Tag: เหรียญ

เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อดี สุวัณโณ วัดสุวรรณ 2506 นครปฐม

เปิดประวัติ”หลวงพ่อดี” เหรียญยอดนิยม-ดีสมชื่อ(จบ)
มุมพระเก่า
อภิญญา

(จากเวป ข่าวสด)

‘หลวงพ่อดี สุวัณโณ’ อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระเกจิดังแห่งเมืองนครปฐม ที่ชาวบ้านในพื้นที่พุทธมณฑล-ศาลายา ต่างเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเป็นอย่างมาก

พื้นเพท่านเป็นชาวตำบลมหาสวัสดิ์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ.2446 ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

กระทั่งอายุ 18 ปี สนใจที่จะเข้าศึกษาเล่าเรียน แต่สมัยนั้นโรงเรียนหายากจึงเข้าบรรพชา ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่มีการศึกษาเจริญรุ่งเรือง เพราะพระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ ขันธโชติ) ท่านส่งเสริมสนับสนุนทางการศึกษา

เมื่อบรรพชาแล้ว จึงอยู่ศึกษาที่วัดกลางบางแก้ว โดยเรียนสนธิมูลกัจจายน์กับพระอาจารย์เนียม ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ในวัดกลางบางแก้ว ภายใต้การควบคุมดูแลจากหลวงปู่บุญอย่างใกล้ชิด และศึกษาอักขระขอมกับพระอาจารย์แสง อาจารย์ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ผู้เชี่ยวชาญทางอักขระวิธีจนมีความรู้เป็นอย่างดี

ถึงปี พ.ศ.2466 อายุล่วงเข้า 20 ปี อุปสมบทที่วัดงิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีพระครูปัจฉิมทิศบริหาร (เกิด) วัดงิ้วราย (อาจารย์วิปัสสนาชื่อดัง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการพุฒ วัดกกตาล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระปลัดบุญ วัดแค เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวัณโณ

หลังอุปสมบทแล้ว ได้อยู่เฝ้าปรนนิบัติอุปัชฌาย์ ก่อนย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุวรรณ ซึ่งในขณะนั้นมีหลวงพ่อเนียม เป็นเจ้าอาวาส

เหตุที่ท่านมาจำพรรษาที่วัดสุวรรณ ด้วยหลวงพ่อเนียม เจ้าอาวาสเป็นพระอาจารย์ของท่าน เมื่อครั้งเป็นสามเณร ภายหลังหลวงปู่บุญได้ส่งมาปกครองวัดสุวรรณ ระหว่างนั้นท่านได้ออกธุดงค์ ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาความวิเวก เจริญวิปัสสนา บางปีท่านก็จะไปจำพรรษาอยู่ที่อื่นๆ เช่น ที่วัดขนอนคด ราชบุรี วัดกกตาล และที่สระบุรีบ้าง

ต่อมาเมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพ ชาวบ้านซึ่งได้เห็นท่านมีจริยวัตรน่าเลื่อมใส จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ท่านเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา

ท่านได้รวบรวมกำลังศรัทธาของสาธุชนทั้งพระหลาย สร้างสาธารณกุศลต่างๆ บูรณปฏิสัง ขรณ์พระอุโบสถซึ่งชำรุดทรุดโทรม จนมีความสวยงาม เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น สร้างกุฏิสงฆ์ใหม่หลายหลัง สร้างศาลาการเปรียญให้กว้างขวาง เพียงพอแก่การใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรียนให้แก่กุลบุตร-กุลธิดาได้เข้าศึกษาหาความรู้

นอกจากนี้ ยังสร้างถาวรวัตถุอีกมากมาย จนวัดสุวรรณกลายเป็นวัดที่งามสง่า เป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาวบ้านย่านนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดี คือ ความดี ซึ่งชนะความชั่วทุกอย่างได้อย่างอัศจรรย์ ครั้งหนึ่งเด็กวัดเดินชนท่าน ท่านยิ้มและแผ่เมตตาให้ จนเป็นที่เกรงใจของเด็ก หรือในบางครั้งมีพระลูกวัดชกต่อยกัน ท่านก็เรียกมาไต่ถามด้วยความเมตตา จนพระไม่กล้ากระทำความผิดอีกต่อไป

ด้วยคุณธรรมความดีของท่านนี่เอง เมื่อท่านสร้างมงคลวัตถุสิ่งใดออกมาแจกจ่าย จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก อาทิ ธงมหามงคล ที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม ทำมาค้าขายได้ดี เงินทองเข้าร้านร่ำรวย

นอกจากธงมหามงคล หลวงพ่อดีท่านยังสร้างเหรียญขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2506 รุ่นแรก ลักษณะแบบใบเสมา มีรูปท่านครึ่งองค์ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวน 5,000 เหรียญ โดดเด่นด้านเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี

เคยมีคำร่ำลือว่า พวกชาวเรือหางยาวที่แล่นผ่านหน้าวัดท่าน เกิดมีเรื่องถึงยิงกันบนเรือ ต่างคนต่างไม่เป็นไร เพราะต่างคนต่างมีเหรียญหลวงพ่อดี เมื่อสอบถามกันได้ความมีเหรียญหลวงพ่อดี ทั้งสองฝ่ายจึงเลิกวิวาทกัน

จนกล่าวขวัญว่า “ใครมีเหรียญหลวงพ่อดี ต้องดีกันอยู่เสมอ”

ต่อมาเหรียญรุ่นหนึ่งหายาก ท่านจึงสร้าง รุ่น 2 เป็นชนิดกลม เนื้ออัลปาก้า จำนวน 3,000 เหรียญ ปรากฏว่าหมดในวันออกเหรียญรุ่น 2 นี้หายากอีก ท่านจึงสร้าง รุ่น 3 เป็นแบบรูปไข่ เนื้อทองแดง ครั้งนี้ท่านเปลี่ยนเป็นสร้างรูปเต็มองค์

