Tag: สมเด็จ

พระสมเด็จเกศไชโยพิมพ์ ๗ ชั้น

p31thurl2

ความเป็นมาของ “พระสมเด็จเกศไชโย” ผู้เขียนก็ได้อธิบายไปแล้วเมื่อฉบับวันเสาร์ที่ผ่าน วันนี้จึงขอนำท่านผู้อ่านพบกับการชี้จุดสังเกตกันเลย เพื่อจะได้ทราบพิมพ์ไหนมีข้อสังเกตที่ควรรู้เช่นไรบ้าง และก่อนจะชี้จุดสังเกตผู้เขียนขอเรียนว่า “พระสมเด็จเกศไชโย” มีการสร้างขึ้นถึง ๒ ครั้ง ดังนี้ ครั้งแรก สร้างขึ้นหลังจาก “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เสร็จแล้วจึงสร้าง “พระพิมพ์สมเด็จเกศไชโย” ด้วยเนื้อผงขาวรูปทรง “สี่เหลี่ยมผืนผ้ายกกรอบกระจก” ที่มีทั้งพิมพ์ “๗ ชั้น ๖ ชั้น ๓ ชั้น” โดยสร้างขึ้นที่วัดระฆังแล้วนำไปบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ เพื่อเป็นพุทธบูชาตามคตินิยมโบราณกาลเวลาผ่านไปประมาณ ๑๐ ปี “พระพุทธรูปองค์ใหญ่” ที่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้งจึงตากแดดตากฝนนานนับสิบปี ประกอบกับการก่อสร้างไม่แข็งแรงได้พังทลายลงจึงพบเห็น “พระพิมพ์สมเด็จ” ชาวบ้านที่แห่มาดูจึงหยิบฉวยเอาไปบูชาจำนวนมากครั้น “สมเด็จโต” ทราบเรื่องจึงสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นใหม่อีกพร้อมกับสร้าง “พระพิมพ์สมเด็จ” เพิ่มเติมเพื่อนำไปบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ เหมือนครั้งแรกเนื่องจากพระพิมพ์ที่เหลือมีไม่ครบ ๘๔,๐๐๐องค์ และอาจจะด้วยมีเวลาที่จำกัดการสร้างพระพิมพ์ขึ้นใหม่นี้ก็ยังไม่ครบจำนวนจึง นำ “พระสมเด็จวัดระฆัง” จำนวนหนึ่งไปร่วมบรรจุไว้ด้วยเพื่อให้ครบตามจำนวนดังนั้น “เนื้อ” ของ “พระสมเด็จวัดเกศไชโย” จึงมีทั้ง “เนื้อละเอียด-เนื้อแกร่ง” และ “เนื้อน้ำมัน” (ผสมน้ำมันตังอิ้วมาก) ซึ่งวันนี้ขอชี้จุดสังเกต “พิมพ์ ๗ ชั้น” ซึ่งเป็นพิมพ์นิยมสูงสุดเป็นประเดิม

