Tag: เสมา

เหรียญเสมา ๘ รอบ หลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ นั้งเต็มองค์ ปี ๒๕๑๘

หรียญเสมาแปดรอบ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2518 ฉลองอายุหลวงปู่ทิมครบแปดรอบ ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2518 พุทธคุณเด่นทางด้านเมตตามหานิยมใครเห็นใครรักใครเอ็นดู และแคล้วคลาดเป็นหลัก แบ่งเป็นเนื้อต่างๆดังนี้

เนื้อทองคำลงยา จำนวนการสร้าง ๕๖ เหรียญ
เนื้อเงินหน้าทองคำ จำนวนการสร้าง ๑๖๙ เหรียญ
เนื้อเงินลงยาสามสี จำนวนการสร้าง ๘๙๗ เหรียญ
เนื้อเงินลงยาสีเดียว จำนวนการสร้าง ๑๘๙๗ เหรียญ
เนื้อนวะหน้าเงินลงยา จำนวนการสร้าง ๒๒๙๗ เหรียญ
ทองแดงลงยา จำนวนการสร้าง ๕๐ เหรียญ
เนื้อนวโลหะ จำนวนการสร้าง ๔๐๐ เหรียญ
เนื้อทองแดง จำนวนการสร้าง ๒๒๒๙๗ เหรียญ

 

(ขอบคุณข้อมูลจากเวป pdamobiz.com)

เหรียญหลวงพ่อปู่ วัดโกรกกราก รุ่นแรก เสมา สมุทรสาคร

(ภาพจากเวป สำหรับที่เก็บไว้เหมือนในรูปครับ) เหรียญหลวงพ่อปู่วัดโกรกกราก รุ่นแรก เนื้อทองแดงกระหลั่ยทอง บล็อค ป ขาด (นิยม) ปี๒๕๐๒ สมุทรสาคร

เหรียญหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เนื้อเงิน ปี 2492

เหรียญหลวงปู่บุญ เนื้อเงิน ออกที่วัดไทยยาวาส ปี 2492 หลังยันต์ใหญ่ นิยม หายากมากครับ ดูหนังสือ SPIRIT เล่ม 43 หน้า 95 ปี 51

รูปและข้อมูลจากเวป

ผมได้มา 1 องค์พร้อมตลับเงิน

เหรียญเสมา พระพุทธชินราช อินโดจีน เนื้อทองแดง ปี๒๔๘๕

ชั่วโมงนี้จัดว่าหายากและมีราคาสูงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ด้วยกระแสของชินราชอินโดจีนแบบลอยองค์ ทำให้ราคาเหรียญขึ้นตามไปด้วย แถมบางครั้งไปขอซื้อ เจ้าของไม่ยอมขายอีกต่างหาก เพราะอนาคตไกลแน่ รอแต่เวลาเท่านั้น

เหรียญนี้สร้างพร้อมๆกันกับพระชินราชอินโดจีนแบบลอยองค์ ที่กำลังเป็นที่นิยม โดยเจ้าคุณศรี(สนธิ์) วัดสุทัศน์ ปลุกเสกโดยคณาจารย์มากมาย ในสมัยปีพ.ศ.2485 นับว่าเป็นเหรียญเก่าลึก พิธีดีอีกเหรียญหนึ่ง

เหรียญนี้มีขนาด 2.2 X 3.3 c.m. เป็นบล็อคสระอะจุดที่นิยมกันมาก สภาพพอใช้ ดูง่าย มีห่วงเดิมๆมาด้วย

เหรียญ เสมาพระพุทธชินราช หลวงปู่เพิ่ม เนื้อทองแดง วัดกลางบางแก้ว

เหรียญเสมา พระพุทธชินราช มีการสร้างทั้ง หลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่ม และหลวงปู่เจือ กว่าจะหาได้ก็เหนื่อยครับ เพราะลักษณะเหรียญคล้ายกันมาก สำหรับเหรียญนี้เป็น เหรียญของหลวงปู่เพิ่ม ปี๒๕๑๘ ครับ คอนเฟิร์ม