หลวงพ่อดี มรณภาพด้วยวัยชรา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2536 สิริอายุ 89 ปี พรรษา 68

ก่อนมรณภาพ หลวงพ่อดีสั่งให้เก็บสังขารท่านไว้ แต่เจ้าอาวาสรูปถัดมาได้จัดงานพระราชทานเพลิง จนเกิดปาฏิหาริย์สังขาร ไม่ไหม้ไฟ

ระหว่างที่ “หลวงพ่อดี สุวัณโณ” อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านนี้ ท่านก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้รวบรวมกำลังศรัทธาของสาธุชนทั้งหลาย สร้างสาธารณกุศลต่างๆ บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถซึ่งชำรุดทรุดโทรมจนมีความ สวยงาม เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น สร้างกุฏิสงฆ์ใหม่หลายหลัง สร้างศาลาการเปรียญให้กว้างขวาง เพียงพอแก่การใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรียนให้แก่กุลบุตร-กุลธิดาได้เข้าศึกษาหาความรู้

นอกจากนั้นยังสร้างถาวรวัตถุอีกมากมาย จนวัดสุวรรณกลายเป็นวัดที่งามสง่า เป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาวบ้านย่านนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดีนั้นแปลกกว่าพระคณาจารย์อื่นๆ ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านคือ “ความดี” ซึ่งชนะความชั่วทุกอย่างได้อย่างอัศจรรย์ ยากจะหาเถระใดปฏิบัติได้เช่นท่าน ท่านดีจริงๆ ดีจนไม่น่าเชื่อ แม้เด็กวัดจะเดินชนท่าน ท่านก็ยิ้มเฉย แผ่เมตตาให้ จนเป็นที่เกรงใจของเด็ก คือ ชนะความชั่วด้วยความดี พระลูกวัดชกต่อยกัน ท่านก็เรียกมาไต่ถามด้วยความเมตตา จนพระไม่กล้ากระทำความผิดอีกต่อไป ด้วยคุณธรรมความดีของท่านนี่เอง

เมื่อท่านสร้างมงคลวัตถุสิ่งใดออกมาแจกจ่าย จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

โดยเฉพาะ “ธงมหามงคล” ครั้งหนึ่ง ท่านปัดกวาดห้องพระภายในกุฏิเจ้าอาวาสเก่า ท่านได้พบธงลงยันต์ผืนหนึ่งมีความสวยงามมาก เป็นแบบฉบับที่ดี ที่ท่านพึงพอใจ (ภายหลังทราบว่าเป็นธงของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม) ท่านจึงนำมาศึกษาจนมีความเข้าใจเป็นอย่างดี แล้วทำแจกจ่ายแก่บรรดาศิษย์ให้ทดลองนำไปใช้ ปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดีในทางมหาลาภ ร้านค้าใดมีธงของท่านปักไว้ ก็ทำมาค้าขายได้ดี เงินทองเข้าร้านร่ำรวยไปตามๆ กัน จนท่านลงไม่ทัน เพราะธงนั้นต้องลงอักขระด้วยมือ

บางรายนำไปใช้คุ้มครองบ้านเรือนก็ได้ผล ขโมยเข้าบ้านไม่ถูก เดินไปทางไหนเห็นกอไผ่บังหน้าเต็มไปหมด มีอยู่หลายรายนำไปใช้ป้องกันฝนตก ก็ได้ผล เพราะถึงฤดูก่อนเข้าพรรษา มีชาวบ้านต้องทำพิธีบวชลูกหลานกันมาก ตามบ้านนอกพื้นดินบริเวณบ้านเป็นลานดิน หากฝนตกลงมาการจัดงานก็ลำบาก จึงได้ใช้ธงหลวงพ่อดีเอาขึ้นปักไว้บนหลังคาบ้าน จุดธูปบอกกล่าว ปรากฏว่าฝนไม่ตกลงมาบริเวณงาน แต่รอบๆ ทั่วไปตกลงมาเป็นเทน้ำ เรื่องนี้ร่ำลือกันมาก

นอกจากธงมหามงคลแล้ว หลวงพ่อดีท่านยังสร้างเหรียญขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2506 รุ่นแรก ลักษณะแบบใบเสมา มีรูปท่านครึ่งองค์ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวน 5,000 เหรียญ แจกจ่ายไปจนหมด ปรากฏว่าทางเมตตามหานิยมเป็นเอก ส่วนทางคงกระพันชาตรีก็แน่เหมือนกัน พวกชาวเรือหางยาวที่แล่นผ่านหน้าวัดท่านเอาไปใช้ เกิดมีเรื่องยิงกันบนเรือ ต่างคนต่างไม่เป็นไร เพราะต่างคนต่างมีเหรียญหลวงพ่อดี ทำไปทำมาเมื่อสอบถามกันได้ความ มีเหรียญเหมือนกันคือ เหรียญหลวงพ่อดี จึงเลิกวิวาทกัน หันมาดีกันสมชื่อของท่าน

จนกล่าวขวัญว่า “ใครมีเหรียญหลวงพ่อดี ต้องดีกันอยู่เสมอ”

ต่อมาเหรียญรุ่นหนึ่งหายาก ท่านจึงสร้าง รุ่น 2 เป็นชนิดกลม เนื้ออัลปาก้า ขึ้นมาอีก 3,000 เหรียญ ปรากฏว่าหมดในวันออกเหรียญรุ่น 2 นี้หายากอีก ท่านจึงสร้างรุ่น 3 เป็นแบบรูปไข่ เนื้อทองแดง ครั้งนี้ท่านเปลี่ยนเป็นสร้างรูปเต็มองค์ เพราะสร้างครึ่งองค์แล้วมีคนท้วงว่าขัดกับลักษณะของหลวงพ่อ ซึ่งเป็นพระใจดี แต่ให้รูปทั้งทีให้แค่ครึ่งเดียว ไหนๆ จะให้กันทั้งทีต้องให้ทั้งองค์

