) วัดดอนยายหอม นครปฐม
  3. หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามาง่าม นครปฐม
  4. ท่านพระครูประสาทวิทยาคม (หลวงพ่อ) วัดกลางท่าเรือ อยุธยา
  5. ท่านเจ้าคุณวิมลกิจจารักษ์ วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ
  6. ท่านพระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม ) วัดช้างให้ ปัตตานี
  7. ท่านอาจารย์ อำพล วัดปราสาทบุญญาวาส กรุงเทพฯ
  8. ท่านอาจารย์สาธิต วัดวชิรธรรมสาธิต กรุงเทพฯ
  9. ท่านอาจารย์แต้ม วัดพระลอย สุพรรณบุรี พระสวดพุธาภิเสกจากวัดสุทัศน์ฯ มีพระครูปลัดวิสุทธิวัตร เป็นหัวหน้า

ศิลปสกุลช่าง

ช่างผู้แกะบล็อกแม่พิมพ์ พอแบ่งได้ 4 ผีมือช่างคือ

  1. ลุง แฉล้ม บัวเปลี่ยนสี มีด้วยกันหลายพิมพ์ ลักษณะจะคลายพิมพ์มาตรฐานของวัดแต่จะแตกต่างออกไปบ้างเป็นเอกลักษณ์ เช่น องค์ค่อนข้างผอม รวมไปถึงพิมพ์พิเศษบางพิมพ์
  2. มานิตย์ ปฐพี (สมัยนั้นมียศเป็นจ่าทหารเรือ )รับผิดชอบแกะแม่พิมพ์บล็อกวัดตามพิมพ์มาตรฐานที่พบในการเปิดกรุ รวมไปถึงพิมพ์พิเศษอีกจำนวนหนึ่ง
  3. ช่างเกษม มงคลเจริญ ซึ่งได้เข้ามาช่วยเหลือในช่วงระยะสุดท้ายแล้ว แม่พิมพ์ที่แกะจะมีความสวยงามคมชัดลึกมากเป็นพิเศษ
  4. บล็อก กรรมการ หมายถึงผู้ที่มีจิตศรัทธาเข้ามาช่วยในการสร้างพระบางขุนพรหมปี 09 และมีพระกรุบางขุนพรหมอยู่ในครอบครองจึงนำมาถอดแม่พิมพ์ ทำเป็นบล็อกแม่พิมพ์ในการกดพิมพ์พระ ซึ่งพระบล็อกนี้ โครงสร้างของพิมพ์ทรงจะคล้ายและใกล้เคียงกับพระกรุบางขุน พรหม มากเพียงแต่ขนาดเล็กกว่า พร้อมทั้งตื้นกว่า ด้วยสาเหตุการถอดพิมพ์มานั้นเอง

อายุการสร้าง

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2502 ทำพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถ ตลอดจนถึงงานผูกพัทธสีมา หล่อพระพุทธรูป หล่อพระรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์โต (โต) และสร้างพระพิมพ์ผง (พระเครื่อง) อันมีกำหนดงานวันที่ 4-10 มกราคม พ.ศ. 2509 ซึ่งเป็นปีที่สำเร็จเสร็จสิ้นในการสร้างพระอุโบสถ ดังเช่นที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน และนั้นถือเป็นจุดกำเนิดพระพิมพ์เนื้อผงจำนวน 12 พิมพ์ ที่มีชื่อเรียกว่า พระบางขุนพรหม ปี พ.ศ. 2509 หรือพระบางขุนพรหม 09 โดยมี พลเอกประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย คุณหญิงไสว จารุเสถียร เป็นประธานให้การอุปถัมภ์ พล. ท. กฤษณ์ สีวะรา เป็นประธานจัดงานผูกพันธสีมา กำลังสำคัญในการดำเนินงานจนสำเร็จลุล่วงไปเป็นอย่างดี คือ พระครูบริหารคุณวัตร (ชม) ขณะนั้นเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส และ พระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เป็นเจ้าอาวาส สรุปใจความสำคัญของานในครั้งนั้นคือ

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ. ศ . 2509 เวลา 15.55 น. พล. อ. ประภาส จารุเสถียร จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พล .ท. กฤษณ์ สีวะรา อ่านรายงานและประธานกล่าวตอบ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เวลา 20.27 น. พระสงฆ์ 4 รูป เริ่มสวดพุทธาภิเษกพระคณาจารย์นั่งปรกบริกรรมปลุกเสก

วันพุธที่ 5 มกราคม พ .ศ. 2509 ทำการแจกสมนาคุณ พระรูปฯ และพระพิมพ์ให้ประชาชนร่วมบูชาทำบุญ ทั้งนำบรรจุกรุ และนำบูชาติดตัวกลับบ้าน

วัน พฤหัสบดี ที่ 6 วันศุกร์ ที่ 7 วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ .ศ. 2509 บำเพ็ญกุศลปิดทองลูกนิมิต พร้อมทั้งให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคบูชาพระพิมพ์

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ .ศ. 2509

เวลา 16.40 น. อันเชิญศิลาจารึกพระปรมาภิไธย และพระฤกษ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานประดิษฐาน ณ พระอุโบสถแล้วประกอบประกอบพิธีเททอง พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ปางมารวิชัย หน้าตัก 16 นิ้ว จำนวน 1 องค์ รูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) หน้าตัก 29 นิ้ว จำนวน 1 องค์ ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว จำนวน 109 องค์

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ . ศ. 2509

เวลา 19.30 น. พระสงฆ์ 84 รูป เจริญพระพุทธมนภายในพระอุโบสถ

เวลา 21.01 น. สมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพล ประกอบพิธีผูกพันธสีมา