เหรียญพระพุทธชินราช ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นี้ ทางวัดกลางบางแก้วมิได้สร้างเอง แต่พระมหาบุญเลิศ ปริปุณโณ พระภิกษุภายในวัดกลางบางแก้วรูปหนึ่งซึ่งย้ายไปเป็น เจ้าอาวาสวัดบ่อตะกั่ว เป็นผู้สร้างขึ้นถวายให้หลวงปู่แจกฟรี จำนวนผู้เขียนจำไม่ได้แน่นอนว่าจะเป็น 1,000 เหรียญ หรือเท่าใดยังไม่แน่นัก ลักษณะเหรียญเป็นรูปเสมาคล้ายเหรียญชินราชของหลวงปู่บุญ แต่ฝีมือการแกะแตกต่างกันมาก ด้านหน้าเหรียญเป็นองค์พระพุทธชินราช มีอักษรขอมเขียนด้านบนอ่านได้ว่า “พุทโธ” ด้านหลังเหรียญเป็นยันต์สี่อ่านได้ว่า “นะ มะ พะ ทะ” ตรงมุมทั้งสี่ของยันต์ และตรงกลาง อ่านได้ว่า “อะ ระ หัง” และ “อัง อึ อะ” ขอบสุดท้ายด้านบนมีอักษรขอมอ่านได้ว่า “พ พ พ” หมายถึง “เพิ่ม พงษ์อัมพร” อันเป็นชื่อและนามสกุลเดิมของหลวงปู่ บรรทัดถัดมาอ่านว่า “พุทธะสังมิ” และสองบรรทัดใต้ยันต์อ่านได้ว่า “อิ สวา สุ” “ปุญญวสโน” เนื้อเหรียญเป็นเหรียญทองแดงไม่มีกะไหล่หรือรมดำ และเนื้อนวโลหะอีกจำนวนหนึ่งแต่ไม่มากนัก (ขณะนี้เหลือให้ทำบุญอยู่เล็กน้อย) ขณะแจกได้มีคาถาพิมพ์แจกคู่กับเหรียญ ด้วยคาถาดังกล่าวเป็นคาถาอาราธนา และพระ พุทธชินราชของหลวงปู่เพิ่มมีความว่า “กาเยน วาจาย เจตสา วา ชินราชพุทธะ รูปัง สิริธัมมะติปัฏกราเชน กะตัง นะมาหัง สัพพะ โสตถี ภวันตุเม”

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม เจ้าอาวาสวัดสะพานสูง ( องค์เก่า )พิมพ์เสมา

**เหรียญหลวงปู่เอี่ยม เจ้าอาวาสวัดสะพานสูง ( องค์เก่า )พิมพ์เสมา บล็อคกลากหลังหลุม สวย** หลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง ปากเกร็ด นนทบุรี เป็นพระเกจิดังของจังหวัดนนทบุรี ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2359 ที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี หลวงปู่เอี่ยมมาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้นขณะที่ท่านหลวงปูเอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการ หลวงปู่เอี่ยมหลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า หลวงปู่เอี่ยมได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็น ครั้งแรก เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์ และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระ อุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยมท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่า จันทร์หลวงปู่ เอี่ยมจึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่า ท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยมท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยมทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยมจึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยมได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยมท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยมมาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ

จากการเจริญกัมมัฎฐาน จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ “โสรฬ” ท่านหนึ่งและจากการเชี่ยวชาญวิชากัมมัฎฐานนี้เอง มีเรื่องเล่ากันว่าบริเวณหน้าวัดมีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมาก เป็นเกรงกลัวต่อชาวบ้านหลวงปู่เอี่ยมจึงได้มายืนเพ่งอยู่ ๒-๓ วันเท่านั้นต้นตะเคียนต้นนั้นก็เฉา และยืนต้นแห้งตายหลวงปู่เอี่ยมผู้มีอาคมขลังและวาจาสิทธิ์ มักน้อย สันโดษ นี้เองทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยมมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมาก

เหรียญเสมา ฉลุยกหน้า หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง กรุงเทพ

เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังถือเป็นเหรียญสุดยอดนิยมของพระเครื่องประเภทเหรียญ เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังจัดอยู่ในชุดเบญจภาคีเหรียญ และมีมูลค่าราคาสูงมาก เหรียญหลวงปู่เอี่ยมมีทั้งเหรียญยันต์สี่ เหรียญฉลุทองคำ เหรียญฉลุยกหน้า และเหรียญยันต์ห้า เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง จัดสร้างขึ้นเมื่อคณะศิษย์ของหลวงปู่ ได้ขออนุญาตจัดสร้างขึ้นไว้เป็นที่ ระลึก หลวงปู่ก็ได้อนุญาตให้สร้าง ลูกศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ โกศล สิริเวชกุล หรือที่ชาวบ้านมัก เรียกกันว่า “หมอกิม” ได้ติดต่อให้นายเนียม ซึ่งเป็นช่างทองรับไปจัดทำ ซึ่งในครั้งแรกก็คือเหรียญยันต์สี่ มีด้วยกันสองเนื้อคือเนื้อทองแดงและเนื้อเงิน ด้านหลังของเหรียญยังแบ่งเป็นสองแบบคือแบบสามจุดและหลังสี่จุด จำนวนเหรียญที่สร้างประมาณ 5,000 เหรียญ เป็นเหรียญแบบสี่จุดประมาณ 4,000 เหรียญและหลังแบบ 3 จุดประมาณ 1,000 เหรียญ นอกจากนี้ช่างยังได้ออกแบบพิเศษขึ้นมาอีก แต่มีจำนวนน้อยตามผู้สั่งทำคือ เหรียญฉลุยกหน้า เนื้อทองคำและเนื้อเงิน เหรียญฉลุเนื้อทองคำ เหรียญฉลุเนื้อทองคำลงยา เหรียญแบบพิเศษนี้ริเริ่มสั่งทำโดยหมอกิม ซึ่งหมอกิมได้มอบให้ช่างทองอีกคนหนึ่ง คือช่างเจ๋ง อยู่ที่ภาษีเจริญ เป็นผู้จัดทำ เหรียญแบบพิเศษทั้ง 3 แบบนี้ได้แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ดังนี้ เหรียญแบบฉลุยกหน้า ใช้แบบจากรูปถ่ายที่หลวงปู่มีผ้ารัดประคด และเหรียญฉลุทองคำทั้งแบบลงยาและไม่ลงยา ที่แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ ซึ่งต่อมาก็นำมาใช้เป็นแม่พิมพ์เหรียญยันต์ห้านั่นเอง ส่วนด้านหลังของเหรียญแบบฉลุทองคำทั้งสองแบบ ใช้แม่พิมพ์ของเหรียญยันต์สี่มา เป็นแม่พิมพ์ เหรียญหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่นี้ ได้แจกจ่ายให้แก่ผู้บริจาคเงินสมทบทุน การปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ ของวัดหนัง ส่วนเหรียญแบบพิเศษนั้น สร้างหลังจากที่สร้างเหรียญยันต์สี่แบบธรรมดา ไม่นานนักคือหมอกิมได้นำทองคำไปให้ช่างทองคำให้เมื่อทำเสร็จ มีคนอื่นเห็นเข้าต่างก็ชอบใจจึงได้ไหว้วานให้ หมอกิมจ้างช่างให้ทำให้บ้าง แต่ก็สร้างน้อยมากตามผู้สั่งทำ ส่วนมากก็เป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่แทบทั้งสิ้น เหรียญของหลวงปู่เอี่ยมหลังยันต์สี่ทั้งแบบเนื้อทองแดง เนื้อเงินและแบบพิเศษ ทุกเหรียญ การตัดขอบของเหรียญหลังจากปั๊มเหรียญเสร็จแล้ว จะตัดขอบด้วยการใช้เลื่อยฉลุตัดขอบทุกเหรียญ ที่เรามักจะเรียกกันว่า “เหรียญข้างเลื่อย” ส่วนเหรียญยันต์ห้านั้นสร้างต่อมาในภายหลังจากเหรียญยันต์สี่ โดยพระครูคำและพระปลัดแจ้ง ได้ไปขออนุญาตหลวงปู่ขอจัดสร้างเหรียญไว้อีกรุ่นหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ หลวงปู่ก็ไม่ได้ขัด พระปลัดแจ้งจึงได้ไปให้ช่างเนียมได้จัดทำให้ โดยใช้แม่พิมพ์เหรียญฉลุทองคำเป็นแม่พิมพ์ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่เป็นแบบยันต์ห้า สร้างจำนวนประมาณ 1,000 เหรียญ เป็นเนื้อสัมฤทธิ์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้นำไปให้หลวงปู่เสก หลังจากนั้นอีกประมาณสามเดือนหลวงปู่ก็มรณภาพลง ๏….