จนกระทั่งอายุได้ 89 ปี พรรษาที่ 68 จึงถึงแก่มรณภาพด้วยวัยชรา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2536 ก่อนมรณภาพท่านสั่งให้เก็บสังขารท่านไว้ แต่เจ้าอาวาสรูปถัดมาจัดงานพระราชทานเพลิง เกิดปาฏิหาริย์ร่างท่านไม่ไหม้ไฟ

‘หลวง พ่อดี สุวัณโณ’ อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระเกจิดังแห่งเมืองนครปฐม ที่ชาวบ้านในพื้นที่พุทธมณฑล-ศาลายา ต่างเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเป็นอย่างมาก

พื้นเพท่านเป็นชาวตำบลมหา สวัสดิ์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ.2446 ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

กระทั่งอายุ 18 ปี สนใจที่จะเข้าศึกษาเล่าเรียน แต่สมัยนั้นโรงเรียนหายากจึงเข้าบรรพชา ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่มีการศึกษาเจริญรุ่งเรือง เพราะพระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ ขันธโชติ) ท่านส่งเสริมสนับสนุนทางการศึกษา

เมื่อบรรพชาแล้ว จึงอยู่ศึกษาที่วัดกลางบางแก้ว โดยเรียนสนธิมูลกัจจายน์กับพระอาจารย์เนียม ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ในวัดกลางบางแก้ว ภายใต้การควบคุมดูแลจากหลวงปู่บุญอย่างใกล้ชิด และศึกษาอักขระขอมกับพระอาจารย์แสง อาจารย์ในสำนักวัดกลางบางแก้ว ผู้เชี่ยวชาญทางอักขระวิธีจนมีความรู้เป็นอย่างดี

ถึงปี พ.ศ.2466 อายุล่วงเข้า 20 ปี อุปสมบทที่วัดงิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีพระครูปัจฉิมทิศบริหาร (เกิด) วัดงิ้วราย (อาจารย์วิปัสสนาชื่อดัง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการพุฒ วัดกกตาล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระปลัดบุญ วัดแค เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวัณโณ

หลังอุปสมบทแล้ว ได้อยู่เฝ้าปรนนิบัติอุปัชฌาย์ ก่อนย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุวรรณ ซึ่งในขณะนั้นมีหลวงพ่อเนียม เป็นเจ้าอาวาส

เหตุ ที่ท่านมาจำพรรษาที่วัดสุวรรณ ด้วยหลวงพ่อเนียม เจ้าอาวาสเป็นพระอาจารย์ของท่าน เมื่อครั้งเป็นสามเณร ภายหลังหลวงปู่บุญได้ส่งมาปกครองวัดสุวรรณ ระหว่างนั้นท่านได้ออกธุดงค์ ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาความวิเวก เจริญวิปัสสนา บางปีท่านก็จะไปจำพรรษาอยู่ที่อื่นๆ เช่น ที่วัดขนอนคด ราชบุรี วัดกกตาล และที่สระบุรีบ้าง

ต่อมาเมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพ ชาวบ้านซึ่งได้เห็นท่านมีจริยวัตรน่าเลื่อมใส จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ท่านเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา

ท่าน ได้รวบรวมกำลังศรัทธาของสาธุชนทั้งพระหลาย สร้างสาธารณกุศลต่างๆ บูรณปฏิสัง ขรณ์พระอุโบสถซึ่งชำรุดทรุดโทรม จนมีความสวยงาม เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น สร้างกุฏิสงฆ์ใหม่หลายหลัง สร้างศาลาการเปรียญให้กว้างขวาง เพียงพอแก่การใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรียนให้แก่กุลบุตร-กุลธิดาได้เข้าศึกษาหาความรู้

นอกจากนี้ ยังสร้างถาวรวัตถุอีกมากมาย จนวัดสุวรรณกลายเป็นวัดที่งามสง่า เป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาวบ้านย่านนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ความ ศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดี คือ ความดี ซึ่งชนะความชั่วทุกอย่างได้อย่างอัศจรรย์ ครั้งหนึ่งเด็กวัดเดินชนท่าน ท่านยิ้มและแผ่เมตตาให้ จนเป็นที่เกรงใจของเด็ก หรือในบางครั้งมีพระลูกวัดชกต่อยกัน ท่านก็เรียกมาไต่ถามด้วยความเมตตา จนพระไม่กล้ากระทำความผิดอีกต่อไป

ด้วยคุณธรรมความดีของท่านนี่เอง เมื่อท่านสร้างมงคลวัตถุสิ่งใดออกมาแจกจ่าย จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก อาทิ ธงมหามงคล ที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม ทำมาค้าขายได้ดี เงินทองเข้าร้านร่ำรวย

นอกจากธงมหามงคล หลวงพ่อดีท่านยังสร้างเหรียญขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2506 รุ่นแรก ลักษณะแบบใบเสมา มีรูปท่านครึ่งองค์ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวน 5,000 เหรียญ โดดเด่นด้านเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี

เคยมีคำร่ำลือว่า พวกชาวเรือหางยาวที่แล่นผ่านหน้าวัดท่าน เกิดมีเรื่องถึงยิงกันบนเรือ ต่างคนต่างไม่เป็นไร เพราะต่างคนต่างมีเหรียญหลวงพ่อดี เมื่อสอบถามกันได้ความมีเหรียญหลวงพ่อดี ทั้งสองฝ่ายจึงเลิกวิวาทกัน

จนกล่าวขวัญว่า “ใครมีเหรียญหลวงพ่อดี ต้องดีกันอยู่เสมอ”