_MG_3716_MG_3718

  1. “กรอบกระจก” ก็คือคำเปรียบเทียบของ “พระพิมพ์” ที่องค์พระพุทธปางสมาธิขัดราบประดิษฐานอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งก็คือ “เส้นขอบแม่พิมพ์” แต่การตัดขอบไม่ได้ตัดตามแนวเส้นขอบแม่พิมพ์ โดยตัดห่างจากเส้นขอบแม่พิมพ์จึงทำให้มีปีกทั้งสี่ด้านที่ ด้านซ้ายและขวา จะใหญ่กว่า ด้านบนและด้านล่าง อีกทั้ง “เส้นขอบด้านบน” จะไม่เป็นเส้นตรงโดยมุมเส้นขอบกระจกด้ายซ้ายองค์พระจะมีลักษณะคล้ายหัวตัว “สระโอ”
  2. “เส้นครอบแก้ว” ลักษณะคล้าย “หวายผ่าซีก” ที่ได้รูปสม่ำเสมอสวยงามส่วน “พระเกศ” (ผม) ลักษณะคล้ายกับ “ปลีกล้วย” หรือ “เปลวเทียน” ไปจรดเส้นซุ้มครอบแก้วที่หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “พระเกศ” ของพิมพ์นี้จะไม่อยู่กึ่งกลาง “พระเศียร” (ศรีษะ) แต่เยื้องไปทางด้ายซ้ายองค์พระเล็กน้อย
  3. ”พระเศียร” (ศรีษะ) ลักษณะกลมมนเล็กขณะที่ “พระกรรณ” (หู) เป็นเส้นใหญ่หนาและโค้งงอนในลักษณะพระจันทร์ครึ่งเซี้ยวจึงเป็นที่มาของคำ ว่า “หูบายศรี” โดยพระกรรณด้านขวาจะชิดพระพักตร์มากกว่าด้านซ้ายและปรากฏ “พระศอ” (คอ) เด่นชัดทุกองค์
  4. “พระพาหา” (แขน) ทั้งสองข้างกางออกแล้วไปหักมุมตรง “พระกัปปะระ” (ศอก) เพื่อประสานกันในท่านั่งสมาธิที่ด้านซ้ายองค์พระ นอกจากจะกางออกมากกว่าด้านขวาแล้วยังใหญ่กว่าด้านขวาเล็กน้อยอีกด้วย
  5. “พระอุระ” (อก) หากสังเกตให้ดีจะพบว่ามีลักษณะคล้ายกับ “รากฟันกราม” ของคนโดยพระอุระด้านซ้าย จะนูนสูงกว่าด้านขวาและเป็นที่มาของคำว่า “อกร่อง” ส่วน “พระเพลา” (ตัก) ลักษณะจะเป็นแท่งทึบที่ไม่มีการแยก “พระบาท” (เท้า) ให้เห็นเป็นข้างซ้ายและขวาอีกทั้งตรงกลางจะแอ่นโค้งเล็กๆ
  6. “ฐาน” มีทั้งหมด ๗ ชั้น โดยชั้นบนสุดนอกจากสั้นและหนาแล้ว ยังเป็นเส้นโค้งคล้ายกับท้องเรือขณะที่ ฐานชั้นที่ ๓ ลักษณะแอ่นขึ้นเล็กน้อยและปลายฐานทั้งสองข้าง ของฐานชั้นที่สองถึงชั้นที่เจ็ดลักษณะอ่อนพลิ้วทุกชั้นส่วนปลายฐานของ ฐานชั้นที่ ๑ ทั้งสองข้างมลักษณะเรียวแหลมและจรดเส้นซุ้ม

พุทธธัสสะ

(ภาพแรก และเนื้อหาจากเดลินิวส์ออนไลน์ เสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2554 ส่วนภาพอื่นๆเป็นชองผม

_MG_3723_MG_3725

สมเด็จเกศไชโย พิ1มพ์เจ็ดชั้น

_MG_3712_MG_3714

และพิมพ์เข่าบ่วง

Advertisements

พระกรุเจดีย์เล็ก วัดใหม่อมตรส (บางขุนพรหม) พิมพ์ยืนประทานพร

(เนื้อหาคัดลอกจากเวป)