พระภาวนาโกศลเถระ(สุวณฺณสโรเถระ…(เอี่ยม)… )…๚ะ๛ เดิมชื่อเอี่ยม เป็นชาวบางขุนเทียนโดยกำเนิด บ้านอยู่ริมคลองบางหว้า หลังวัดหนัง กำเนิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๙ ปีมะโรง จัตวาศก ตรงกับวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๕ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และมีนามสกุลว่า “ทองอู๋” ชาวบ้านบางขุนเทียนเรียกกันว่า “หลวงพ่อปู่เฒ่า” ส่วนบุคคลทั่วๆ ไป และนักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย เรียกว่า “หลวงพ่อวัดหนัง” โยมบิดามารดามีชื่อว่า นายทอง และนางอู่ ซึ่งเป็นต้นตระกูล “ทองอู๋” ในขณะนี้ โยมทั้งสองท่าน ประกอบอาชีพเป็นชาวสวนและมีฐานะมั่นคง เมื่อได้มีการตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ บุคคลชั้นหลังของตระกูลนี้ขอใช้นามสกุลว่า “ทองอู่” อันเป็นนามรวมของโยมทั้ง ๒ แต่ต่อมาไม่นานนัก ก็ได้มีเจ้านายพระองค์หนึ่ง ทักท้วงว่าไปพ้องกับพระนามของเจ้าต่างกรมพระองค์เข้า จึงต้องเปลี่ยนมาเป็น “ทองอู๋” สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ เครือญาติพี่น้องร่วมท้องเดียวกับพระภาวนาโกศลเถระ มีอยู่ด้วยกัน ๓ คนคือ โยมพี่สาวชื่อ นางเปี่ยม ทองอู๋ เป็นผู้รักษาศีลอุโบสถและไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว ดังนั้นเมื่อสิ้นโยมบิดามารดาแล้ว จึงมาฝากไว้ในความอุปการะของนายทรัพย์ ทองอู๋ บิดาของนายพูน ทองพูนกิจ ผู้เป็นบุตรผู้พี่ของพระภาวนาโกศลเถระ คือนายเอม ทองอู๋ “””””””””””””””””””” การศึกษา การศึกษาอักขร สมัยเมื่อพระภาวนาโกศลเถระ ยังเด็กอายุ ๙ ปี โยมทั้ง ๒ ของท่านได้นำมาฝาก เรียนหนังสือ ในสำนักพระครูธรรมถิดาญาณ หรือหลวงปู่รอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหนัง ราชวรวิหาร ในปี พ.ศ. ๒๓๘๗ ในสมัยต่อมา ได้เป็นพระอาจารย์ วิทยาคม ของพระภาวนาโกศลเถระ (เอี่ยม) การศึกษาพระบาลีปริยัติธรรม เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี ท่านได้ศึกษาพระบาลีปริยัติธรรม ในสำนักพระมหายิ้ม วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อจากนั้น ได้ไปอยู่ในสำนัก พระปิฎกโกศล (ฉิม) วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) บรรพชา ต่อมาท่านได้กลับมาบรรพชาเป็นสามเณร และศึกษาพระปริยัติธรรมต่อที่วัดหนัง ราชวรวิหาร สำนักเดิม ของท่าน อีกวาระหนึ่ง การศึกษาในระยะนี้ ดำเนินมาหลายปี ติดต่อกันจนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๓๙๔ เมื่อท่าน อายุได้ ๑๙ ปี จึงได้เข้าสอบ แปลพระปริยัติธรรมสนามหลวง ซึ่งสมัยนั้น ต้องเข้าสอบแปลปากเปล่า ต่อหน้าพระพักตร์ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่น่าเสียดายที่ท่านสอบพลาดไป เลยลาสิกขาบท กลับไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพอยู่ระยะหนึ่ง อุปสมบท อาจจะเป็นด้วยบุญกุศลที่จะต้องเป็นสมณะเพศเพื่อพระศาสนา เพื่อการฟื้นฟูปฏิสังขรณ์สังฆาวาส เสนาสนะ แห่งวัดนี้ ให้ฟื้นฟูคืนจากสภาพอันเสื่อมโทรมขึ้นสู่ยุคอันรุ่งเรืองสูงสุด ในกาลสมัยต่อมา หรือเพื่อความเป็น พระเกจิอาจารย์ ชั้นเยี่ยมแห่งองค์พระกษัตราธิราชเจ้า และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ของบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ท่านจึง หันกลับเข้ามาสู่ร่มเงาแห่งกาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้จากไปเพียง ๓ ปีเท่านั้น ในปี พ.ศ. ๒๓๙๗ เมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ท่านได้เข้ามาอุปสมบท ตามขนบจารีตอันดั้งเดิมของชาวไทย เพื่อสืบต่อพระบวรพุทธศาสนา และเพื่อแสดง กตเวทิตธรรม แด่โยมผู้บุพการีทั้งสอง ซึ่งได้ทำการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดราชโอรสาราม (วัดจอมทอง) อ.บางขุนเทียน จ.ธนบุรี (เขตจอมทอง กรุงเทพฯในปัจจุบัน) พระอุปัชฌาย์ได้ขนานนามว่า “สุวณฺณสโร” พระสุธรรมเทพเถระ (เกิด) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมเจดีย์ (จีน) กับพระภาวนาโกศลเถระ (รอด) เป็นคู่กรรมวาจาจารย์