ต่อ มาเหรียญรุ่นหนึ่งหายาก ท่านจึงสร้าง รุ่น 2 เป็นชนิดกลม เนื้ออัลปาก้า จำนวน 3,000 เหรียญ ปรากฏว่าหมดในวันออกเหรียญรุ่น 2 นี้หายากอีก ท่านจึงสร้าง รุ่น 3 เป็นแบบรูปไข่ เนื้อทองแดง ครั้งนี้ท่านเปลี่ยนเป็นสร้างรูปเต็มองค์

หลวงพ่อดี มรณภาพด้วยวัยชรา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2536 สิริอายุ 89 ปี พรรษา 68

ก่อนมรณภาพ หลวงพ่อดีสั่งให้เก็บสังขารท่านไว้ แต่เจ้าอาวาสรูปถัดมาได้จัดงานพระราชทานเพลิง จนเกิดปาฏิหาริย์สังขาร ไม่ไหม้ไฟ

Advertisements

‘พระหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน’ ‘เหรียญจอบใหญ่’ พิมพ์ มี ป.ปลา – ศึกษาให้ดีมีกำไร

จากหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ออนไลน์ วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๔

3376

จัดเป็นอีกพิมพ์ในตระกูล “พระหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน” ที่สร้างด้วยเนื้อ “ทองผสม” และนักสะสมให้ความนิยมสูงไม่แพ้ประเภท “รูปหล่อ” คุณค่าราคาจึงไม่แตกต่างกันคือปัจจุบันต้องใช้เงิน “หลายล้าน” จึงมีสิทธิ์ได้ครอบครองสำหรับ “พิมพ์จอบใหญ่” เพราะเป็นเหรียญที่สร้างด้วยวิธี “หล่อโบราณ” และสร้างขึ้นในยุคต้นประกอบกับเป็นพิมพ์ที่ พบเห็นยาก นักสะสมทุกระดับจึงระบุว่าสร้างไว้น้อยกว่าพิมพ์อื่น ๆ อีกทั้งขนาดขององค์พระ ไม่ใหญ่จนเกินงาม และ ไม่เล็กจนเกินไป เรียกว่ามีขนาดที่พอเหมาะกับการอาราธนาขึ้นแขวนคอนั่นเอง

ส่วนที่เรียกว่า “พิมพ์จอบใหญ่” ก็เนื่องจากรูปทรงองค์พระมีลักษณะที่คล้าย “จอบ” ที่ใช้สำหรับขุดดินโดยมีรูป “หลวงพ่อเงิน” ในท่านั่งสมาธิอยู่ภายในกรอบที่ล้อมรอบด้วย “เม็ดไข่ปลา” ส่วน “ห่วง” (หูเหรียญ) ก็เป็นห่วงเชื่อมที่หล่อติดมากับพิมพ์เพื่อใช้ห้อยคอในยุคนั้น ด้านหลังเรียบไม่มีอักขระหรือการจารอักขระแต่อย่างใด และมีการแบ่งแยกออกเป็น “สองพิมพ์” (บล็อก) คือ “พิมพ์มี ป.ปลา” หรือ “พิมพ์เส้นสังฆาฏิแตก” หรือนักสะสมบางคนเรียกว่า “พิมพ์จีวรชิด” ส่วนอีกพิมพ์คือ “พิมพ์ไม่มี ป.ปลา” หรือ “พิมพ์เส้นสังฆาฏิไม่แตก” หรือนักสะสมบางท่านเรียกว่า “พิมพ์จีวรห่าง” ซึ่งวันนี้ขอนำ “พิมพ์มี ป.ปลา” มาชี้จุดสังเกตที่ควรจดจำก่อนดังนี้

  1. “หูเหรียญ” ที่หล่อติดมากับพิมพ์ในองค์ที่หล่อติดดีจะมี “เม็ดไข่ปลา” ปรากฏเฉพาะด้านหน้าเท่านั้นและขอบเหรียญจะมี “เม็ดไข่ปลา” ล้อมรอบตลอดแนว
  2. “ศีรษะ” กลมมน “หน้าผาก” โหนกนูน “ใบหน้า” ยาวรีปรากฏ หู ตา จมูก ปาก ชัดเจน
  3. “ผ้าสังฆาฏิ” ปรากฏ “เส้นพิมพ์แตก” ทั้งด้านบนและด้านข้าง (ใกล้รักแร้) โดยเส้นพิมพ์แตกนี้มีลักษณะคล้ายตัวอักษร “ป.ปลา” จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อพิมพ์ว่า “มี ป.ปลา” หรือ “เส้นสังฆาฏิแตก”
  4. “แขนขวา” ที่วางในลักษณะแบบ “แขนหักศอก” ปรากฏร่องตรง “ข้อศอก” อย่างชัดเจนและ “มือ” ทั้งสองข้างที่ประสานกันจะมีร่องขั้นตรงกลาง เป็นการแบ่งแยกมือซ้ายกับมือขวาอย่างชัดเจน
  5. “ชายจีวร” ในพิมพ์ “มี ป.ปลา” เส้นล่างสุดจะชิดติดกันจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อพิมพ์ว่า “ชายจีวรชิด”
  6. “เส้นขอบ” ที่กั้นเม็ดไข่ปลาด้านล่างขวาองค์พระ “ปลายเส้น” จะแตกหายเข้าไปใต้เท้าซ้าย
  7. “ด้านหลัง” เรียบไม่มีอักขระหรือการจารอักขระแต่อย่างใด.