สำหรับ รูปเหมือนเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) หน้าตัก 29 นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐานภายในซุ้ม ข้างพระเจดีย์ซึ่งเป็นที่บรรจุกรุพระบางขุนพรหม 09 กึ่งกลางระหว่างพระเจดีย์ และพระอุโบสถ พร้อมกันนั้นภายในซุ้มดังกล่าวยังประดิษฐาน แผ่นศิลาจารึกพระประมาภิไธย ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 9 และพระฤกษ์ (ทรงเจิมให้เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ . ศ. 2508 เวลา 10.30 น. ณ พระตำหนักจิตรลดาโหฐาน)

รายนามพระเถรานะเถระ พระคณาจารย์ ที่นั่งร่วมนั่งปรกบริกรรมปลุกเสกประกอบด้วย

องค์ประกอบพระ

การสร้างพระบางขุนพรหม ปี พ.ศ 2509 พระพิมพ์เนื้อผงต่างๆ เหล่านี้มีการจัดสร้างและเตรียมการมาก่อน คือเริ่มสร้างมาตั้งแต่เดือนตุลาคม มาแล้วเสร็จเอาเมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน พ .ศ. 2508 ทำพิธีการสร้างตำผง กดพิมพ์พระกันภายในพระอุโบสถ โดยหลวงพ่อชม เป็นผู้กดพิมพ์เป็นปฐมฤกษ์ จากนั้นคณะกรรมการต่างๆ ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธา ต่างร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำจนสำเร็จในที่สุด

ลักษณะวรรณะพระ ลักษณะการสร้าง แบ่งเป็น 2 ชนิดประเภทคือ

  1. ประเภทให้บูชาเพื่อนำไปบรรจุกรุในพระเจดีย์ ให้ทำบุญองค์ละ 1 บาทด้านหลังจะปั๊มคำว่า บรรจุ จำนวนรวมกันทั้งหมดทุกพิมพ์ 84,000 องค์
  2. ประเภทให้บูชาทำบุญและนำติดตัวกลับบ้าน ให้ทำบุญองค์ละ 10 องค์ ยกเว้นพิมพ์ไสยาสน์ ทำบุญองค์ละ 25 บาท รวมไปถึงทำบุญเป็นกล่องชุด 11 พิมพ์ (ยกเว้นพิมพ์ไสยาสน์ ) ทำบุญุชุดละ 100 บาท ด้านหลังจะประทับตราเจดีย์ ซึ่งจำนวนการสร้างพระในประเภทนี้มีทั้งหมด 84,000 บาท องค์เช่นกัน เพียงแต่ภายหลังคัดพระที่ชำรุดแตกหัก ไม่สมบูรณ์ออกจึงเหลือเพียงประมาณ 72,518 องค์ เนื้อหามวลสาร มวลสารหลักของพระขุนพรหม ปี 09 คือ ชิ้นส่วนพระชำรุดแตกหักดินกรุที่ได้จากการเปิดกรุของทางวัดเมื่อปี พ . ศ . 2500 ผงพุทธคุณจากพระคณาจารย์ต่างๆรวมไปถึง ปูนขาว ปูนเปลือกหอย นำมันตัวอิ๊วน้ำผึง เกสรดอกบัวหลวง ดอกพิกุล และ ฯลฯ

พุทธลักษณะ

บล็อกแม่พิมพ์ พระขุนพรหม ปี 09 มีบล็อกแม่พิมพ์หลายตัว เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำแม่พิมพ์ครั้งนั้นชำรุดแตกหักได้ง่าย เช่น ปูนพาสเตอร์ ซีเมนต์ขาว ยางทำฟัน เป็นต้น เมื่อกดพิมพ์พระไปสักระยะแม่พิมพ์จะเริ่มชำรุดเสียหาย ต้องถอดพิมพ์ทำบล็อกใหม่ เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้จำนวนพระตามต้องการในพระทุกพิมพ์ กล่าวกันว่า เฉพาะพระพิมพ์ใหญ่เพียงพิมพ์เดียว มีแม่พิมพ์ถึง 27 แม่พิมพ์ สำหรับพิมพ์เกศทะลุซุ้มนั้น ครั้งแรกๆ ก็เป็นพิมพ์ใหญ่ธรรมดา ต่อมาบังเอิญตรงซุ้มเกิดกะเทาะ จึงแต่งเพิ่มกลายเป็นพิมพ์เกศทะลุซุ้ม เป็นต้น

จำแนกพิมพ์ประกอบด้วยพระพิมพ์ต่างๆ รวม 12 พิมพ์คือ

  1. พิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์พระประธาน
  2. พิมพ์เส้นด้าย
  3. พิมพ์ทรงเจดีย์
  4. พิมพ์เกศบัวตูม
  5. พิมพ์สังฆาฏิ
  6. พิมพ์ปรกโพธิ์
  7. พิมพ์ฐานคู่
  8. พิมพ์ฐานแซม
  9. พิมพ์อกครุฑ
  10. พิมพ์ไสยาสน์
  11. พิมพ์คะแนน
  12. พิมพ์จันทร์ลอย

ข้อมูลพิเศษ

กรุพระบางขุนพรหม ปี พ .ศ. 2509 พระทั้งหมดจะบรรจุภายในพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดใหม่อมตรส โดยภายในกรุก่อเป็นแบบแท๊งค์น้ำ มีช่องระบายอากาศจำนวน 10 ช่อง เอาทรายเทปูพื้น แล้วจึงนำพระมาบรรจุ เสร็จแล้วก็กลบเป็นชั้นๆ มาถึงด้านบน ใช้แผ่นเงินจำนวน 6 แผ่น จารึกข้อความว่า บรรจุปี 09 จึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่า พระกรุนี้จะมีสภาพพระที่สวยและสมบูรณ์ กว่ากรุแรกแน่นอน