เหรียญหล่อหน้าเสือรุ่นแรก หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา ปี๒๔๙๒

 

(รูปใหญ่เหรียญของผม ตอกโค๊ต น ในวงกลม)

เหรียญหน้าเสือหลวงพ่อน้อยวัดธรรมศาลา ลักษณะเป็นเหรียญหล่อโบราณใบเสมาเนื้อทองผสมด้านหน้าเป็น รูปหลวงพ่อน้อยครึ่งองค์ ห่มจีวรแบบห่มคลุม ส่วน ด้านหลังเป็นยันต์ นะทรงแผ่นดิน สร้างเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2492สาเหตุของการเรียก เหรียญหน้าเสือก็มาจาก เมื่อตอนที่ลูกศิษย์ลูกหาเมื่อสร้างเหรียญนี้เสร็จ แล้วก็ได้เอาไปให้หลวงพ่อดูเพื่อที่จะปลุกเสก เมื่อท่านได้เห็นเหรียญรุ่นนี้ แล้วท่านเห็นว่าลักษณะออกมา

ดูหน้าตาขึงขังและหน้ากลัว ท่านก็ได้พูดกระเซ้าเย้าแหย่และพูดเล่นๆว่าอะไรวะ…!หน้าดุอย่างกับเสือ แล้วใครจะเอาไปบูชาวะ แล้วท่านก็ได้ปลุกเสกให้เป็นอย่างดี นั่นจึงเป็นทีมาของการเรียกเหรียญรุ่นนี้จนถึงปัจจุบันส่วนประสบการณ์ของ เหรียญรุ่นนี้ ที่ได้ยินไดฟังมาโดดเด่นที่สุดในด้านของคงกระพันชาตรีเป็นเลิศในด้านของมหา อุตไมแพ้วัตถุมงคลชนิดอื่นๆสภาพเหรียญสวยๆราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่หลักแสนมา นานหลายปีแล้วครับท่าน