‘พุทธธัสสะ’

เหรียญ ๒๕ พุทธศตวรรษเหรียญที่ระลึกแห่งการสร้างพุทธมณฑล จ.นครปฐม

โดย ไตรเทพ ไกรงู/หนังสือพิมพ์ออนไล วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔

aijdabijkh95b9bgi5bd8

การจัดสร้างพระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ ถือว่าสุดยอดแห่งประวัติศาสตร์ของวงการพระเครื่อง พิธีจัดสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีตั้งแต่กรุงรัตน์โกสินทร์เป็น ราชธานีมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีพิธีใดจะยิ่งใหญ่เท่า

วัตถุประสงค์การจัดพระ ๒๕ พุทธศตวรรษ เพื่อหารายได้สร้างพุทธมณฑลที่ ศาลายา จ.นครปฐม เพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนาในเมืองไทย สมัยนั้นใครที่ไปติดต่อราชการที่อำเภอหรือจังหวัด จะต้องทำบุญเช่าพระ พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ สมัยก่อน ๑ องค์ ๕ บาท ทำให้คนไทยเกือบทุกบ้านมีพระรุ่นนี้กันอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างพุทธมณฑล เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๔๙๘ และเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปจำลอง "พระพุทธปฏิมาประธานพุทธมณฑล" รวมทั้งทรงกดพระพิมพ์ พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ เนื้อดินผสมเกสร จำนวน ๓๐ องค์ ณ มณฑลพิธีวัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐

มีพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัยจำนวนมาก เรียกว่ารูปใดดังมีชื่อเสียงในสมัยก็นิมนต์มากปลุกเสกทุกวัด เช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม จ.นครปฐม หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร  กทม.

พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ เนื้อทองคำ มีการจัดสร้างเพียง ๒,๕๐๐ องค์ เพื่อให้สอดคล้องกับปีการจัดสร้าง คือ พ.ศ.๒๕๐๐ ใช้ทองคำหนักประมาณ ๖ สลึง โดยใช้วิธีสั่งจองล่วงหน้าในราคา ๒,๕๐๐ บาท

นอกจากนี้แล้วมีการจัดสร้างพระเพื่อเป็นการสมนาคุณกับผู้ร่วมทำบุญอีกด้วย คือ พระเนื้อทองคำหนัก ๑ บาท อีก ๑๕ องค์ มอบเป็นที่ระลึกให้ผู้ร่วมทำบุญสมทบทุนสร้างพุทธมณฑล ๑๐,๐๐๐ บาท ในครั้งนั้นมีผู้สมบททุนสร้าง ๑๕ ราย

ส่วนเนื้อนากนั้นมีการจัดสร้าง ๓๐ องค์ หนัก ๑ บาท เพื่อมอบให้เป็นที่ระลึกสำหรับผู้ทำบุญ ๕,๐๐๐ บาท มีผู้ทำบุญ ๓๐ ราย ในขณะที่ผู้ทำบุญ ๑,๐๐๐ บาท จะได้รับมอบพระเนื้อเงิน ๑ องค์ ปรากฏว่ามีผู้ร่วมทำบุญ ๓๐๐ ราย

เนื่องจากจำนวนสร้างมีมากเป็นล้านองค์ ทำให้ยังคงมีเหลืออยู่ที่พุทธมณฑล ในขณะเดียวกันในตลาดพระก็ยังมีการเช่าบูชากันในราคาที่ไม่แพงนัก ยกเว้นพระเนื้อพิเศษ เช่น เนื้อทองคำ เนื้อเงิน หรือหรือดินเผาสีแปลกๆ องค์สวยคมชัดมาก ก็อาจจะมีราคาแพงกว่าองค์ธรรมดา

เหรียญบาตรน้ำมนต์ใหญ่ หลวงพ่ออุ้น รุ่นน้ำพุทธมนต์มงคลจักรวาล ปี๒๕๔๗

sdc11095sdc11093

เหรียญน้ำพุทธมนต์มงคลจักรวาล เป็นเหรีญบาตรน้ำมนต์ รุ่นแรก ของหลวงพ่อ สร้างปี ๒๕๔๗ เหรียญกลมมีขนาดใหญ ๔ ซม. ด้านหน้าเหรียญตอกอักษร “อ” ที่สังฆาฎิ ด้านหลังเป็นยันต์ครู ตอกหมายเลขไทย ตอกโค๊ด และมีตัวอักษร “ง” สำหรับเหรียญเนื้อเงิน ตอก ดอกจันทร์ สำหรับเหรียญทองแดง

ภาพจากเวปครับ สำหรับเหรียญเงิน ที่ผมเก็บเป็นหมายเลข ๗๕ มีจารมือด้านหน้าเหรียญด้วยครับ

เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่นสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี โดยสภากาชาดไทย ปี๒๕๔๖

19980-319980-4

สภากาชาดไทยจัดสร้างพระและเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น "สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี " เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทยทรงเจริญพระชนมายุ 48 พรรษา ในปี พ.ศ. 2546 สภากาชาดไทยได้จัดสร้างพระและ เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่น “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ซึ่งได้ประกอบพิธีเททองหล่อหลวงพ่อทวด ณ บริเวณหน้าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 และสภากาชาดไทยได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จฯ ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี ซึ่งการจัดสร้างพระและเหรียญหลวงพ่อทวดนี้ ได้จัดสร้างขึ้น จำนวน 15 รายการด้วยกันคือ