พระกรุเจดีย์เล็ก วัดใหม่อมตรส (บางขุนพรหม) พิมพ์ยืนประทานพร เนื้อผงพุทธคุณ เมื่อปี พ.ศ.2500 พระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส ได้ประกอบพิธีเปิดกรุเจดีย์องค์ใหญ่ เพื่อนำ พระสมเด็จ ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ปลุกเสก ออกมาให้ประชาชนเช่าบูชา เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีคนร้ายไปแอบขุดเจาะเจดีย์ใหญ่องค์นี้เพื่อขโมยพระสมเด็จอยู่เป็นประจำ จากการที่ได้นำ พระสมเด็จ ให้ประชาชนเช่าบูชา ทำให้ทางวัดมีรายได้ขึ้นมาจำนวนหนึ่งจึงได้นำมาบูรณะปฏิสังขรณ์บริเวณวัด เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ โดยได้ว่าจ้างให้ช่างรับเหมา มาปรับปรุงบริเวณรอบองค์เจดีย์ใหญ่ซึ่งมี เจดีย์เล็ก เรียงรายรอบทั้ง ๔ ทิศของเจดีย์องค์ใหญ่ ทิศละ ๒ องค์ ตั้งซ้อนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบรวมทั้งหมด ๘ องค์ ซึ่งทางช่างได้รื้อ เจดีย์เล็ก ทั้งหมดออก ทำให้ช่างรับเหมาพบ กรุพระเครื่องจำนวนหนึ่งในเจดีย์เล็กรวมอยู่กับอัฐิ จึงได้เก็บพระเครื่องซ่อนไว้ไม่ให้ทางวัดทราบ คงมอบแต่อัฐิให้เท่านั้น ต่อมาช่างรับเหมาได้นำพระที่พบนี้ไปขายแก่เซียนพระคนหนึ่งในสนามพระ ทำให้ พระเครื่องกรุเจดีย์เล็ก เป็นที่รู้จักในวงการพระสมัยนั้น มีผู้นำพระเครื่องมาสอบถามกับเจ้าอาวาสวัดว่า มีพระเครื่องแตกกรุจากเจดีย์เล็กจริงหรือไม่? เจ้าอาวาสบอกว่า “ไม่มี” ทำให้เกิดความสับสนกันขึ้นในช่วงแรก แต่เมื่อได้มีการตรวจสอบพิจารณากันถึงเนื้อพระ และคราบกรุกับ พระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุใหม่) แล้ว พบว่ามีความเก่าใกล้เคียงกันมาก ซึ่งคาดว่าคงสร้างขึ้นใน ปี พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๑๕ ในการตรวจสอบประวัติซึ่งเชื่อว่าผู้สร้าง พระกรุเจดีย์เล็ก ก็คือ “เสมียนตราด้วง” ต้นสกุล “ธนโกเศศ” ผู้สร้างพระเครื่องชุดนี้ไว้เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับพระกรุเจดีย์ใหญ่ ซึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มอบผงวิเศษห้าประการ คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห ให้ผสมลงไปด้วยในตอนกดพิมพ์องค์พระทั้งหมด และได้เมตตาปลุกเสกให้ด้วย จากนั้น เสมียนตราด้วงจึงได้นำพระเครื่องในส่วนนี้ไปบรรจุไว้คู่กับอัฐิของบรรพชนในตระกูล และเมื่อช่างรื้อเจดีย์เล็กออกจึงพบอัฐิและพระเครื่องดังกล่าว พระเครื่องกรุเจดีย์องค์เล็ก มีทั้งหมด ๖ พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์ฐานหมอน พิมพ์สามเหลี่ยม พิมพ์ไสยาสน์ พิมพ์ยืนประทานพร พิมพ์จันทร์ลอย พระทุกองค์มีคราบกรุเกาะอยู่ด้วย มากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของพระกรุนี้ กล่าวสำหรับ พระพิมพ์ยืนประทานพร เป็นพระเครื่องเนื้อผงปูนปั้น เนื้อค่อนข้างหยาบและไม่แน่นตัว มวลสารต่างๆ เช่น จุดดำ เม็ดแดง แทบจะไม่พบเห็น ด้านหน้า องค์พระพุทธปฏิมากรประทับยืนบนอาสนะแท่น ทำเป็นเส้นตรงเป็นซี่ๆ ลงมา ใต้พระบาททำเป็นรูปครึ่งวงกลม พระหัตถ์ข้างขวายกขึ้นเสมอพระอุระ พระหัตถ์ข้างซ้ายทอดลงข้างลำพระองค์ สองข้างพระบาทมีกระหนกเชื่อมต่อกับอาสนะ ประทับยืนภายในซุ้มเส้นกรอบสี่เหลี่ยม สองข้างบนทำเป็นมุมเว้า….ด้านหลังองค์พระเป็นพื้นเรียบ ในปัจจุบัน วงการพระเครื่องได้ให้ความสนใจในพระกรุเจดีย์เล็กนี้มาก มีการเช่าหากันอย่างกว้างขวาง บางองค์เช่ากันถึงหลักแสนก็มี…และมี “พระปลอม” มาวางขายด้วยทุกพิมพ์

ประวัติการจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น 100 ปี แห่งการมรณภาพเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม ปี 2515