  1. พระพุทธรูปปางนาคปรกเนื้อสำริดนอก เป็นพระพุทธรูปศิลปสมัยบายน ซึ่งเป็นพระประจำ พระองค์ของพระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 4 ซึ่งได้ถอดพิมพ์รูปแบบเพื่อจัดทำ ดังนั้นพระพุทธรูปปางนาคปรกนี้ จะเหมือนองค์จริงทุกประการ พระพุทธรูปปางนาคปรกนี้ถือเป็นพระนำฤกษ์ นอกจากนี้ยังเป็นพระประจำวันประสูติของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย โดยจะจัดสร้าง 548 องค์ มีกล่องบรรจุ ให้สั่งจองในราคาองค์ละ 5,999 บาท
  2. หลวงพ่อทวดบูชารูปเหมือนเนื้อนวโลหะ ขนาด 7” จององค์ละ 14,999 บาท
  3. หลวงพ่อทวด (รูปหล่อขนาดห้อยคอ) เนื้อทองคำ 1 ชุด มี 4 ขนาด จองชุดละ 48,999 บาท
  4. หลวงพ่อทวด (รูปหล่อขนาดห้อยคอ) เนื้อทองคำหนัก 14.93 กรัม จององค์ละ 14,899 บาท
  5. หลวงพ่อทวด (รูปหล่อขนาดห้อยคอ) เนื้อทองคำหนัก 2.02 กรัม จององค์ละ 1,899 บาท
  6. หลวงพ่อทวด (รูปหล่อขนาดห้อยคอ) เนื้อนวโลหะ 1 ชุด มี 4 ขนาด จองชุดละ 1,999 บาท
  7. หลวงพ่อทวด (รูปหล่อขนาดห้อยคอ) เนื้อนวโลหะกลาง จององค์ละ 499 บาท
  8. หลวงพ่อทวด (รูปหล่อขนาดห้อยคอ) เนื้อนวโลหะจิ๋ว จององค์ละ 299 บาท
  9. เหรียญหลวงพ่อทวดชุดทองคำ 1 ชุด มี 4 เหรียญ จองชุดละ 48,999 บาท
  10. เหรียญหลวงพ่อทวดเดี่ยวทองคำ 12 กรัม จององค์ละ 11,899 บาท
  11. เหรียญเดี่ยวทองคำ 7 กรัม จองเหรียญละ 7,899 บาท
  12. เหรียญหลวงพ่อทวดชุดเงิน 1 ชุด มี 4 ขนาด จองชุดละ 2,899 บาท
  13. เหรียญหลวงพ่อทวดเดี่ยวเงิน ขนาด 2.8 ซม.จองเหรียญละ 699 บาท
  14. เหรียญหลวงพ่อทวดเดี่ยวเงิน ขนาด 2 ซม.จองเหรียญละ 499 บาท
  15. เหรียญหลวงพ่อทวดบรอนซ์ ขนาด 2.8 ซม.จองเหรียญละ 199 บาท
  16. 496629-3

นอกจากนี้ยังได้สร้างเหรียญบรอนซ์พ่นทราย เพื่อทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทยทั้งหมดจำนวน 20,000 องค์ เพื่อพระราชทานตามพระราชอัธยาศัย สำหรับพระและเหรียญหลวงพ่อทวดที่จัดสร้างมานี้ทุกประเภท ได้ขอพระราชทานพระนามาภิไธย ย่อ “สธ” ประดับบนเหรียญและฐานพระทุกรายการ พร้อมทั้งมีกล่องซึ่งจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ สวยงาม เหมาะแก่การมอบให้เป็นสิ่งสักการะมงคลในโอกาสต่าง ๆ ได้ด้วย การจัดสร้างพระและเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” นี้ จะสร้างในจำนวนจำกัด และสวยงามเป็นพิเศษ ปิดรับการสั่งจองวันที่ 15 ธันวาคม 2546 และคาดว่าจะสร้างเสร็จประมาณต้นปี 2547 นี้ รายได้จากการสั่งจองจะทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

ข้อมูลจากเวป ผมเก็บมา ๑ องค์ เป็น เนื้อเงิน(เดี่ยว) ๒.๘ ซม. พร้อมกรอบทองประดับเพชรรัสเซีย ลักษณะเป็นเข็มกลัด กล่องเดิมสีฟ้า และกล่องนอกครบ สภาพใหม่ ตัวเหรียญยังอยู่ในซีลพลาสติก

เหรียญหลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติพิมพ์ขอเบ็ด : พระองค์ครู ไตรเทพ ไกรงู

"เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒" ข่าวการเช่าหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ จากชาวบ้านที่อยุธยา ในราคา ๒.๕ ล้านบาท จนในที่สุดมาอยู่ที่นายอรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย หรือ บอย ท่าพระจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่อเหรียญพระคณาจารย์โดยเฉพาะ อยู่ได้เพียงไม่กี่วันก็มีผู้มาขอซื้อเหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติต่อไปอีกในราคา ๖ ล้านบาท นับเป็นเหรียญพระเกจิอาจารย์ที่มีการซื้อขายกันในราคาแพงที่สุดของวงการพระ เมืองไทย ลบสถิติของเหรียญยอดนิยมทั้งหมด

ล่าสุดมีเหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ พิมพ์ขอเบ็ด เข้าสู่สนามพระเครื่องในราคากว่า ๑๐ ล้านบาท ชนิดที่ บอย ท่าพระจันทร์ ยอมรับว่าเป็นเหรียญที่สวยสมบูรณ์ที่สุดในจำนวนเหรียญที่เคยเห็นมาเกือบร้อย เหรียญ ซึ่งขณะนี้มีการประเมินค่านิยมหากผู้ใดอยากครอบครองต้องใช้เงินอย่างน้อย ๑๕ ล้านบาท

ค่านิยมในปัจจุบัน ในเหรียญเงินหน้าทองและหน้านากเท่านั้นพบเจอในวงการ การเปลี่ยนมือกันค่อนข้างน้อย แต่ที่แน่ๆ ในเหรียญสวยๆ ต้องมีเงินไม่ตำกว่า ๕ ล้านบาทอย่างแน่นอนรสร้างเหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ วัดสร้างเพื่อนำปัจจัยไปซ่อมแซมอุโบสถที่เก่าและชำรุดมากใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ด้านหน้าระบุไว้ว่า "หลวงพ่ออุปัชฌาย์ กลั่น วัดพระญาติ" "พ.ศ. ๒๔๖๗" ด้านหลังระบุ "ที่รฤกในการปฏิสังขรณ์อุโบสถ"

ในการสร้างคราวนั้น มีการสร้างเหรียญหลวงพ่อกลั่นเนื้อ พิเศษคือ เงินหน้าทอง ประมาณ ๑๒ เหรียญ เงินหน้านาก ประมาณ ๒๕ เหรียญ เงินประมาณ ๑๐๐ เหรียญ เหรียญทองแดงมีประมาณ ๓,๐๐๐ เหรียญ และในสมัยนั้นมีการจัดให้ทำบุญคือ เงินหน้าทองทำบุญ ๑๕ บาท ได้รับ ๑ เหรียญ และเงินหน้านากทำบุญ ๑๐ บาท ได้รับ ๑ เหรียญ เงินล้วนทำบุญ ๕ บาท ได้รับ ๑ เหรียญ ส่วนทองแดง ทำบุญ ๑ บาท ได้รับ ๑ เหรียญ เงินทำบุญทั้งหมดนำไปซ่อมแซมอุโบสถ

สำหรับจำนวนการ สร้างเหรียญแต่ละชนิดนั้น มีอยู่ในบันทึกวัดพระญาติ โดยหลวงพ่ออั้น เจ้าอาวาสองค์ถัดมา ซึ่งหลวงพ่ออั้นเป็น ผู้ดำเนินการจัดสร้างให้หลวงพ่อกลั่นปลุกเสก

เหรียญหลวงพ่อกลั่นที่ นิยม เขาเรียกกันว่า รุ่น "ขอเบ็ด" เนื่องจากปลายยันต์ด้านหลัง มีลักษณะคล้ายๆ "ขอเบ็ดตกปลา" พบในเหรียญรุ่นแรก ซึ่งสร้างในปี ๒๔๖๙ เพียงรุ่นเดียว เหรียญรุ่นนี้มีการทำปลอมมากที่สุด ด้วยเหตุที่ราคาสูงถึง ๒-๓ ล้านบาท

พุทธคุณ แคล้วคลาด คงกระพันเมตตามหานิยม แต่ที่ดังสุดๆ ของท่านคือ ความเหนียว

(คัดลอกจากเวปหนังสือพิมพ์ คม ชัดลึก วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๔)

เหรียญพระพุทธหลักล้าน : ชั่วโมงเซียน โดยบอยท่าพระจันทร์

"เหรียญพระพุทธ" คือเหรียญที่จำลองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนนับถือลงบนเหรียญ พระพุทธรูปที่มีการสร้างเป็นเหรียญอันดับต้นๆ เช่น

  1. หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา 
  2. หลวงพ่อพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก
  3. หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา
  4. หลวงพ่อมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา
  5. หลวงพ่อธรรมจักร วัดเขาธรรมามูล จ.ชัยนาท และ
  6. หลวงพ่อวัดเขาตะเครา (หลวงพ่อทอง) ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นต้น

_MG_3626_MG_3627

ในจำนวนเหรียญพระพุทธทั้งหมด สุดยอดแห่งความแพงต้องยกให้ เหรียญหลวงพ่อโสธร รุ่นแรก พ.ศ.๒๔๖๐ ที่นับเป็นสุดยอดวัตถุมงคลหลวงพ่อโสธร และถือได้ว่าเป็นเหรียญพระพุทธที่ มีราคาแพงที่สุดในประเทศ สร้างขึ้นในสมัยพระอาจารย์หลิน (รักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธร) โดย ขุนศิริราชภักดี (เล้ง สันธนะกุล) มัคนายก เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง เพื่อสมนาคุณผู้บริจาคซ่อมฐานชุกชีหลวงพ่อโสธร

เหรียญพระพุทธโสธร รุ่นแรก เป็นเหรียญพิมพ์ทรงอาร์ม ข้างเลื่อย มีชนิดเนื้อโลหะ ๔ ชนิด คือ ทองคำ ปัจจุบันค่านิยมกว่า ๑๐ ล้านบาท เนื้อเงินค่านิยม ๒-๓ ล้านบาท เนื้อสัมฤทธิ์ค่านิยมประมาณ ๔-๗ ล้านบาท และเนื้อทองแดงค่านิยมประมาณ ๓-๕ ล้านบาท

เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร วัดเขาธรรมามูล จ.ชัยนาท จัดสร้างขึ้นใน พ.ศ.๒๔๖๑ สำหรับเหรียญรุ่นแรก อย่างเหรียญนี้ และที่สำคัญ คือ ได้รับการอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวจากยอดพระเกจิอาจารย์ ของเมืองไทย นั่นคือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พระอาจารย์ของเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ ถ้าเป็นเนื้อทองคำ ค่านิยมประมาณ ๖-๗ ล้านบาท แต่ถ้าเป็นเนื้อเงินค่านิยมประมาณ ๔ แสนบาท ส่วนเนื้องทองแดงประมาณ ๒ แสนบาทเท่านั้น

เหรียญหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง มีการจัดสร้างเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการจารึก พ.ศ. ที่สร้างไว้ในเหรียญก็ตาม แต่รู้กันเป็นนัย ว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ พร้อมกับเหรียญหลวงพ่อพุทธโสธร พ.ศ.๒๔๖๐ ค่านิยมประมาณ ๒ ล้านบาท

_MG_3618_MG_3619

เหรียญหลวงพ่อพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก หลังอกเลา สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ เพื่อแจกแก่ผู้ที่มานมัสการพระพุทธชินราช และร่วมทำบุญที่วัด เพื่อให้ท่านที่เคารพและนับถือ ได้นำไปบูชาติดตัว เพื่อจะได้เป็นสิริมงคลและคุ้มครองป้องกันภัยแด่ผู้มีไว้บูชา มีด้วยกัน ๒ เนื้อ คือ เนื้อเงินและเนื้อทองแดง ต่างก็หายากด้วยกันทั้ง ๒ เนื้อ ค่านิยมทั้ง ๒ เนื้อประมาณ ๑-๒ ล้านบาท