(ภาพ และเนื้อหาจากเวป)

ปีพุทธศักราช 2515 ที่จะมาถึงในขณะนั้น อันเป็นปีที่การมรณภาพของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี เวียนมาบรรจบครบ 100 ปี ประกอบกับวัดระฆังโฆสิตารามเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งก่อตั้งกรุง รัตนโกสินทร์ ถาวรวัตถุและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมากเกินกำลังของทางวัดที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์โดยลำพัง

ม.ล.เนื่องพร สุทัศน์ เห็นว่าเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่จะจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อหาทุนในการบูรณะ ปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุและส่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม จึงได้นำโครงการดังกล่าวเสนอต่อพระราชธรรมภาณี รักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามสมัยนั้น ใช้ชื่อโครงการดังกล่าวว่า โครงการ สร้างปูชนียวัตถุเพื่อเป็นอนุสรณ์ครบ 100 ปี แห่งการมรณภาพของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรํงสี) ณ วัดระฆังโฆสิตาราม จังหวัดธนบุรี ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเรือ พล.ร.อ.จรูญ เฉลิมเตียรณ ผู้บัญชาการทหารเรือขณะนั้นรับผิดชอบเป็นประธานกรรมการดำเนินงาน พระราชธรรมภาณี รักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นประธานฝายสงฆ์ พล.ร.ท.อุดม สุทัศน์ ณ อยุธยา เจ้ากรมอู่ทหารเรือในขณะนั้น เป็นประธานกรรมการดำเนินการฝ่ายฆราวาส

สมเด็จ 100 ปี วัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ บล็อคแขนกลม ก่อนนี้น้อยคนนักที่จะรู้จักสำหรับบล็อคแม่พิมพ์นี้ จุดไข่ปลาอยู่ด้านซ้ายแปลกกว่าพิมพ์อื่น แต่ปัจจุบันกลับเป็นที่ต้องการของนักสะสมมากขึ้น ด้วยมีข้อมูลแพร่หลายโดยกว้างแล้วว่าเป็นพระบล็อคแม่พิมพ์แรก ๆ ของพระสมเด็จ 100 ปี พิธีในการจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น อนุสรณ์ 100 ปี แห่งการมรณภาพท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม ประกอบไปด้วยพิธีทั้งทางสงฆ์และพรหมณ์ รวมทั้งสิ้น 3 วาระด้วยกัน

วาระแรก ประกอบพิธิพุทธาภิเษกทองชนวนและผงมวลสาร

หมายกำหนดการวาระแรก วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ.2514 พิธีการในส่วนนี้จัดขึ้นตามแบบขนบธรรมเนียมทั้งพิธีสงฆ์ และ พิธีพราหมณ์ มีการประกอบพิธีบวงสรวงอัญเชิญบารมีแห่งเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ทำพิธีบูชาฤกษ์ บูชาเทพยดา

ประธานฝ่ายสงฆ์ พระราชธรรมภาณี ประธานฝ่ายพราหมณ์ พระราชครูวามเทพมุนี พล.ร.ท.อุดม สุทัศน์ ณ อยุธยา ประธานกรรมการดำเนินงานจุดเทียนถวายพระราชธรรมภาณี ประธานฝ่ายสงฆ์จุดเทียนชัย

วาระที่ 2 ประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมาจำลองและรูปเหมือนสมเด็จพุฒาจารย์โต

หมายกำหนดการวาระที่ 2 วันเสาร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ.2514 พิธิการในวาระที่สองนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จมาเททองเป็นปฐมฤกษ์ตามกำหนดฤกษ์เวลา 15.35 น. และทรงปลูกต้นจันทน์หน้าหอพระไตรปิฎกด้วย

วาระที่ 3 ประกอบพิธิพุทธาภิเษกพระพุทธรูป และวัตถุมงคลต่าง ๆ

หมายกำหนดการวาระที่ 3 วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2515 อันเป็นวันครบรอบ 100 ปี แห่งการมรณภาพของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี พิธีพุทธาภิเกจัดขึ้นตามขนบประเพณี ทั้งพิธีพราหมณ์และพิธีสงฆ์ ในวาระที่สามนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นครั้งที่ 2 เพื่อทรงประกอบพิธีพุทธาภิเษก และทรงวางศิลาฤกษ์โรงเรียนพระปริยัติธรรม ณ วัดระฆังโฆสิตาราม