เหรียญพระนิรันตราย ๒๔๙๕ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงในรัชกาลที่ ๔ กทม. ได้ชนวนเก่าจากหลายๆ ที่ และมีพระเกจิอาจารย์ยุคก่อนปี ๒๕๐๐ หลายท่านร่วมพิธีปลุกเสก เช่น ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) วัดสุทัศนฯ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยา หลวงพ่อกึ๋น วัดดอนยานนาวา หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี และพระคณาจารย์ร่วมสมัยอีกมากมายหลายท่าน  จัดเป็นพิธีหลวงที่ใหญ่มากในสมัยนั้น ค่านิยมของเหรียญรุ่นนี้ประมาณ ๘ แสน-๑ ล้านบาท

เหรียญหลวงพ่อมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างใน พ.ศ.๒๔๖๐-๒๔๖๓ มี ๒ เนื้อ คือ เนื้อทองแดงไม่มีกะไหล่ และเนื้อเงินไม่มีกะไหล่ ลักษณะของเหรียญ เป็นเหรียญรูปไข่ใหญ่ มีห่วงเชื่อม และเป็นเหรียญปั๊ม

เหรียญหลวงพ่อมงคลบพิตร รุ่นแรกนี้เชื่อกันว่าพิธีการปลุกเสกในพระวิหารหลวงพ่อพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีหลวงพ่อพระมงคลบพิตร เป็นประธานให้พิธีปลุกเสก นอกจากนี้ยังได้นิมนต์พระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น มาเข้าร่วมพิธีด้วย เช่น หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ  หลวงพ่ออ่ำ (พระพุทธวิหารโสภณ) วัดวงษ์ฆ้อง หลวงพ่อวัดพนัญเชิง หลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ  เป็นต้น ค่านิยมของเหรียญรุ่นนี้ประมาณ ๘ แสน-๑ ล้านบาท

ส่วนเหรียญหลวงพ่อวัดเขาตะเครา (หลวงพ่อทอง) ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี (เหรียญทองคำ) เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบางตะบูน มีประวัติความเป็นมาคล้ายกับหลวงพ่อพระพุทธโสธร เหรียญรูปพระพุทธของวัดเขาตะเครา มีการสร้างกันมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๐ เป็นต้นมา

พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ

การจัดสร้างพระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ ถือว่าสุดยอดแห่งประวัติศาสตร์ของวงการพระเครื่อง พิธีจัดสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์เป็น ราชธานี มาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีพิธีใดจะยิ่งใหญ่เท่า

มีพระเกจิ อาจารย์ร่วมสมัยจำนวนมาก เรียกว่ารูปใดดัง มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ก็นิมนต์มาปลุกเสกทุกวัด เช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (พ่อท่านคล้าย) วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม จ.นครปฐม หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม พระครูทิวากรคุณ (หลวงปู่กลีบ) วัดตลิ่งชัน พระครูโสภณกัลยานุวัตร (หลวงพ่อเส่ง) วัดกัลยาณมิตร ฯลฯ พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ จึงขึ้นชื่อว่าน่าใช้ น่าเก็บ และน่าหามาบูชาอย่างยิ่ง

ส่วนเนื้อทองคำ มีการจัดสร้างเพียง ๒,๕๐๐ องค์ เพื่อให้สอดคล้องกับปีการจัดสร้าง คือ พ.ศ. ๒๕๐๐ ใช้ทองคำหนักประมาณ ๖ สลึง โดยใช้วิธีสั่งจองล่วงหน้า ๑,๐๐๐ บาท ส่วนเงินสมทบทุนจริง ๒,๕๐๐ บาท ทั้งนี้ ผู้สั่งจองชำระเงินอีก ๑,๕๐๐ บาท หรือจะชำระคราวเดียว ๒,๕๐๐ บาทก็ได้  ปัจจุบันมีค่านิยมประมาณ ๘ แสน-๑ ล้านบาท

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการจัดสร้างพระ เพื่อเป็นการสมนาคุณกับผู้ร่วมทำบุญอีกด้วย คือ พระเนื้อทองคำหนัก ๑ บาท อีก ๑๕ องค์ มอบเป็นที่ระลึกให้ผู้ร่วมทำบุญสมทบทุนสร้างพุทธมณฑล ๑๐,๐๐๐ บาท ในครั้งนั้นมีผู้สมบททุนสร้าง ๑๕ ราย

ส่วนเนื้อนากนั้นมีการจัดสร้าง ๓๐ องค์ หนัก ๑ บาท เพื่อมอบให้เป็นที่ระลึกสำหรับผู้ทำบุญ ๕,๐๐๐ บาท มีผู้ทำบุญ ๓๐ ราย ในขณะที่ผู้ทำบุญ ๑,๐๐๐ บาท จะได้รับมอบพระเนื้อเงิน ๑ องค์ ปรากฏว่ามีผู้ร่วมทำบุญ ๓๐๐ ราย

แต่เนื่องจากจำนวนสร้างมีมากเป็นล้านองค์ ทำให้พระเครื่อง ๒๕ พุทธศตวรรษ บางเนื้อยังคงมีเหลืออยู่ที่พุทธมณฑล ในขณะเดียวกัน พระ ๒๕ พุทธศตวรรษ ในตลาดพระก็ยังมีการเช่าบูชากันในราคาที่ไม่แพงนัก ยกเว้นพระเนื้อพิเศษ เช่น เนื้อทองคำ เนื้อเงิน หรือดินเผาสีแปลกๆ องค์สวยคมชัดมาก ก็อาจจะมีราคาแพงกว่าองค์ธรรมดา

(คัดลอกจากเวปหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ประจำวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ โดยบอย ท่าพระจันทร์)