สำหรับบล็อคแม่พิมพ์เส้นด้ายนี้ คงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปแล้ว เพราะขณะที่หลายคนกำลังตั้งหลักในการสะสม ข้อมูลของสมเด็จ 100 ปี ยังไม่กว้างขวางนัก บล็อคไข่ปลาเลือน และ บล็อคเส้นด้าย ถูกยกให้เป็นพิมพ์นิยมที่เลือกเก็บกันก่อนเป็นอันดับแรก

วัตถุมงคลที่จัดสร้างในครั้งนั้นประกอบไปด้วย

  1. พระพุทธรูปจำลององค์พระประธาน ขนาดบูชา เนื้อนวโลหะ
  2. พระกริ่งจำลององค์พระประธาน เนื้อทองคำ เนื้อนวโลหะ
  3. รูปเหมือนสมเด็จพุฒาจารย์โต ขนาดบูชา เนื้อนวโลหะ
  4. รูปเหมือนลอยองค์สมเด็จพุฒาจารย์โต เนื้อทองคำ เงิน นวโลหะ
  5. เหรียญสมเด็จพุฒาจารย์โต เนื้อทองคำ เงิน นวโลหะ
  6. พระผงพิมพ์พระสมเด็จ และ พิมพ์รูปเหมือนสมเด็จพุฒาจารย์โต
พระพุทธรูปจำลององค์พระประธาน ขนาดบูชา เนื้อนวโลหะ
พระกริ่งจำลององค์พระประธาน เนื้อทองคำ เนื้อนวโลหะ
รูปเหมือนสมเด็จพุฒาจารย์โต ขนาดบูชา เนื้อนวโลหะ
รูปเหมือนลอยองค์สมเด็จพุฒาจารย์โต เนื้อทองคำ เงิน นวโลหะ
เหรียญสมเด็จพุฒาจารย์โต เนื้อทองคำ เงิน นวโลหะ
พระผงพิมพ์พระสมเด็จ และ พิมพ์รูปเหมือนสมเด็จพุฒาจารย์โต

พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่ พิมพ์ปรกโพธิ์ มีตราวัด

มีคราบกรุ มีตรายางวัดด้านหลัง คราบกรุทับกันเป็นชั้นๆ ทั้งด้านหน้า และหลัง เห็นเนื้อในสีขาว แตกลายสังฆโลก

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญเกศทะลุซุ้ม วรรณเหลืองฝักทอง

องค์นี้ได้มาพร้อมรูปขนาดใหญ่มาก แม่พิมพ์แกะโดยช่างหลวง องค์พระสวยงาม แบบสมดุลย์ ขอบมีเส้นวาสนาครบแบบที่เซียนเล่นกัน

สมเด็จ จปร หลังลายมุก

สมเด็จ จปร 2411 หลังมุก

เป็นพระสมเด็จวังหน้า หรือสมเด็จวัดพระแก้วเป็นพระที่จัดสร้างในปี 2411″ จปร ” หลังลายมุก ทำขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) สร้างและปลุกเสกร่วมกับหลวงปู่ทวด , หลวงพ่อเงิน บางคลาน , หลวงพ่อแก้ว วัดเคลือวัลย์ , วัดปากทะเล…ฯลฯ ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ เวลา ๑๑โมง ๑๑ นาที ๑๑ วินาที เป็นการเฉลิมฉลอง
การขึ้นครองราชย์ของ ร. ๕ เป็นมหามงคลฤกษ์…เป็นสุดยอดพระเครื่องของเมืองไทยองค์หนึ่งที่หาดูได้ยาก
ที่เดียว และจากการค้นคว้าหาความจริง ทำให้ทราบว่า พระสมเด็จ “จปร” หลังลายมุกนี้มีอยู่ด้วยกัน ๖ องค์
ด้วยกัน คือ

  1. พระสมเด็จฯ “จปร”หลังลายมุก
  2. พระรอด “จปร” หลังลายมุก
  3. พระผงสุพรรณ “จปร” หลังลายมุก
  4. พระซุ้มกอ “จปร” หลังลายมุก
  5. พระนางพญา “จปร”หลังลายมุก
  6. พระสมเด็จจิตรลดา “จปร” หลังลายมุก ซึ่งอยู่ในชุดเบญจภาคี ที่หาดูได้ยากมากๆ

(รูป และข้มมูลจากเวป)

สำหรับผมได้มาครอบครองอยู่ ๑ องค์ เป็นสมเด็จฝังมุก ด้านหลังจัดเป็นลายอักษร จปร ครับสวยมาก ดังรูปด้านล่าง

สมเด็จ จปร 2411 หลังมุก

เป็นพระสมเด็จวังหน้า หรือสมเด็จวัดพระแก้วเป็นพระที่จัดสร้างในปี 2411″ จปร ” หลังลายมุก ทำขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) สร้างและปลุกเสกร่วมกับหลวงปู่ทวด , หลวงพ่อเงิน บางคลาน , หลวงพ่อแก้ว วัดเคลือวัลย์ , วัดปากทะเล…ฯลฯ ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ เวลา ๑๑โมง ๑๑ นาที ๑๑ วินาที เป็นการเฉลิมฉลอง
การขึ้นครองราชย์ของ ร. ๕ เป็นมหามงคลฤกษ์…เป็นสุดยอดพระเครื่องของเมืองไทยองค์หนึ่งที่หาดูได้ยาก
ที่เดียว และจากการค้นคว้าหาความจริง ทำให้ทราบว่า พระสมเด็จ “จปร” หลังลายมุกนี้มีอยู่ด้วยกัน ๖ องค์
ด้วยกัน คือ ๑ พระสมเด็จฯ “จปร”หลังลายมุก
๒.พระรอด “จปร” หลังลายมุก ๓.พระผง
สุพรรณ “จปร” หลังลายมุก ๔.พระซุ้มกอ
“จปร” หลังลายมุก ๕.พระนางพญา “จปร”หลังลายมุก
๖.พระสมเด็จจิตรลดา “จปร” หลังลายมุก ซึ่งอยู่ในชุดเบญจภาคี ที่หาดูได้ยากมากๆ

พิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง และบางขุนพรหม

สมเด็จวัดระฆัง มี ๕ พิมพ์คือ

  1. พิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์พระประธาน
  2. พิมพ์ทรงเจดีย์
  3. พิมพ์เกศบัวตูม
  4. พิมพ์ฐานแซม
  5. พิมพ์ปรกโพธิ์

ดูเนื้อ มวลสาร โดยส่วนผสมของสมเด็จวัดระฆัง เกิดจากการนำหินปูน มาเผาไฟแล้วทุบป่นให้แตกละเอียด ลักษณะเหมือนแป้ง แล้วผสมด้วยน้ำมันตังอิ๊วจีน ทำหน้าที่เป็นน้ำยาประสาน โดยมีการผสมมวลสารมงคล อันประกอบด้วย เม็ดชาด เม็อพระธาตุ เกสรดอกไม้แห้ง และข้าวสุก เป็นต้น ดังนั้นมักจะพบมวลสารดังกล่าวให้เห็นอยู่ โดยมักจะมีรอยเหมือนปูไต่ ซึ่งเกิดจากมวลสารหดตัว และหลุดออกไป

สมเด็จบางขุนพรหมมีเพิ่มอีก ๔ พิมพ์ คือ

  1. พิมพ์เส้นด้าย
  2. พิมพ์ฐานคู่
  3. พิมพ์สังฆฏิ
  4. พิมพ์อกครุฑ

เนื้อของสมเด็จบางขุนพรหม จะดูละเอียดกว่า แน่นกว่า มีมวลสารมงคลน้อย มักจะมีคราบกรุ ซึ่งเกิดจากปฏิกริยาเคมี มีคราบดิน คราบเหล็กจับ และซุ้มของสมเด็จบางขุนพรหม จะเล็กกว่าซุ้มของสมเด็จวัดระฆังอีกด้วย